สัมภาษณ์พิเศษ

ปฏิรูป "ชาติไทยพัฒนา" หมดยุคทุบโต๊ะสั่ง-เน้นสร้างทีมทำงาน

  • 23 เมษายน 2560 เวลา 10:29 น.
  • | เปิดอ่าน 18,585
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

ปฏิรูป "ชาติไทยพัฒนา" หมดยุคทุบโต๊ะสั่ง-เน้นสร้างทีมทำงาน

โดย...วิรวินท์ ศรีโหมด และ ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

พรรคชาติไทยพัฒนา คือ หนึ่งในพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของไทย ที่ผ่านมาพรรคการเมืองนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน ทั้งการถูกยุบพรรค ไปจนถึงการสูญเสียหัวเรืออย่าง “บรรหาร ศิลปอาชา” อดีตนายกรัฐมนตรี

นับตั้งแต่การจากไปของมังกรการเมือง ทำให้เกิดคำถามมาตลอดเวลา พรรคการเมืองนี้จะเดินหน้าไปอย่างไร เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคชาติไทยพัฒนาที่สามารถยืนตระหง่านในทางการเมืองได้อย่างสง่างาม เพราะบุรุษที่ชื่อ  “บรรหาร” 

มาวันนี้ความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองนี้เริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง ภายหลังเริ่มมีการพูดถึงหัวหน้าคนใหม่ โดยมีชื่อ “วราวุธ ศิลปอาชา” ลูกชายคนเดียวของบรรหาร เป็นตัวเต็งคนสำคัญ เพื่อเป็นแม่ทัพของพรรคในการลงสนามเลือกตั้งในอนาคต

“ตอนนี้หัวหน้าพรรคจะเป็นใคร ยังไม่มีใครรู้ เพราะต้องรอให้ทางผู้ใหญ่ในพรรคพิจารณา ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งคนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่า เพราะคิดว่าสมาชิกพรรคทุกคนพร้อมทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด”

“นี่ไม่ใช่มรดกทางการเมือง เพราะพรรคนี้สร้างมาจากสมาชิกทุกคนที่ช่วยท่านบรรหารสร้างขึ้นจนเป็นเหมือนบ้าน แต่หากถามว่าตัวจะต้องดิ้นรนไปเป็นหัวหน้าพรรคนั้นคงไม่ใช่”

“เพราะส่วนตัวมองว่า คำว่า หัวหน้าพรรค ไม่มีความหมาย เพราะตำแหน่งที่ใหญ่และภูมิใจที่สุดในชีวิตที่เคยได้รับมาตั้งแต่เกิด คือ ตำแหน่งลูกนายบรรหาร เป็นตำแหน่งที่ไม่มีใครสามารถปลดตนเองได้ ฉะนั้นในพรรคนี้ไม่ว่าจะอยู่ด้วยตำแหน่งอะไร ก็พร้อมช่วยให้พรรคหรือบ้านหลังนี้เติบใหญ่ไปข้างหน้า” วราวุธ กล่าวเปิดใจกับโพสต์ทูเดย์

วราวุธ เปิดเผยถึงการทำงานของพรรคว่า ขณะนี้ผู้ใหญ่ในพรรคยังมีอยู่หลายคนพร้อมที่จะช่วยเหลือเพื่ออยากเห็นการก้าวหน้าของพรรคชาติไทยพัฒนา ในขณะที่มีคนรุ่นใหม่เสริมเข้ามา ซึ่งตอนนี้สมาชิกในพรรคเป็นการผสมกันระหว่างสมาชิกรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของพรรคและก้าวไปข้างหน้า

“แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจและกล้าพูดเต็มปากว่า ในยุคสมัยที่คนเพียงคนเดียวอย่างท่านบรรหาร สามารถทุบโต๊ะและชี้ว่าจะเอาอย่างนี้โดยทุกคนยอมฟัง คงจะไม่มีอีกแล้ว สมัยก่อนที่ทุกคนในพรรคเห็นด้วยกับการตัดสินใจของท่าน เพราะมาจากพื้นฐานจากประสบการณ์และทำงานการเมืองอย่างยาวนานของท่าน หากแม้บางครั้งเกิดข้อผิดพลาด แต่ด้วยศักยภาพและบารมีคุณพ่อ ก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้”

เมื่อพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้มีผู้นำสูงสุดเหมือนในอดีต ทำให้ทายาทการเมืองของครอบครัวศิลปอาชา มีความตั้งใจว่าพรรคจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้วยการทำให้เป็นองค์กรทางการเมือง และต้องพยายามรักษาฐานที่มั่นของตัวเอง พร้อมหาช่องทางขยับขยายโอกาสทางการเมืองของพรรคในอนาคต

“วันนี้พรรคชาติไทยพัฒนา จึงพยายามเป็นองค์กรทางการเมืองที่มีความมั่นคง และให้ทุกฝ่ายนำความคิดเห็นไปหารือในที่ประชุมพรรคและนำมตินั้นมาขับเคลื่อนพรรคไปข้างหน้า”

“หากถามว่าอยากทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือไม่ พรรคก็อยากเข้ามา แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยได้รับโอกาส จึงอาจจะพยายามทำกิจกรรมโครงการให้คนกรุงเทพฯ ไม่ใช่เป็นการทำเพราะอยากจะได้ สส. แต่ถ้าสามารถสลัดความคิดที่พรรคต้องการปักธงในพื้นที่กรุงเทพฯ เปลี่ยนเป็นพยายามคิดที่ว่า ขณะนี้สมาชิกในพรรคอยู่ทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ และสุพรรณบุรี และส่วนตัวอยากทำให้สังคมในกรุงเทพฯ มีความเชื่อมโยงและมีกิจกรรมร่วมกันในชุมชน เหมือนสังคมในต่างจังหวัดที่ทุกบ้านสามารถไปมาหาสู่กันได้ง่าย

“แต่ถึงอย่างไรฐานที่มั่นของพรรคชาติไทยพัฒนายังคงต้องยึด จ.สุพรรณบุรี เป็นหลัก เพราะหากจะคิดทำอะไรก็ต้องมีฐานเสียงก่อน และคิดว่าวันที่พ่อบรรหารไม่อยู่ก็อย่าเพิ่งไปขยายพื้นที่ และทำให้ที่มีอยู่รอดแข็งแรงปลอดภัยก่อน ไม่ใช่ให้คนมองว่าพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นขนมเค้กที่รอวันแบ่ง แค่นั้นผมก็ว่าสำเร็จแล้ว”

เหนืออื่นใด วราวุธ บอกว่า การทำงานของพรรคในอนาคตจะต้องเน้นการทำงานเป็นทีม ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด

“วันที่พรรคชาติไทยพัฒนาไม่มีท่านบรรหาร แน่นอนว่าความแข็งแกร่งของพรรคทำอย่างไรก็คงไม่เหมือนก่อน เพราะมังกรการเมืองอย่างท่านไม่มีอีกแล้ว ดังนั้นสิ่งที่กำลังทำตอนนี้คือต้องพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและวัฒนธรรมของพรรคจากทำคนเดียว ต้องทำงานเป็นทีมไปไหนไปด้วยกันทั้งทีม ไม่มีใครนำใคร เพื่อให้พรรคเข้มแข็งและไม่มีจุดอ่อน”

“ขณะนี้คนรุ่นใหม่และผู้ใหญ่ภายในพรรคก็กำลังทำงานเพื่อหาจุดอ่อนและจุดแข็ง โดยนำเปรียบเทียบกับพรรคอื่น เพื่อนำมาปรับปรุงและใช้กำหนดและเตรียมทิศทางนโยบายการเดินหน้าของพรรคไปเสนอต่อสังคมในการเลือกตั้งครั้งหน้า”

การสนทนานอกจากพูดคุยกันเรื่องภายในพรรคแล้ว แต่ยังมาถึงการมองภาพการเมืองหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้

“การเมืองหลังจากนี้ ส่วนตัวมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ เพราะการเมืองทุกวันนี้หากคุณพ่อยังอยู่ หรือผู้รู้ทางการเมืองก็บอกไม่ได้เช่นกันว่าจะมีทิศทางอย่างไร แต่โดยส่วนตัวอยากเห็นการเมืองที่สามารถนำพาให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า หลุดพ้นจากบ่วงที่ติดอยู่ และไปสู้กับหลายประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในระบบใหม่ ที่ไม่เคยเจอ หรือรูปแบบอื่น ซึ่งผมไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ขออย่างเดียว อยากให้เป็นสิ่งที่นำพาประเทศไทยออกจากหลุมในปัจจุบันเพื่อสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้"

วราวุธ คิดว่า การแก้ไขปัญหาของประเทศในเวลานี้ คือ ต้องวางรากฐานเกี่ยวกับการพัฒนาคน เพราะถ้าทำตรงนี้ได้ก็จะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำและช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง     

“ต้องพัฒนาพื้นฐานทางการศึกษาของคนให้มีความเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นปัญหาระยะยาว แต่วันนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในประเทศตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา คือ เยาวชนของชาติไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพเท่าที่ควร จนทำให้เยาวชนของไทยอยู่อันดับที่ 57 จาก 77 ประเทศ ในการจัดอันดับความรู้ความสามารถของเยาวชน”

“แม้แต่ประเทศเวียดนาม ยังมีอันดับสูงกว่าไทยอยู่อันดับ 8 ดังนั้นถ้าเป็นเช่นนี้ เชื่อว่าอีกไม่เกินหนึ่งทศวรรษประเทศเวียดนามจะมีบุคลากรที่มีพื้นฐานความคิดมากกว่าไทย ฉะนั้นเราต้องมองว่าประเทศไทยจะแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรได้อย่างไร นอกเหนือจากการที่รัฐบาลกำลังเร่งแก้ปัญหาเรื่องการเมือง”

สุดท้าย การสร้างความปรองดอง วราวุธคิดว่า ทุกฝ่ายต้องยอมรับซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ไปบอกว่าใครเป็นพระเอก ใครเป็นผู้ร้าย และที่สำคัญทุกฝ่ายต้องยอมรับกติกาเพื่อให้ประเทศเดินหน้า

“ดังนั้นจากปัญหาความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในประเทศที่ผ่านมา ขณะนี้ยังไม่สายเกินไปถ้าทุกคนพร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน ไม่เช่นนั้นประเทศก็จะติดกับดักอยู่อย่างนี้และการจะพาประเทศก้าวไปข้างหน้า ต้องก้าวข้ามอุปสรรคปัญหาที่มีอยู่ ไปข้างหน้าให้ได้แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย”

“เพียงแต่ว่าอย่าเพิ่งตั้งธงว่าใครเป็นผู้ร้าย หรือพระเอก แต่ทุกฝ่ายควรมานั่งทำงานด้วยกันและร่างกติกาให้ทุกฝ่ายยอมรับ และเมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว ทุกคนจะต้องยอมรับผลของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น และเดินหน้าต่อไป เพราะถ้าการเมืองเหมือนที่ผ่านมา โดยถือผลประโยชน์ของตนเองเป็นใหญ่และไม่ยอมรับกติกา ย่อมจะไม่เป็นผลดีกับสังคม”

“สิ่งที่ผมอยากจะเห็นการเมืองในอนาคต คือทุกคนเคารพกติกาที่มีอยู่ จบคือจบ และพร้อมรับฟังทุกเสียง เหมือนเช่นการเมืองเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ที่พรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมากกว่านี้ ไม่ใช่ไล่บี้กันให้ตายไปข้าง หากเป็นอย่างนี้การเมืองไทยจะไม่เกิดการพัฒนา”วราวุธ ทิ้งท้าย

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดวิเคราะห์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์