สัมภาษณ์พิเศษ

"ชีวิตฉันคือนักเดินทาง ทุกเรื่องคือการเรียนรู้" เปิดใจคุณแม่ "สิตางศุ์ บัวทอง"

  • 22 สิงหาคม 2560 เวลา 18:53 น.
  • | เปิดอ่าน 21,754
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

"ชีวิตฉันคือนักเดินทาง ทุกเรื่องคือการเรียนรู้" เปิดใจคุณแม่ "สิตางศุ์ บัวทอง"

โดย...วิรวินท์ ศรีโหมด

สาวประเภทสองยืนเต้นพร้อมกับสะบัดผมด้วยท่าทางรุนแรง ประกอบจังหวะเพลงสนุกสนาน เป็นคลิปวิดีโอในโซเชียลมีเดียที่ถูกพูดถึงมากขณะนี้ จนโด่งดังไปไกลถึงประเทศจีน เธอถูกจัดให้เป็นเน็ตไอดอลสาวประเภทสองคนใหม่ ที่กำลังมาเเรง เธอชื่อ สิตางศุ์ บัวทอง หรือเจ้าของฉายา เน็ตไอดอลสายสะบัด

ตลอดชีวิต 55 ปี เน็ตไอดอลสาวสองประเภทสองคนนี้ผ่านชีวิตมามากมาย ตั้งแต่เป็นลูกชายคนโตครอบครัวนักธุรกิจจีนรับเหมาก่อสร้างย่านฝั่งธนบุรี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ ทำงานรับจ้างแปลภาษา เขียนคำอุทธรณ์ ตลอดจนรับโปรโมทสินค้า ปัจจุบันเธอมีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กมากกว่าสามหมื่นคน และแต่ละคลิปวิดีโอที่โพสต์ลงไปมีผู้ชมหลักหมื่น แสน จนถึงล้านวิว

วันนี้โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับ สิตางศุ์ ถึงเส้นทางชีวิตที่บางช่วงโรยด้วยกลีบกุหลาบ บางครั้งเจอมรสุมมากว่าระยะเวลา 55 ปี เพื่อเป็นข้อคิดให้ใครที่กำลังท้อแท้และสิ้นหวัง

“หนุ่มตี๋ หัวใจสาว” ทิ้งฝันเพื่อเดินตามความหวังครอบครัว

เน็ตไอดอลสาวประเภทสองคนนี้ เป็นชาวฝั่งธนบุรี (แถววงเวียนใหญ่) เป็นลูกคนที่ 4 จาก 10 คน แต่เป็นลูกผู้ชายคนแรกของครอบครัวนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างชาวจีน ตั้งแต่เล็กมีหน้าที่หลักช่วยแม่ทำงานเอกสาร เพราะครอบครัวตั้งแต่รุ่นก๋ง ปลูกฝังว่า เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ทุกคนต้องมีหน้ารับผิดชอบ แต่ถึงอย่างไรภาพรวมชีวิตตอนเด็ก ถือว่าไม่เคยลำบาก

สิตางศุ์ เล่าว่าเธอเป็นคนมีจิตใจเป็นหญิงตั้งแต่จำความได้ โดยที่บ้านไม่เคยห้ามปรามอะไร เพียงแต่รู้กันว่าอย่าให้มากเกินไป เธอพยายามไม่แสดงบุคลิกตุ้งติ้งออกมา ทำให้บุคลิกตอนเล็กถูกมองเป็นเด็กผู้ชายเรียบร้อย ใส่แว่น เรียนเก่ง แม้บางครั้งแอบชอบรุ่นพี่บ้าง แต่ก็ไม่แสดงอาการออกมา

“ที่บ้านไม่ดุ เพราะแม่มีวิธีสอนลูก แบบไม่ให้ปฏิเสธได้ และไม่ใช้วิธีขู่บังคับ อย่างเช่น วันไหนจะออกไปเที่ยว แม่จะไม่บอกว่าห้ามไป แต่เรียกให้ไปนวดและบอกว่าแม่ไม่สบาย คืนนี้ไม่ไปเที่ยวได้ไหม ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งแม่เค้าก็มีวิธีอย่างนี้”

สาวประเภทสองคนนี้ เล่าช่วงชีวิตวัยเรียนขณะศึกษาอยู่โรงเรียนทวีธาภิเศก ซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วน ตอนนั้นเป็นที่รักของเพื่อนมาก เพราะมักสอนการบ้านเป็นประจำ และสอบได้อันดับ 1-3 อยู่ตลอด แม้ไม่ได้เป็นคนตั้งใจเรียน แต่ที่เรียนเก่งเพราะเป็นคนมีความจำดี อะไรผ่านหูผ่านตาสามารถจำได้ทันที

“ตอนเรียนทวีทา ตอนนั้นฉันเต็มที่ มิหน้ำซ้ำ ยังเป็นเหมือนหัวโจกด้วย เพราะนิสัยคล้ายทอม ใจเป็นหญิงชอบทำตัวห่าม เรียน เล่น โดดเรียน ทำมาหมด เคยใช้ไม้คมแฝกยกพวกตีกันก็เคยมาแล้ว แต่ไม่สนใจเล่นกีฬาเกือบทุกอย่าง ยกเว้นว่ายน้ำ วันเสาร์-อาทิตย์ ไม่ค่อยได้ไปไหน เพราะสมัยก่อนไม่มีที่เที่ยวมาก”

สิตางศุ์ เล่าว่าหลังจบชั้นมัธยม เข้าศึกษาต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยเหตุผลที่เลือกเรียนเพราะอยากนำความรู้ไปช่วยงานที่บ้าน และครอบครัวก็อยากให้เป็นทนายเพื่อไม่ต้องจ้างทนายความ ทั้งที่นิสัยจริงไม่ชอบนิติ หรืองานที่เคยทำมา แต่ความชอบส่วนตัวอยากเป็นดีไซน์เนอร์ หลังเรียนจบปริญญาตรี ก็ได้ช่วยงานครอบครัวเป็นหลัก หากมีเวลาว่างจะไปเที่ยวต่างจังหวัดคนเดียว ส่วนจุดหักเหทางครอบครัว หลังมีเหตุการณ์ปัญหาทางธุรกิจ ต้องย้ายบ้านมาอยู่แถวเขตหลักสี่จนถึงปัจจุบันกว่า 30 ปีแล้ว

สิตางศุ์ เปิดใจว่าจุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นหลังคุณแม่เสีย เพราะไม่มีลูกคนใดสานต่องานครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่ลูกทุกคนได้จากแม่ คือ กระบวนการคิด การทำงาน การติดต่อสื่อสารกับลูกค้า เพราะแม่เป็นคนเก่งมีความสามารถมาก

 

“ไม่แคร์-ไม่สนเรื่องไม่ดี” ชีวิตนี้ก็เป็นสุข

เน็ตไอดอลคนนี้ เล่าว่าหลังเสียคุณแม่ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของครอบครัว แต่อีกด้านถือเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ ที่ได้เริ่มแต่งตัวเป็นผู้หญิงมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านั้น ทำได้เพียงแต่งหน้าอ่อนๆ

ขณะที่เส้นทางการทำงานหลังไม่ได้ทำกิจการครอบครัวต่อ ได้นำความรู้จากที่เรียนมารับแปลภาษา เขียนคำอุทรธณ์คดีขอลดโทษ ลูกค้ามีทั้งคนได้รับการลดโทษ รวมถึงศาลยกฟ้อง แต่เหตุที่ไม่ได้เลือกเป็นทนายความ เพราะไม่ชอบ คิดว่าเมื่อชีวิตได้ทำอะไรเต็มที่แล้ว จะไม่ขอฝืนต่อไป “ฉันทำได้ดี แต่ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่เอานะ”

สิตางศุ์ ปัจจุบันแม้ไม่ได้เป็นทนายความ แต่ยังรับงานปรึกษาเรื่องคดีความ ควบคู่กับรับโปรโมทสินค้า และตอนนี้ได้เริ่มงานในวงการบันเทิง หลังได้รับโอกาสจาก พจน์ อานนท์ ให้แสดงภาพยนต์เรื่องหลวงพี่แจ๊ส 5จี และได้เล่นมิวสิควิดีโอของ ปอยฝ้าย มาลัยพร เธอยอมรับว่า ครั้งแรกที่ได้ทำงานบันเทิงรู้สึกงงมาก แต่ยืนยันว่าจะทำตัวเหมือนเดิม เพียงแค่คิดว่าเปลี่ยนสถานที่ทำงานเท่านั้น

“ยังไงก็ไม่ลืมตัว เมื่อก่อนเราเคยเหลิงมามาก ชีวิตเต็มอิ่มแล้ว ทั้งเรื่องเที่ยว ผู้ชาย หลายเรื่องทำหมดแล้ว จนตอนนี้ย้ายไปอยู่บ้านนอกกับแฟน ใช้ชีวิตแบบสงบๆ หลายปีแล้ว เรื่องพวกนี้เราคิดว่าเป็นลิขิตปาฏิหาริย์”

สิตางศุ์ เล่าว่าหลักการใช้ชีวิตเป็นคนพยายามไม่เครียด ไม่ว่าเจอเรื่องร้ายหรือดีเพียงไหน เพราะคิดว่าหากทำได้ จะสามารถรับได้กับทุกเสียงสะท้อนที่ถาโถมเข้ามา

“บางเรื่องอาจดูไม่ดี แต่ทุกเรื่องที่ทำ ฉันเต็มใจในช่วงชีวิตนั้น ไม่มีใครหรูหราได้ทั้งหมด ไม่มีใครเจอเรื่องดีๆ ตลอด ชีวิตฉันคือนักเดินทาง ฉันคิดว่า ทุกเรื่องคือการเรียนรู้ ทำทุกเรื่องโดยไม่เสียดาย เพราะคิดว่า เราจะได้รับความรู้อีกอย่างหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญ อย่าย้อนกลับไปคิดเรื่องไม่ดี ก็แล้วกัน”

สาวประเภทสองคนนี้ เผยถึงเป้าหมายชีวิตว่า ระยะสั้นขอสนุกกับงานที่เข้ามา แต่อนาคตอยากปลูกบ้านที่ใต้ถุนเลี้ยงหมาแมว และทำนา เลี้ยงปลา ขอรับเด็กที่ถูกพ่อแม่ทิ้งมาเลี้ยง แค่นี้พอใจแล้ว ไม่ว่าโด่งดังหรือไม่

 

มีแฟนไม่ต่ำกว่า 100 คน - หนุนเพศที่สามจดทะเบียนสมรสได้ หนทางแก้ปัญหาสังคม

เรื่องราวความรักของสาวประเภทสองคนนี้ แม้เส้นทางชีวิตจะมีแฟนมาไม่ต่ำกว่า 100 คน แต่เหตุผลที่ทำให้อยู่กับแฟนคนปัจจุบันมานานกว่า 10 ปีนั้น เธอ เผยว่าไม่มีเคล็ดลับการใช้ชีวิตคู่ คิดแต่เพียงว่าเป็นตัวของตัวเอง เจอคนที่รักเราจริงเท่านั้น จึงคิดว่าเรื่องรักแท้ของเพศที่สามสามารถเกิดขึ้นได้ แต่เชื่อว่าบางครั้งความรัก เป็นพรหมลิขิตและผลบุญที่จากการปฏิบัติธรรมสวดมนต์มานานกว่า 30 ปี

สิตางศุ์ บอกว่า ขอเรียกร้องเรื่องสิทธิทางกฎหมายของเพศที่สาม เพราะขณะนี้สังคมเปิดกว้างมากแล้ว ปัจจุบันมีเพศที่สามหลายคู่อยู่ด้วยกัน เหมือนสามีภรรยาปกติ ฉะนั้นการที่รัฐธรรมนูญรับรองเรื่องสิทธิมนุษยชน ก็อยากขอเรียกร้องให้กฎหมายไทย เปิดโอกาสให้คนรักเพศเดียว ได้จดทะเบียนสมรสแบบสามีภรรยาตามปกติ เพราะหากกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ จะช่วยแก้ปัญหาสังคมได้มาก อาทิ การหลอกลวง การแก้แค้น ปัญหาอาชญากรรม

“คน 2 คนอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่นั่งอยู่ด้วยกันอย่างเดียว เค้ามีสมอง ทำมาหากิน ทรัพย์สินก็งอกเงย อันนี้แหละปัญหาทรัพย์สิน เหมือนชายหญิงที่จดทะเบียน แม้เริ่มจากความรัก แต่ถ้ามีทรัพย์สินงอกเงย เมื่อชีวิตรักจบลง ก็ต้องมีเรื่องผลประโยชน์แน่นอน”

 

 

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ที่สุดวิเคราะห์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์