สัมภาษณ์พิเศษ

"นักสู้ต้องมีบาดแผล" สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์

  • 01 มีนาคม 2560 เวลา 22:38 น.
  • | เปิดอ่าน 12,489
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

"นักสู้ต้องมีบาดแผล" สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์

เรื่อง...เพ็ญแข สร้อยทอง

เริ่มต้นปีอย่างคึกคักด้วยเป้าหมายชัดเจนตามสโลแกนว่า “RS 2017 Media Revolutionist”

ในฐานะแม่ทัพ “สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส หรือที่คุ้นเคยกันดีในชื่อ “เฮียฮ้อ” ประกาศว่า ปีนี้บริษัทจะลุยเต็มที่กับช่อง 8 เพื่ออันดับในท็อป 5 ของดิจิทัลทีวี รวมทั้งธุรกิจเฮลท์ แอนด์ บิวตี้ ที่อาร์เอสเพิ่งจะเข้ามา แต่ก็ไปได้สวย และมองเห็นโอกาสซึ่งเปิดกว้างอยู่มาก นอกจากนี้ ธุรกิจดนตรีที่อาร์เอสไม่เคยทิ้งก็มาพร้อมด้วย “มิวสิค มาร์เก็ตติ้ง” ซึ่งนักร้องนักดนตรีสามารถลงทุนสร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเอง โดยมีบริษัทเป็นผู้สนับสนุน

เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย อาร์เอสไม่ได้กำลังแข่งขันกับคู่แข่ง แต่เป็นการทำธุรกิจโดยรู้เท่าทันและเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค “เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก อาร์เอสจึงต้องปรับตัวตลอดเวลา ธุรกิจใหม่ๆ ก็ตั้งต้นมาจากตรงนี้ การตลาดแบบเดิมๆ ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นการเอกซเรย์ตลาดและผู้บริโภคโดยละเอียดทำให้เราติดตามและเข้าใจได้ลึกได้เท่าทันและต้องเปิดกว้าง”

เฮียฮ้อยังเชื่อว่า การคิดนอกกรอบและคิดพ้นจากตัวตนยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจ

“เวลามีปัญหา ผมจะคิดจากตัวเราก่อน คิดเสร็จแล้วยังไม่เอาไปใช้ พักไว้ แล้วลองคิดจากมุมที่ไม่ใช่เราบ้าง เวลาจะหาธุรกิจใหม่ก็คิดจากตัวเองก่อนว่า อาร์เอสมีอะไร มีจุดแข็งตรงไหน เราควรจะทำอะไร พอได้แล้วก็อย่าเพิ่งตัดสินใจว่าสิ่งนั้นถูก พักไว้ก่อน จากนั้นลองดึงตัวเองออกจากอาร์เอส ถ้าเราไม่ใช่เฮียฮ้อเราอยากทำอะไร เพราะบางทีการมองจากตัวเองมากเกินไป มันก็ปิดโอกาสตัวเอง”

 

กว่า 3 ทศวรรษบนเส้นทางธุรกิจ เฮียฮ้อผ่านมาหลากหลาย นอกจากจะได้ลิ้มรสความสำเร็จอันหอมหวาน ก็เคยพานพบกับความล้มเหลวที่ขมขื่นด้วยเช่นกัน

“เราเป็นคนทำธุรกิจมาทั้งชีวิต สิ่งที่ผมเชื่อคือ การเอาจริงเอาจัง การเป็นนักต่อสู้ ยังไงมันก็ต้องสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกันนักสู้มันต้องมีบาดแผล เส้นทางที่ทำธุรกิจมา 30 กว่าปีปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า มันต้องมีผิดพลาดบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ต้องเป็นส่วนน้อย มันคือประสบการณ์ที่ดี จะช่วยเติมเต็มให้คุณแข็งแรงแข็งแกร่งขึ้น ผมไม่ยึดติดนะ ผมจะมองหาความสำเร็จครั้งต่อไปเสมอ ผมไม่สนใจความสำเร็จที่ทำได้แล้วในวันนี้ ทำสำเร็จก็ดีใจ แล้วก็หาความท้าทายเป้าหมายใหม่ๆ แล้วก็ไปให้ถึง อะไรที่ไม่ดีก็ปรับปรุงแก้ไข ถ้าปรับปรุงแก้ไขแล้วไม่ดีขึ้นก็วิเคราะห์อีกที ถ้าจะทิ้งก็ต้องทิ้ง คนที่ยอมรับความพ่ายแพ้ คนที่พูดว่า ‘ฉันยอมแพ้’ มันอาจจะเจ๋งกว่าคนที่พูดว่า ‘ฉันชนะ’ เพราะว่ามันต้องใช้ความกล้ามากกว่า ใช้การยอมรับ ใช้การเปิดใจมากกว่า”

เฮียฮ้อเป็นนักธุรกิจที่ทำงานทุกวัน ไม่ยกเว้นแม้ในวันหยุด ซึ่งครอบครัวเชษฐโชติศักดิ์มักใช้เวลาพักผ่อนที่บ้านเขาใหญ่ “ผมทำงานตั้งแต่ตื่นจนนอน เพราะชีวิตผมไม่มีเรื่องอื่น ชีวิตผมธรรมดามาก ตื่นเช้าก็อ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวี แปดโมงกว่าก็มาออฟฟิศ เก้าโมงก็ทำงาน เป็นคนชอบทำงานที่ออฟฟิศ ถ้าไม่ประชุมก็อยู่ในห้องคิดงาน ถ้าไม่มีงานสำคัญจริงๆ ผมก็ไม่ไปไหน เลิกงานทุ่มหนึ่งก็กลับบ้าน ออกกำลังกายเดินสายพานนิดหน่อย ผมไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่บ้านก็ดูทีวีบ้าง

“ผมชอบทำงาน ชอบคิดงาน คิดได้ก็จดไว้ อันไหนทำได้ก็สั่งลูกน้องเลย ยังทำไม่ได้ก็เอาไปคิดต่อ เราสนุกกับการคิด ชอบทบทวนตัวเอง ทบทวนสิ่งที่อาร์เอสทำ เราจะได้รู้ว่าต้องทำอะไร อะไรยังไม่ดีพอ ชีวิตไม่ค่อยหวือหวา ถ้าเราทำงานที่คุณรัก ทุกวันมันก็จะไม่ใช่การทำงาน ถ้าหยุดเนี้ย ผมอึดอัด เวลาไปไหนกับครอบครัวก็ไปได้ไม่เกิน 4-5 วัน เข้าออฟฟิศมาทำงานก็เหมือนมาเที่ยว สนุกกับงาน สนุกกับชีวิตการทำงาน สนุกกับสภาพแวดล้อม

“ลูกน้องบางคนก็บอกว่า อาร์เอสทำงานสนุก แต่บางคนก็บอกว่ามันทัฟ (Tough) หน่อย ผมต้องการให้คนอาร์เอสเป็นอย่างนี้ ผมไม่เชื่อเรื่องการมีคอมฟอร์ตโซน (Comfort Zone) ชีวิตของคนปัจจุบัน ไม่ว่าคุณจะทำงานที่ไหน หรือในชีวิตครอบครัว มันไม่มีอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าคุณใช้ชีวิตในอาร์เอส อย่างมีความสุขและเป็นปกติได้ ชีวิตที่บ้านคุณ ชีวิตครอบครัวคุณก็จะสบาย ถ้าอยู่อาร์เอสได้ คุณก็อยู่ที่ไหนก็ได้ ผมทำให้อาร์เอสมันทัฟ ไม่ได้ทัฟเฉพาะกับลูกน้อง มันก็แข่งขันกดดันตัวเองด้วย ผมชอบอย่างนั้น

“การกดดันตัวเองทำให้เรามีพลัง ผมจะไม่รู้ว่าเรามีแค่ไหน ถ้าไม่รู้จักบีบให้มันออกมา ศิลปินดังๆ ของโลกสร้างงานตอนไหน ตอนหิวตอนยากจนทั้งนั้น สตีฟ จ็อบส์ คิดอะไรดีๆ ได้ตอนไหน ตอนยังไม่มีอะไร ความคิดอ่านดีๆ ของนักธุรกิจจะเกิดตอนเจอวิกฤต ถ้าทุกคนใช้ชีวิตสบายๆ มันก็ไม่ได้เค้นศักยภาพที่แท้จริงออกมา เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถทำให้เรื่องนี้มันเกิดได้ เราก็จะได้พลังจากตัวเรา พลังจากคนในทีม

“ผมชอบประชุมกับลูกน้อง เพราะผมได้ประโยชน์ คนมักจะเข้าใจว่า การประชุมคือ การตามงาน แต่ไม่ใช่ เวลาคุยกับลูกน้อง ผมได้ความรู้ที่ผมคิดไม่ถึง เพราะลูกน้องเด็กกว่าเรา เฟรชกว่าเรา แล้วผมก็ชอบคุยกับลูกชาย ลูกชายก็ชอบคุยกับผม เขาได้รู้เรื่องธุรกิจจากพ่อ ผมก็ได้อะไรจากเขาเยอะมาก ซึ่งไม่มีทางเลยที่คนอย่างผมจะไปหาเองได้ คนอายุ 50 กว่าจะไปมองในเรื่องของคนอายุ 27-28 ได้ ไม่มีทาง”

 

วันนี้ เชษฐ เชษฐโชติศักดิ์ ลูกชายคนโตของเฮียฮ้อก็กลายมาเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ผู้สร้าง “72 คอร์ทยาร์ด” มอลล์ใจกลางทองหล่อที่รู้จักแพร่หลายในกลุ่มคนซึ่งมีไลฟ์สไตล์ชอบแฮงเอาต์กินดื่ม

“เรื่องการทำงานก็แนะลูกชายว่า เขาต้องทำจริงจัง เกาะติด ใส่ใจ ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่เขาอยากทำ ไม่ใช่ธุรกิจที่พ่ออยากให้ทำ ผมให้เขาตั้งต้นเอง แล้วผมจะดู แม้ผมจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ให้เขาทำ ถ้าคนเราได้ทำในสิ่งที่อยากทำแล้วเต็มที่กับมัน เขาก็อยากจะทำทุกวัน เหมือนไปเที่ยว ผมก็จะเอาประสบการณ์ไปอุดในเรื่องของความเสี่ยง จุดขายจุดแข็งก็จะไปเติมให้ แต่เรื่องธุรกิจเรื่องตัวโปรดักต์เขาจะเข้าใจดีกว่าเรา

“ตอนนี้ลูกคนเล็ก (โชติ เชษฐโชติศักดิ์) ก็เรียนจบแล้ว เขากำลังคิดธุรกิจใหม่อยู่ ผมไม่เคยบังคับลูกว่าต้องมาช่วยป๊าที่อาร์เอสนะ ถ้าเขาอยากเข้ามาเรียนรู้งานก็เข้ามา ไม่เข้าก็ไม่เป็นไร เพราะผมดีไซน์อาร์เอสไว้ ไม่ต้องมีทายาทมารับ อาร์เอสเป็นองค์กรที่เดินด้วยทีมงาน ด้วยโมเดลที่แข็งแรง”

ในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนอาจจะวางแผนระยะยาวนักไม่ได้ ซึ่งเฮียฮ้อก็ได้เตรียมให้อาร์เอสเป็นองค์กรที่มีความพร้อมปรับตัวได้ดีมีความยืดหยุ่น “ที่สำคัญอาร์เอสต้องพร้อมจะทำธุรกิจกับโอกาส ทุกอย่างที่ทำมาก็ยังคงจะทำอยู่ เพลง มีเดีย เฮลท์ แอนด์ บิวตี้ และอีก 2-3 ปี คุณอาจจะเห็นอาร์เอสทำธุรกิจอื่น ถ้ามีโอกาสใหม่ๆ และน่าสนใจ”

และในปี 2017 นี้ อาร์เอส ซึ่งนำทัพโดย เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ จะไปถึงเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ ... ต้องติดตามกันต่อ

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดวิเคราะห์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์