การเมือง

ออกหมายจับ วีระ ได้ไม่คุ้มเสีย

  • 14 มีนาคม 2560 เวลา 09:05 น.
  • | เปิดอ่าน 50,261
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

ออกหมายจับ วีระ  ได้ไม่คุ้มเสีย

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีเมื่อศาลออกหมายจับ วีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ในข้อหา นำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

จากกรณีที่เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนลงในเฟซบุ๊ก วีระ สมความคิด ในทำนองประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ปัญหาอยู่ตรงที่ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐมองว่าเป็นการสร้างความสับสน จนเกิดความเสียหายต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้ เนื่องจากการจัดทำโพลดังกล่าวนั้นก็เป็นเพียงการจัดทำความเห็นกับกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว ผลจึงอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง

ทำให้ ทางพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ​รวบรวมพยานหลักฐานก่อนขอศาลออกหมายจับในที่สุด

สถานการณ์ส่อเค้าบานปลาย กลายเป็นประเด็นใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวีระโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Veera Somkwamkid

“ประกาศผ่านสาธารณะ ตำรวจไม่ต้องมาตามจับผมให้เสียเวลา ผมจะไปพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. ในวันพุธที่ 15 มี.ค. 2560 เวลา 13.00 น. คดีนี้แปลกนะ ตำรวจ ปอท.ควรมีหมายเรียกมายังผมก่อนนะ ถ้ามีหมายเรียกมา ผมพร้อมเข้ามอบตัวสู้คดี บอกตรงๆ อยากสู้คดีนี้มาก แต่ที่กลัวคือ กลัวจะยังไม่ทันได้สู้คดี ถ้ามีการมาควบคุมตัวในวันนี้ กลัวมีการใช้อำนาจพิเศษเอาไปขังไว้ก่อน 7 วัน ชัดเจนนะ คนอย่างวีระ สมความคิด ไม่เคยหนีคดี พร้อมสู้คดีเต็มที่ แต่ไม่พร้อมให้ใครมาจับเอาไปฆ่า พนักงานสอบสวนก็เตรียมตอบคำถามผมไว้ให้ดีด้วยนะ ทำไมคดีนี้ไม่มีการออกหมายเรียกตามกฎหมายเสียก่อน มีทหารชื่ออะไรมาบังคับให้พนักงานสอบสวนรีบออกหมายจับ โดยอ้างว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคง”

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถูกวิพากษ์ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของภาครัฐกับการงัดไม้แข็งมาสกัดการเคลื่อนไหวของวีระ ซึ่งอาจสร้างแรงกระเพื่อมย้อนกลับมาเขย่าเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.

ประการแรก การเคลื่อนไหวของวีระทั้งในบทบาทของประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และเลขาธิการ คปต. แม้จะเป็นหอกข้างแคร่ที่เสียดแทง รัฐบาล คสช. หลายต่อหลายเรื่อง แต่ก็ไม่มีอานุภาพเพียงพอจะ​มาบั่นทอนความเชื่อมั่นรัฐบาลอย่างรุนแรง หรือสามารถจุดกระแสขยายประเด็น

จะเห็นว่าที่ผ่านมา วีระเป็นตัวตั้งตัวตีเกาะติดเรื่องร้อนมาตั้งแต่ “ไมโครโฟนทองคำ” ที่นับเป็นเรื่องฉาวเรื่องแรกๆ ตั้งแต่เริ่มต้นรัฐบาลซึ่งยังหยิบยกมาขยายผลจนถึงปัจจุบัน ต่อด้วยเรื่อง“อุทยานราชภักดิ์” จากที่เคยเป็นคนยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นก็ยังเกาะติดเรื่องนี้แบบกัดไม่ปล่อย

​เรื่อยมาจนถึงเรื่องสินบนข้ามชาติ ทั้ง โรลส์-รอยซ์ และ ปตท.ต่อเนื่องมาจนถึงกล้องซีซีทีวีรัฐสภา รวมไปถึงเรื่องการโดดล่มของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และการรับเงินประจำตำแหน่ง ที่นำมาขยายผลในเฟซบุ๊กส่วนตัวซึ่งมีคนติดตามอยู่ไม่มาก

แม้แต่ผลโพลล่าสุดที่เป็นประเด็นสู่การออกหมายจับนั้น เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่คนสนใจหรือสื่อกระแสหลักหยิบยกไปนำเสนอข่าว แต่ต่อมากลับกลายเป็นประเด็นใหญ่ ภายหลังการออกหมายจับวีระ ซึ่งปลุกให้สังคมหันมาติดตามเรื่องผลโพลและเรื่องอื่นๆ ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้

ในมุมภาครัฐย่อมเห็นว่าการเคลื่อนไหวของวีระขณะนี้อาจกัดกร่อนความเชื่อมั่นของรัฐบาล คสช.ไปเรื่อยๆ หากปล่อยไว้ย่อมไม่เป็นผลดี และยังอาจเกิดการเลียนแบบจากกลุ่มอื่นๆ ให้ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานที่รัฐบาล คสช.กำลังเผชิญกับแรงเสียดทานรอบด้าน

ก่อนหน้านี้จะเห็นรูปแบบการจัดการกลุ่มเคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านรัฐบาล คสช. ด้วยรูปแบบลักษณะเดียวกันนี้ คือการใช้อำนาจข้อกฎหมายเข้าไปดำเนินการเอาผิด ที่เป็นการประกาศเอาจริงกับการป้องปรามแล้ว และยังเป็นการส่งสัญญาณ “เชือดไก่” ไปถึงกลุ่มอื่นๆ ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวสร้างปัญหาอีกทางหนึ่งด้วย

คล้ายกับกลุ่มอื่นๆ ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสื้อแดงหรือกลุ่มขั้วอำนาจเก่าที่เคยเรียงหน้าออกมาถล่มรัฐบาล ก่อนจะถูกไล่จัดการจนค่อยๆ สงบปากสงบคำไปในที่สุด

แน่นอนว่าการใช้แต่ไม้แข็งย่อมไม่ใช่ผลดี ยิ่งถ้าใช้อย่างต่อเนื่องและพร่ำเพรื่อ เพราะนอกจากจะเกิดการดื้อดึงและขัดขืนการใช้อำนาจแล้ว อีกด้านยังสะสมบ่มเพาะแรงเสียดทานให้มีแนวร่วมเพิ่มมากขึ้น

การเลือกใช้ไม้แข็งสกัดกลุ่มคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลจึงอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีในยุคนี้ แม้วีระ​ซึ่งไม่มีแนวร่วมมากมาย แต่ด้วยสถานะ​เป็นประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และเลขาธิการ คปต. ​หากตกเป็นฝ่ายถูกกระทำย่อมเป็นชนวนปลุกให้หลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุน

นี่จึงอาจเป็นการกระทำของรัฐบาลที่ได้ไม่คุ้มเสีย​ในระยะยาว 

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดวิเคราะห์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์