สัมภาษณ์พิเศษ

"โสเภณีถูกกฎหมาย" ขจัดผลประโยชน์มืด-คืนศักดิ์ศรีความเท่าเทียม

  • 04 เมษายน 2560 เวลา 20:05 น.
  • | เปิดอ่าน 18,092
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

"โสเภณีถูกกฎหมาย" ขจัดผลประโยชน์มืด-คืนศักดิ์ศรีความเท่าเทียม

โดย...วรรณโชค ไชยสะอาด

ไม่นานมานี้ เว็บไซต์มิร์เรอร์ของอังกฤษนำเสนอรายงานข่าวว่า พัทยาเป็นเมืองหลวงแห่งเซ็กส์ของโลก มีผู้หญิงขายบริการทางเพศมากถึง 2.7 หมื่นคน  และ 1 ใน 5 ของหญิงเหล่านี้อาศัยอยู่อย่างถาวรในเมืองพัทยา

รายงานข่าวนี้ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมไทย เจ้าหน้าที่รัฐออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดว่าเป็นการใส่ร้าย มีคำสั่งให้กวาดล้างหญิงขายบริการในพื้นที่พัทยาอย่างเข้มงวด

พัทยาเป็นเมืองหลวงแห่งเซ็กซ์จริงหรือไม่ ทำไมต่างชาติมองว่าประเทศไทยเต็มไปด้วยโสเภณี และแนวคิดการเปิดให้มีการค้าบริการทางเพศอย่างถูกกฎหมายจะเวิร์คจริงหรือ

วันนี้ "จันทวิภา อภิสุข" ผู้อำนวยการมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ องค์กรที่เทำงานด้านส่งเสริมและให้โอกาสพนักงานบริการทางเพศได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนทั่วไป จะไขข้อเท็จจริงอีกด้านที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้

"พัทยา"นครแห่งบาป?

คำถามที่ว่าพัทยาเป็นเมืองหลวงแห่งเซ็กซ์ตามที่สื่อต่างประเทศรายงานนั้นจริงเท็จแค่ไหน

จันทวิภา มองว่า สิ่งที่สื่อต่างชาติรายงานนั้นเป็นเรื่องจริงที่คนไทยรับรู้ แต่ไม่อยากพูด เหตุผลที่พัทยาเจริญรุ่งเรืองและเต็มไปด้วยการค้าบริการทางเพศ เกิดจาก 2 ปัจจัยคือ 1.สงครามเวียดนาม นำไปสู่การตั้งถิ่นฐานของกองทัพนานาชาติในอดีต 2.นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของเมืองไทย

"ราว 40 ปีก่อน พัทยาเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงที่เงียบสงบ แต่เนื่องจากอยู่ไม่ห่างจากอู่ตะเภา ที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐ เดินทางเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง เชื่อกันว่าการไปเที่ยวพักผ่อนของทหารอเมริกันในยามพักรบนำไปสู่การเกิดขึ้นของแหล่งบันเทิง สถานบริการหลากหลายรูปแบบ มีการเติบโตของผู้คน เกิดอาชีพใหม่ที่เรียกว่า ‘เมียเช่า’ รบในสนามรบเสร็จก็มาพักอยู่เมืองไทย แทนที่จะจ่ายเงินไปวันๆ เพื่อความต้องการ ทหารก็เลือกจะจ่ายเป็นเดือน เช่ามาเป็นเมียเลย ทำงานสารพัด ซักผ้า รีดผ้า ทำกับข้าว ตอนกลางคืนก็เป็นเมียอีก”

หลังสงครามเวียดนามสิ้นสุดลงในปี 2518 ความรุ่งเรืองของเมืองพัทยาก็ถึงคราวล่มสลาย สถานบันเทิง ผับบาร์ทยอยปิดตัว พนักงานจำนวนมากตกงาน จึงเป็นแรงผลักดันให้พัทยาต้องเสาะหาแขกนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ กระทั่งถูกประกาศให้เป็น “เมืองพัทยา” เพื่อรักษาสถานภาพด้านการท่องเที่ยว นั่นส่งผลให้ความเข้มงวดในการตรวจตราและบังคับใช้กฎหมายต่างๆหย่อนยานลง

“พอประกาศตัวเองว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว เปิดรับทุกอย่างเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามา ความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายต่างๆก็ลดน้อยลง เนื่องจากมีผลประโยชน์มหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือไม่ก็เอื้อเฟื้อให้กับคนบางกลุ่ม จะทำอะไรก็มักกลัวผลกระทบต่อการท่องเที่ยว”

เซ็กซ์เป็นเรื่องธรรมชาติ

ผอ.มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ บอกว่า ผู้หญิงบริการไม่แตกต่างจากอาชีพทั่วไปที่หาเลี้ยงชีพโดยสุจริต แต่กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านกฏหมาย ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฏหมายแรงงาน อีกทั้งสังคมยังมองคนกลุ่มนี้ว่ามีตราบาป ทั้งที่เรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีควรมีกฎหมายมาคอยควบคุม หากทุกอย่างเป็นไปด้วยความยินยอมและยุติธรรม ก็ถือว่าไม่ผิด

“เซ็กส์ไม่มีความผิด แต่รับเงินเมื่อไหร่ถึงผิด เราจะเอากันอย่างงั้นหรอ มันไม่ใช่ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ตกลงกันได้ ไม่มีการบังคับว่าเธอต้องไปกับคนนั้นคนนี้ อายุบรรลุนิติภาวะ แบบนี้ไม่ผิด เอากฎหมายมาควบคุมไม่ได้ สำหรับแนวคิดให้มีการขายบริการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ผู้ขายต้องเข้าสู่ระบบหรือลงทะเบียน ถามจริงๆเถอะว่า ใครจะอยากจด ใครจะกล้า ส่วนใหญ่ผู้ที่ประกอบอาชีพนี้ จริงๆเขามาชั่วคราว คงไม่อยากมีเรื่องราวบันทึกในประวัติศาสตร์ชีวิตว่าฉันเคยทำอาชีพนี้หรอก”

จันทวิภา  บอกว่าการแก้ปัญหาอาชีพบริการทางเพศ ต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยมีคนประกอบอาชีพนี้จำนวนมากและไม่ใช่เพียงแค่เพศหญิงอีกต่อไป ก่อนจะเอาความจริงนั้นมากำหนดแนวทาง ยกระดับให้มีมาตรฐานและไม่เป็นตราบาปอีกต่อไป เพราะเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติของทั่วโลก แนวทางจัดการคือ เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ เพื่อหาจุดร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เข้าไปแตะปัญหาเพียงแค่ผิวเผินและเลือกเดินหน้าเฉพาะแนวทางที่รัฐคิดเท่านั้น

“ต่อรองระหว่างสังคมกับคนที่ประกอบอาชีพ ยอมรับความจริง พบกันคนละครึ่งทางและใช้ทางที่มีจุดร่วมด้วยกัน  อาจหาพื้นที่ที่พอยอมรับได้สักแห่ง ห่างจากชุมชน แต่เดินทางได้สะดวกและไม่ยากเย็นจนเกิดไปสำหรับนักท่องเที่ยว มีการควบคุมราคา ให้บริการที่ได้มาตรฐาน หมายถึง ไม่มีความรุนแรง ราคาเหมาะสม สะอาด ปลอดภัย ร้านไหนได้มาตรฐานก็ได้รับใบอนุญาตไป

“อาจมีการกำหนดเป็นโซนนิ่งซึ่งมีหลายรูปแบบทั้งลักษณะสถานที่ให้บริการ ลักษณะธุรกิจ และลักษณะพื้นที่ ซึ่งอย่างหลังคงเป็นไปไม่ได้ เพราะปัจจุบันผู้ประกอบอาชีพกระจัดกระจาย แต่หากเป็นโซนนิ่งในลักษณะสถานที่ เช่น กำหนดว่าสถานที่แห่งนี้เปิดได้กี่โมง มีอะไรควบคุม แบ่งตำแหน่งภายในอย่างไร หรือโซนนิ่งในรูปแบบบุคคลที่อนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานได้ที่ไหนบ้าง”

 

โสเภณีถูกกฎหมายเพื่อประโยชน์ชาติ

หากมองย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่า โสเภณีไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย โดยปลายรัชกาลที่ 5 มีพระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค รัตนโกสินทรศก 127 (พ.ศ.2451) ซึ่งระบุถึงการบังคับให้หญิงนครโสเภณีปฎิบัติตามกฎหมาย  เนื้อหาบางช่วงมีดังนี้

"ผู้ที่จะเป็นนายโรงหญิงนครโสเภณีได้ต้องเป็นผู้หญิง ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน จึงตั้งโรงหญิงนครโสเภณีได้ โดยนายโรงต้องทำบัญชีหญิงนครโสเภณีที่มีอยู่ประจำและเข้ามาใหม่

ห้าม นายโรงรับหญิงนครโสเภณีที่ไม่มีใบอนุญาต

ห้าม นายโรงรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีมาเลี้ยงไว้ในโรง

ห้าม นายโรงกักขังหญิงนครโสเภณีและห้ามทำสัญญาผูกมัดหญิงนครโสเภณี

ห้าม นายโรงและหญิงนครโสเภณีจุ้นจ้าน เช่น ยื้อยุด ฉุดลาก ผู้ชายให้เข้ามาเที่ยวในโรง ให้เป็นที่รำคาญแก้ผู้คนที่เดินผ่านมานอกโรง

ห้ามไม่ให้ผู้ใด บังคับสตรีหรือล่อลวงหญิงใดที่ไม่สมัครใจเป็นหญิงนครโสเภณี จนทำให้ผู้หญิงคนนั้นต้องจำใจเป็น จะด้วยอุบายอะไรก็ตาม ผู้นั้นมีความผิด”

ทั้งนี้มีการกำหนดรายละเอียดอื่นๆอีก เช่น การขอรับใบอนุญาตตั้งโรงหญิงนครโสเภณี และใบอนุญาตเป็นหญิงนครโสเภณี ถ้าอายุไม่ครบ 15 ปี แล้วมาหลอกเจ้าหน้าที่ว่าอายุเกินก็มีโทษปรับไม่เกิน 100 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือทั้งจำและปรับ

สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับหากเปิดโอกาสให้อาชีพขายบริการทางเพศถูกกฎหมายคือ สังคมมองว่าเป็นอาชีพสุจริต เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน คนเหล่านั้นก็จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย นานาชาติยกย่อง ชื่นชมในการแก้ไขปัญหาของไทย

“ธุรกิจบริการต้องมีมาตรฐานและความปลอดภัย อาจมีการอบรม ข้อบังคับหรือกฎเกณฑ์ในการควบคุมที่ระบุเรื่องของอายุ เวลาการทำงาน น้ำหนัก รูปร่าง รายละเอียดต่างๆ นานา ที่นำไปสู่ความยุติธรรมและความปลอดภัยทั้งเจ้าของธุรกิจ คนให้และคนรับบริการ อย่างที่บอกว่า เซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติของโลกใบนี้ ถ้าคุณจัดการได้อย่างยุติธรรม เขาจะมองว่าคุณจริงจังในการแก้ไขปัญหาสังคม"

จันทรวิภายังบอกอีกว่า การทำให้อาชีพค้าบริการทางเพศถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยลดผลประโยชน์ด้านมืด ลดการทุจริตและการเลือกปฎิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ

“ปัจจุบันเจ้าหน้าที่หลายคนยังขาดความรู้ พอไม่รู้ก็เป็นที่มาของผลประโยชน์ หลักฐานบางอย่างที่ปรากฏหลังการจับกุมของเจ้าหน้าที่ เช่น เหตุการณ์จับผู้ค้าบริการที่อาบอบนวดนาตาลี มีโพยรายชื่อเจ้าหน้าที่รับผลประโยชน์จำนวนมาก แต่กลับใช้เป็นหลักฐานในการสืบสาวหาตัวเจ้าหน้าที่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นหากมีการปรับปรุงกฎหมาย เปิดโอกาสให้กับอาชีพนี้ กระบวนการยุติธรรมจะดีขึ้น ลดการหากินกับกฎหมาย ลดช่องว่างและผลประโยชน์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนลง”

ทั้งหมดนี้คือมุมมองน่าสนใจที่สังคมควรรับฟังของเอ็นจีโอที่ทำงานด้านการส่งเสริมโอกาสให้พนักงานบริการทางเพศเพื่อให้ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนทั่วไปในสังคมมายาวนานกว่า 20 ปี

 

 

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดวิเคราะห์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์