สัมภาษณ์พิเศษ

"ผมมองท้องฟ้าไม่ได้อีกแล้ว" คำสารภาพทั้งน้ำตาของพ่อนรต.โดดร่มเสียชีวิต

  • 19 เมษายน 2560 เวลา 19:22 น.
  • | เปิดอ่าน 280,573
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

"ผมมองท้องฟ้าไม่ได้อีกแล้ว" คำสารภาพทั้งน้ำตาของพ่อนรต.โดดร่มเสียชีวิต

เรื่อง...วรรณโชค ไชยสะอาด

31 มี.ค.2557 เกิดเหตุสลดระหว่างการฝึกหลักสูตรกระโดดร่มประจำปี ณ ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เมื่อนักเรียนนายร้อยตำรวจหนุ่มอนาคตไกล “ชยากร พุทธชัยยงค์” พุ่งตัวออกจากเฮลิคอปเตอร์ตามแบบฉบับวิธีที่เรียนมา แต่ร่มกลับไม่กาง ร่างของเขาลอยละลิ่วจากความสูง 1,200 ฟุตลงสู่พื้นดินเสียชีวิตคาที่

ปิดฉากเส้นทางความฝันที่จะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในวัย 19 ปี

“เฮ้ย...เฮ้ย...เฮ้ย....ผมใช้กล้องส่องทางไกล มองเห็นร่างเด็กลอย ลิ่ว ลิ่ว ลิ่ว ลงมาด้วยความเร็ว ผมคิดว่าเด็กตายแน่ โดยไม่รู้ว่าเป็นของลูกตัวเอง” 

สาทร พุทธชัยยงค์ รำลึกถึงวันที่สูญเสียลูกชายคนเดียวไปอย่างไม่มีวันกลับ

วันนี้ผ่านมา 3 ปีแล้วกระบวนการยุติธรรมยังเดินไม่สุดทาง คดียังไม่คืบหน้าไปไหน เสียลูกชาย แถมยังถูกภรรยาฟ้องหย่า

สิ้นสุดความอบอุ่นของครอบครัว

สาทร พุทธชัยยงค์ รับราชการเป็นคุณครูมากว่า 35 ปี สอนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 โรงเรียนวัดดีบอน ต.บ้านฆ้อง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ภายหลังสูญเสียลูกชายได้ไม่นาน ภรรยาที่อยู่กินร่วมกันกว่ายี่สิบปีก็ขอแยกทางด้วยปัญหาภายในครอบครัว ปัจจุบันบ้านที่เคยอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกถูกแทนที่ด้วยความเงียบเหงา

“เราอยู่กันเป็นครอบครัวมีพ่อแม่ลูก เป็นชีวิตที่ผมชอบนะ มันอบอุ่น เราเป็นครู ภรรยาเป็นพยาบาล โย่เรียนหนังสือ จนกระทั่งสอบติดเตรียมทหาร เรียนนายร้อยตำรวจ ผมพอใจกับครอบครัวตัวเองมาก แต่พอมันเกิดเหตุการณ์ขึ้น ประกอบกับภายหลังภรรยามาหย่าร้างกัน มันเป็นความรู้สึกที่แย่ แย่ แย่ จากกิจกรรมที่เราทำกันเป็นครอบครัว วันนี้ไม่มีอะไรที่อยากทำ เช้าไปสอนหนังสือ ตกเย็นก็กลับบ้าน ใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้คนเดียว จริงๆ จิตใจผมรับไม่ได้หรอกกับสภาพแวดล้อมเดิมๆ แต่ถ้าจะให้เปลี่ยนแปลงบรรยากาศบ้านหลังนี้ไป ผมก็ไม่เปลี่ยน”

แม้ความเศร้ายังเกาะกุมหัวใจ แต่เขาไม่คิดจะปรับเปลี่ยน ทุกอย่างในบ้านยังคงเดิม ภาพถ่ายลูกชายถูกติดไว้รอบบ้าน ถ้วยรางวัล เกียรติบัตรจำนวนมากถูกวางไว้ในตำแหน่งเดิมเหมือนเมื่อ 3 ปีก่อน

เขายอมเสียน้ำตาเพื่อให้ได้อยู่ในที่ที่เคยอบอุ่นเหมือนวันวาน แม้จะถูกญาติพี่น้องชวนให้ไปอยู่ด้วยกัน แต่ก็ไม่สะดวกใจที่จะตอบรับ

“ผมแคร์ความรู้สึกลูก แม้เขาจะไม่อยู่ ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าพอโย่ไม่อยู่ ป๊าก็เอารูปโย่ลงหมดเลย ผมแคร์ความรู้สึก แต่ขณะเดียวกัน เราเองก็แย่เหมือนกัน” สาทรบอกทั้งน้ำตา

เวลาในการเยียวยาหัวใจของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน บางคนสั้น บางคนยาวนาน สำหรับพ่อคนนี้ นับตั้งแต่ 31 มี.ค. 2557 ไม่มีวันไหนที่รู้สึกแตกต่างกัน ทุกครั้งที่เห็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับลูกชาย เขามักจะร้องไห้ออกมาเสมอ

“ไม่มีวันไหนต่างกัน เป็นความรู้สึกแย่ สูญเสียโย่เป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่สุดในชีวิต วันก่อนผมไปยื่นหมายให้กับร้อยตำรวจโทท่านหนึ่ง เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นเดียวกับโย่เพื่อให้เขามาเป็นพยานให้ ขากลับถึงบ้าน ผมนั่งร้องไห้ เพราะคิดถึงโย่ เห็นเพื่อนเขาอยู่ในเครื่องแบบที่โย่ใฝ่ฝัน กำลังทำงานบริการประชาชน แต่ลูกเราไม่อยู่แล้ว หรือเวลาออกไปร้านอาหารเจอตัวเลข 69 ซึ่งเป็นรุ่นของโย่ ผมก็เบือนหน้าหนีเลย

“ทุกวันนี้ผมมองฟ้าไม่ได้แล้ว เห็นแล้วร้องไห้ คิดถึงวันนั้น วันที่ผมตั้งใจไปให้กำลังใจเขา นั่งถือกล้องส่องทางไกลที่เพิ่งซื้อมาไปดูเขากระโดดร่ม แต่ภาพที่เห็นกลับกลายเป็นภาพของลูกออกจากเครื่องบินแล้วลอยลิ่วๆลงมาข้างล่าง ตอนนี้แหงนหน้ามองฟ้ามันจินตนาการไปเองเลยว่า เขากำลังหล่นลงมา เวลาขับรถไปไหน ผมต้องเอาที่บังตาลง ใส่หมวกแก๊ปให้มันเห็นเฉพาะถนน”

 

 

โยโย่วัย 2 ขวบ เมื่อครั้งคุณพ่อพาไปวิ่งครั้งเเรก

อยู่รอดได้เพราะน้ำใจของชาวบ้านและรสพระธรรม

ด้วยภาวะความเศร้า เหงา เครียดที่เกิดขึ้น นำไปสู่การคิดฆ่าตัวตาย ครั้งแรกเกิดขึ้นหลังสูญเสียลูกชายได้ไม่ถึงเดือน วันนั้นสาทรนั่งซึมบนเก้าอี้ไม้ตัวยาว กวาดสายตามองไปยังภาพถ่ายของครอบครัวที่ติดอยู่บนฝาผนัง

“เห็นแล้วคิดถึงเขามาก อยากจะไปอยู่กับเขา ก็เลยคิดสั้น เดินไปหยิบปืนพกมา แต่บังเอิญโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นเพื่อนของโย่โทรมา เรารับโทรศัพท์แล้วเผลอหลุดร้องไห้ เพื่อนเขารีบถามว่าป๊าเป็นอะไร ป๊าเป็นอะไร อยู่บ้านหรือเปล่า สุดท้ายก็พากันมาหา 5-6 คน เจอสภาพคนกำลังนั่งร้องไห้ มีปืนพกวางอยู่ข้างตัว พวกเขาก็ร้องไห้กัน บอกว่าป๊าอย่าทำอย่างนี้นะ อย่าทำ มันไม่ดี”

ผ่านมาได้เพียงสัปดาห์กว่า สาทรเฉียดใกล้ความตายอีกครั้ง

“มันไม่ไหวจริงๆ หยิบปืนแล้ว แต่ดวงคงไม่ถึงฆาต มีเพื่อนสนิทโย่ตั้งแต่สมัยอนุบาลมาตะโกนเรียกหน้าบ้าน ก็เลยไปเปิดประตูให้เขา เขาเห็นเราร้องไห้ บอกป๊าเอาอีกแล้ว ป๊าเอาอีกแล้ว เลยโทรหาญาติพี่น้องผม จนพี่ชายมาเอาปืนไปเก็บ”

หลังจากวันนั้นสาทรไม่คิดฆ่าตัวตายอีกเลย พยายามจัดการความคิดตัวเองให้เดินหน้าต่อไป โดยสิ่งสำคัญที่ดึงเขาออกจากความเจ็บปวดได้บ้างคือ พลังใจจากชาวบ้านในพื้นที่และลูกศิษย์ ตลอดจนความสงบของจิตที่ได้รับจากธรรมะ หลังตัดสินใจบวชถึง 2 ครั้งในรอบ 3 ปี

“ผมรู้ว่าเอาชนะความเครียดและความรู้สึกคิดถึงไม่ได้ ถ้าเครียดขึ้นมาจริงๆ ร้องไห้ก็ต้องปล่อยมันร้องไป คิดอะไรก็ปล่อยให้มันคิดไป ไม่รู้จะทำอะไรได้มากกว่าปล่อยมันไป ได้แต่คิดว่าเมื่อชีวิตต้องเดินไป มันก็ต้องไป ถ้าเดินไปแล้วสะดุดเจออะไรก็เผชิญหน้ามัน”

 

สภาพจิตใจในช่วงแรกหลังเสร็จสิ้นงานศพ ถูกซ้ำเติมความเจ็บปวดด้วยการจากลาของภรรยา เขาไม่อาจทนอยู่บ้านหลังนี้ได้ หอบผ้าผ่อนมากินนอนที่โรงเรียนโดยมีลูกศิษย์เป็นเพื่อนคลายทุกข์

“ผมนอนบ้านไม่ได้ ไม่ไหว ต้องมานอนโรงเรียน เด็กๆ บอกว่า คุณครูครับให้ผมนอนเป็นเพื่อนนะครับ เราก็ปฎิเสธ ไม่เอาๆ ขอบใจมาก ที่จะมาอยู่เป็นเพื่อน แต่หนูยังเด็ก เกิดอะไรขึ้นแล้วครูรับผิดชอบไม่ไหว แต่พอถึงตอนเย็นแม่เขากลับจูงมือลูกมาเองเลย บอกไม่เป็นไรครู ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เดี๋ยวฉันให้มันกินข้าวอาบน้ำอาบท่าแล้วจะให้มันมานอนด้วย”

อีกเรื่องน่าเศร้าและน่าเห็นใจตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คือ เขาคิดว่าตัวเองผิดพลาดที่ตัดสินใจปล่อยให้ลูกเข้าไปเรียนโรงเรียนเตรียมทหารและนายร้อยตำรวจ โดยทุกเช้าหลังจากตื่นนอน สาทรจะเดินไปที่รูปของลูกชายแล้วพูดว่า ‘โย่ครับ ป๊าขอโทษครับ’

“ผมทำได้แค่ขอโทษเขาทุกเช้า ผมรู้สึกผิดที่อนุญาตให้เขาไปเรียน ในฐานะคนเป็นพ่อหากปฎิเสธ ทุกอย่างคงไม่เป็นแบบวันนี้”

 

3 ปีคดีไม่คืบ สังคมต้องได้รับบทเรียน

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า ความสูญเสียครั้งนี้มีต้นเหตุมาจากปัญหาการซ่อมบำรุงสายสลิงที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน สลิงมีการหลุดออกจากท่อปรับแรงตึง จึงไม่สามารถยึดสลิงไว้ได้ ทำให้การกระตุกร่มไม่ทำงาน กระทั่งนำไปสู่ความตายของนักเรียนนายร้อยตำรวจ 2 นาย และบาดเจ็บอีก 3 นาย

ต่อมาพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายกับผู้ถูกกล่าวหา 11 ราย แบ่งเป็นผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของบริษัทอุตสาหกรรมการบินจำกัด  7 ราย  ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดซื้อสลิงมีการอนุมัติจ่ายเงินในการจัดซื้อสลิงที่นำมาเปลี่ยน เจ้าหน้าที่ของบริษัท การบินไทย (มหาชน) จำกัด  1 คน ผู้จัดซ่อมอากาศยานตำรวจ รู้เห็นการนำสลิงดัดแปลงที่เกิดเหตุมาติดตั้งบนเครื่องบิน และเจ้าหน้าที่จากกองบินตำรวจ  3 นาย เป็นผู้ติดตามการซ่อม รู้เห็นในการเปลี่ยนสลิงที่ใช้ในวันเกิดเหตุ

คดีเกิดขึ้นมาแล้ว 3 ปี ผมไม่เข้าใจว่ากระบวนการยุติธรรมไปเสียเวลาตรงไหน ตอนนี้เพิ่งเสร็จสมบูรณ์ในชั้นพนักงานสอบสวน และส่งให้อัยการอย่างสมบูรณ์เมื่อปลายเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ส่วนในคดีแพ่ง เนื่องจากผมมีความประสงค์จะให้มีการดำเนินการให้คดีอาญาด้วย เลยเป็นประเด็นที่ทำให้เราไม่สามารถไกล่เกลี่ยให้ลงตัวได้”

สาเหตุที่สาทรยังต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่เพื่อลูกชายอีกแล้ว แต่ต้องการให้บทเรียน สร้างบรรทัดฐานให้กับสังคมและประเทศชาติ งานนี้ต้องมีคนรับผิดชอบเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ตระหนัก

“ด้วยความสัตย์จริง ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก คดียังไปไม่ถึงศาล เพิ่งถึงอัยการ เรียนตรงๆ ว่าไม่เคยคิดอาฆาตแค้นหรือไม่ให้อภัยใคร ผมเคยโดนข่มขู่เอาชีวิตและให้หยุดซะ ผมหวาดกลัวบ้างแต่ไม่เคยคิดจะหยุด ผมสู้เพราะคดีนี้ได้ส่งถึงมือ ปปช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) มีการชี้มูลเรื่องทุจริตและให้พนักงานสอบสวนพิจารณาในประเด็นนี้ด้วย ถ้าผมไม่ดำเนินคดีอาญา คนพวกนี้จะคุ้นเคยกับการประมาท การทุจริต เอาแต่ทำลวกๆ ง่ายๆ ที่สำคัญถ้าประมาทและทุจริตสามารถจบลงได้โดยไม่ได้รับโทษแบบที่สังคมไทยชอบเรียกว่า เคลียร์กันได้ ความตระหนักในสิ่งผิดมันจะไม่เกิด เมื่อไม่เกิด ความสูญเสียแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก”

ความตั้งใจครั้งสำคัญของสาทรเมื่อได้รับความยุติธรรมก็คือ การเขียนหนังสือชื่อ “ดาวครึ่งดวง” บอกเล่าประวัติ อุดมการณ์ กระทั่งวันจากไปของลูกชาย พร้อมกับนำเงินที่ได้รับในคดีทางแพ่งไปก่อสร้างโครงการบางอย่างที่ทำให้คนไทยตระหนักในความเลวร้ายของการทุจริต ขณะที่เป้าหมายสุดท้ายในชีวิตคือการสละทางโลก เดินหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์จนกระทั่งหมดลมหายใจ

“ผมคิดจนตกผลึกแล้ว ถ้าเรื่องราวต่างๆ มันจบลง การบวชเป็นพระอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ ศึกษาธรรมะน่าจะเป็นอะไรที่ใช่ที่สุด”

 

 

 

บ้านที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

  

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดวิเคราะห์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์