สัมภาษณ์พิเศษ

สมานฉันท์ปรองดอง ต้องหยุดหากินบนความขัดแย้ง

  • 09 เมษายน 2560 เวลา 11:31 น.
  • | เปิดอ่าน 29,615
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

สมานฉันท์ปรองดอง ต้องหยุดหากินบนความขัดแย้ง

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

กระบวนการ “ปรองดอง” รอบใหม่ภายใต้การดำเนินการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ถือเป็นความหวังครั้งสุดท้าย และเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดว่ารัฐประหารครั้งนี้จะเสียของหรือไม่

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยเป็นองค์กรหนึ่งที่เห็นด้วยกับการหาทางออกให้บ้านเมืองจบปัญหาขัดแย้ง เดินหน้าไปสู่ทิศทางของการพัฒนา สนับสนุน ผู้มีอำนาจให้เริ่มต้นกระบวนการปรองดอง “ไม่ใช่จบปัญหาของเรา หรือปัญหาของเขา แต่จบปัญหาของประเทศแท้จริง”

ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยเป็นไปตามหลักสากลไม่ได้นำเสนอแม้แต่ส่วนใดที่เกี่ยวกับผลประโยชน์พรรคการเมืองหรือนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง ความปรองดองจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่าย เจ้าภาพ ผู้เข้าร่วมทุกฝ่ายต้องจริงใจต่อกัน เปิดหัวใจ ไม่หวาดระแวงและมองเห็นปัญหาหลักร่วมกัน ตัดผลประโยชน์ส่วนตนออกไป หาเป้าหมายร่วมให้ตรงกัน

ประเด็นสำคัญ คือปัญหาความขัดแย้งต้องใช้กฎหมายที่เป็นธรรม มีหลักนิติธรรมเคร่งครัด ไม่ใช่มีบางฝ่ายได้ประโยชน์เสียประโยชน์จากคดีลักษณะเดียวกัน บางฝ่ายผิดตลอด ทั้งที่บางฝ่ายแม้ทำผิดหมือนกันแต่ไม่เคยผิดตลอด จนเป็นข้ออ้างให้คนไม่เคารพกฎหมาย เมื่อกฎหมายไม่เป็นธรรมก็สร้างปัญหาความเชื่อมั่นให้กับประเทศ 

“ในข้อเสนอเราไม่มีการพูดถึงเรื่องอภัยโทษ ส่วนตัวในฐานะสมาชิก 111 เราถือว่าเป็นเหยื่อการกระทำ ที่ถูกตัดสินยุบพรรค ตัดสิทธิเพราะระบุว่ามีกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยบางคน ไปจ้างพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้ง ผ่านไป 5 ปี มีการตัดสินแล้วว่าข้อกล่าวหาว่าจ้างพรรคเล็กไม่มีมูลความผิด

...แต่พวกเราได้รับการลงโทษไปแล้ว คนที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยเคารพหลักประชาธิปไตยข้อหานี้เจ็บปวด เลือกตั้งทุกครั้งเราไม่เคยใช้วิธีนอกระบบ แต่เราต้องยอมเสียสละ รับความเจ็บปวดส่วนตนนี้ไว้ ถ้าเอาคืนบ้านเมืองก็ไม่จบเราจึงนิ่งเฉย ฟ้องกลับยังไม่ฟ้องเลย”

คุณหญิงสุดารัตน์ มองว่า คณะรับฟังความคิดเห็นที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล เป็นประธาน มีความตั้งใจ สร้างบรรยากาศทำให้การพูดจาฉันมิตรเกิดขึ้น แต่เมื่อรวมข้อมูลจนเสร็จแล้ว ควรให้ผู้เชี่ยวชาญนักวิชาการมาเป็นผู้รวบรวมสิ่งที่รับฟัง จากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค กรองออกมาเป็นโมเดลเดินไปสู่ทางออกตามหลักวิชาการ

 

สรุปง่ายๆ คือ 1.ผู้ถูกกระทำต้องพร้อมให้อภัย ฝ่ายกระทำต้องหยุดใช้อำนาจในการย่ำยีอีกฝ่ายหนึ่ง ป.ย.ป.ต้องตั้งคนที่มีองค์ความรู้ดำเนินการหาข้อสรุปว่าจะดำเนินการหลังรับฟังความเห็นอย่างไร 2.หลักนิติธรรมสำคัญสุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง 3.ข้อสรุปที่จะทำให้เกิดการปรองดอง ต้องเป็นความเห็นพ้องของทุกฝ่ายอย่างเต็มใจ

“อภินิหารไม่มีในกฎหมาย กฎหมายมีแต่หลักนิติธรรม ถ้าคุณไม่ปฏิรูปตรงนี้ เอาแค่จัดระเบียบนักการเมืองอย่างเดียวปัญหาจะจบจริงไหม รากเหง้าปัญหามาจากความเหลื่อมล้ำ ชนบทกับเมืองแต่ไม่มีการพูดถึง การอ้างว่าไปฟังเสียงประชาชนด้วยการให้ประชาชนไปฟังบรรยายครึ่งวันแล้วถือว่าได้ฟังเสียงประชาชนครบถ้วน ก็อาจไม่ใช่”

ในฐานะแกนนำพรรคไทยรักไทย ไม่ได้มองแค่เรื่องการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง แต่เห็นว่าบ้านเมืองต้องจบปัญหา ไม่อย่างนั้นเลือกตั้งไปก็ไม่เป็นผลดีต่อส่วนรวม หากทำสำเร็จ คณะที่มีอำนาจขณะนี้ก็จะเป็นวีรบุรุษ แต่ถ้ายังมีการรักษาความขัดแย้ง ก็จะมีเพียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่ได้ประโยชน์ ดังนั้นถ้าจะปรองดองกันก็ต้องหยุดหาประโยชน์บนความขัดแย้ง เลิกเลี้ยงไข้ความขัดแย้งเสีย

“การปรองดองครั้งนี้เห็นด้วยกับ ดร.ทักษิณ ที่บอกว่า ให้ตัดออกจากสมการของความปรองดอง ไม่ต้องไปทำอะไรเพื่อให้คุณทักษิณ และฝ่ายที่อยากจะช่วยก็ไม่ต้องไปทำอะไรที่จะช่วยทักษิณ ฝ่ายที่อยากจะย่ำยี ก็จะต้องหยุดการกระทำ นอกเสียจากต้องการเลี้ยงความขัดแย้งไว้ ก็จะต้องเลี้ยงภาพหลอนคุณทักษิณไว้”

ก่อนหน้านี้อาจมีคนมองว่าคุณทักษิณเป็นปัจจัยความขัดแย้ง คนที่เชียร์ก็มองว่าเป็นเหยื่อ คนที่ไม่เชียร์แต่หาประโยชน์ก็ต้องเลี้ยงให้ดูน่ากลัวเลี้ยงให้เป็นปีศาจไว้หลอกหลอน แล้วแต่ใครได้ประโยชน์ตรงนี้ เราจึงควรจะตัดคุณทักษิณออกจากโจทย์นี้เสีย แล้วเอาประโยชน์ของประเทศจริงๆ

“วันนี้ เรารู้ว่าประเทศเดินมาถึงจุดที่ทุกคนต้องเสียสละ เราต้องเริ่มเสียสละจากตัวเราเองก่อน เราตกผลึกแล้วเราอยากเห็นความปรองดอง เพื่อสามารถจบปัญหาทุกอย่างได้โดยไม่ต้องคิดว่าเงื่อนไขใหญ่จะอยู่ที่ ดร.ทักษิณ ต้องถอด ดร.ทักษิณ ออกจากโจทย์เรื่องปรองดอง”

แกนนำพรรคไทยรักไทย เปรียบเทียบว่า เวลานี้เหมือนอยู่ในเรือ หากมัวแต่ตีกันเรือก็ล่ม ต้องหยุด เพื่อให้เรือลอยไปได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือวันนี้ผู้มีอำนาจต้องกลับมาปฏิรูปนำหลักนิติธรรมกลับมาสู่ประเทศไทย ถ้ากฎหมายไม่ยึดหลักนิติธรรม แต่ใช้หลักอภินิหาร ผลดีก็ได้กับผู้มีอำนาจที่จัดการฝ่ายตรงข้ามได้ แต่ผลเสียจะอยู่กับคนทั้งประเทศ

ตามหลักการที่นักวิชาการนำเสนอเรื่องปรองดอง หลักใหญ่คือจะต้องปฏิรูปกระบวนการการยุติธรรมให้กลับมาใช้หลักนิติธรรม ซึ่งเป็นหลักสากล ทั้งรวันดา แอฟริกาหลายประเทศก็สำเร็จเพราะใช้หลักนิติธรรมกฎหมายเป็นกฎหมาย ประชาชนที่ถูกกระทำให้อภัยและเริ่มต้นกันใหม่ ไม่จองล้างจองผลาญกัน 

ดังนั้น ถ้าคุณไม่ปรับปรุงกระบวนการ ไม่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และยังมีการใช้อำนาจพิเศษ ทำให้เกิดอภินิหารของกฎหมาย มันก็ลำบากที่จะสร้างความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดกับเพื่อไทยอย่างเดียว แต่หลักนี้กระทบไปทุกเรื่อง ทั้ง เอ็นจีโอเยาวชนที่ถูกยิงเสียชีวิต หรือสื่อมวลชนก็ดี ล้วนได้รับการปฏิบัติอย่างสองมาตรฐาน

ถามว่าคนที่ถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งมาเป็นคนแก้ปัญหาจะได้รับการยอมรับหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ ตอบว่า ความขัดแย้งที่มีการพูดว่ามาจากฝ่ายการเมืองและทหารบอกว่ามาแก้ปัญหา แต่ฝ่ายที่เป็นประชาธิปไตยหรือนักวิชาการเขาก็มองว่า ถ้าปัญหาเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยก็ควรทำให้จบในระบบ แต่เมื่อมีปฏิวัติมาคั่น การพัฒนาประชาธิปไตยเลยไม่เกิดขึ้น

“จะเรียกว่าทหารเป็นคู่ขัดแย้งหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า กลุ่มทั้งหมด ฝ่ายการเมือง สีเสื้อ ข้าราชการ ทหาร คือส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปัญหา คุณจึงไม่เป็นกลาง จะดีกว่าไหม ถ้าเราเอาคนมีความรู้เรื่องนี้  มีหลักอ้างอิงเอามาดำเนินการทำ ดังนั้นควรทำให้เกิดความน่าเชื่อถือและยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถึงจะเดินหน้าได้และยั่งยืน ไม่ใช่ยอมรับจากการใช้อำนาจ” 

ส่วนเรื่อง “สัญญาประชาคม” คุณหญิงสุดารัตน์ มองว่า เป็นเหมือนการจัดระเบียบนักการเมือง พรรคการเมือง ซึ่งเป็นส่วนเดียวของกระบวนการปรองดอง เวลานี้เป็นเรื่องของนักการเมืองทั้งคู่ คือ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และนักการเมืองที่มาจากการปฏิวัติ ถ้าคุณแค่เอาอำนาจของคุณที่เป็นนักการเมืองที่มาจากปฏิวัติ มาจัดระเบียบนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ก็คงได้ประโยชน์เพียงส่วนเดียว กับใครก็ไม่รู้ ไม่ได้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม

“เวลานี้ คสช.มีอำนาจล้นฟ้า น่าจะทำให้ครบถ้วนกระบวนการปรองดอง ถ้าทำสำเร็จก็จะเป็นคุณูปการ เป็นฮีโร่ของประเทศ แต่ถ้าเพียงแค่มาจัดการฝ่ายการเมืองก็อาจเป็นจะผลดีกับกลุ่มคนเล็กๆ แต่โดยส่วนรวมปัญหาความไม่เป็นธรรมของกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมยังไม่ถูกปฏิรูป ก็แก้ปัญหาของประเทศไม่ได้” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดวิเคราะห์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์