รายงานพิเศษ

ใช้ ‘เทคโนฯวิเคราะห์’ ป้องอีสานจมบาดาล

  • 10 สิงหาคม 2560 เวลา 06:34 น.
  • | เปิดอ่าน 1,039
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

ใช้ ‘เทคโนฯวิเคราะห์’ ป้องอีสานจมบาดาล

โดย...เอกชัย จั่นทอง

บทเรียนน้ำท่วมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสานส่งผลให้เศรษฐกิจ ภาคการเกษตร เสียหายนับพันล้านบาท โดยน้ำท่วมครั้งนี้ จ.สกลนคร สาหัสที่สุดสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอน แม้ว่าพื้นที่ราบสูงอย่าง จ.สกลนคร ยังถูกน้ำท่วมได้

อุทกภัยครั้งนี้ทำให้ ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ริเริ่มคิดเกิดเป็น “สกลนครโมเดล” เพราะครั้งนี้สังเกตได้ว่าประชาชนในพื้นที่ตั้งตัวไม่ทันทำให้บ้านเรือน รถจอดจมน้ำเสียหายจำนวนมาก

“อาจเป็นไปได้ว่าประชาชนคุ้นเคยกับเหตุการณ์ฝนตก น้ำไม่ท่วม เพราะเนื่องจากเป็นที่ราบสูง น้ำไม่เคยท่วมหนักแบบนี้มาก่อน ทำให้ประชาชนเองอาจไม่ตื่นตัวในเรื่องนี้ ปัจจัยต่อมาเรื่องการเตือนภัยไม่ทั่วถึง แม้ภาครัฐมีการเตือนแล้วก็ตาม หรือจากปัจจัยอื่น เช่น เตือนแล้วยังนิ่งเฉย”

นั่นทำให้ต้องย้อนมองว่าทำไมจึงเกิดน้ำท่วมครั้งนี้ อาจเป็นเพราะสาเหตุจากฝนตกหนักมากหรืออ่างเก็บน้ำไม่เพียงพอ!!!

ธเนศ ฉายภาพต่อไปว่าต้องมาวิเคราะห์ว่าน้ำท่วมสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ไม่จำเป็นต้องภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ ย้อนไปปี 2553 น้ำยังท่วมพื้นที่ราบสูงอย่าง จ.นครราชสีมา แต่ทุกคนคงหลีกเลี่ยงเรื่องน้ำท่วมไม่ได้ แต่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องของความเสียหายได้

ธเนศ อธิบายรูปแบบของ “สกลนครโมเดล” ว่าควรมีการป้องกันโดยใช้ “เทคโนโลยีสมัยใหม่” ช่วยในการวิเคราะห์ว่าน้ำมีโอกาสไหลทะลักเข้าท่วมตัวเมืองมากน้อยแค่ไหน แล้วมีโอกาสท่วมจากพื้นที่เดิมมากน้อยหรือไม่ ส่วนนี้จึงมีความจำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมการทำงาน

ถ้าเราจะป้องกันลดความเสียหายของประชาชนให้น้อยที่สุด ต้องมีระบบการ “แจ้งเตือนประชาชน” เพราะน้ำไม่ท่วมฉับพลันอยู่แล้ว แต่ต้องใช้เวลานับจากฝนตกวัดปริมาณน้ำฝนได้เป็นปริมาณมากผิดปกติจากนั้นจะเกิดการไหลบ่าของน้ำไปถึงตัวเมืองใช้ระยะเวลานานกี่ชั่วโมง เราจะวิเคราะห์ข้อมูลส่วนนี้แล้วส่งข่าวสารแจ้งเตือนประชาชนผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ เพราะทุกครัวเรือนมีสมาร์ทโฟนกันหมด

สำหรับการใช้เทคโนโลยี เก็บข้อมูล วิเคราะห์ และแจ้งเตือน เป็นเรื่องที่ควรจะเริ่มทำ โดยใช้รูปแบบ “สกลนครโมเดล” เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น และไม่น่าเกิดเหตุน้ำท่วมกับเมืองที่ไม่เคยท่วมเลย เมื่อเจาะจงไปตัวเมืองที่เกิดเหตุน้ำท่วมมันทำให้แคบลง จนมองว่าโครงการที่ดูใหญ่กลายเป็นโครงการสามารถจับต้องได้ อย่าง “สกลนครโมเดล”

“เหตุนี้เองจึงระดมรวบรวมนักวิชาการเชิงปฏิบัติจำนวน 10 คน ที่มีประสบการณ์จริงคลุกคลีปฏิบัติในภาคสนามตลอดเวลา ได้สัมผัสปัญหาของชาวบ้าน มาประชุมเริ่มต้นสตาร์ททำแผนตัวสกลนครโมเดล เพื่อกำหนดแผนให้ชัดเจน”

ขณะเดียวกันต้องกำหนดดูว่าต้องใช้ข้อมูลจากส่วนใดบ้าง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน ฯลฯ เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ผ่านข้อมูลระบบ “ภูมิศาสตร์สาร สนเทศ” หรือ “สารสนเทศภูมิศาสตร์”  โดยนำข้อมูลปริมาณน้ำฝน ภูมิประเทศ มาประเมินผ่านเทคโนโลยีเกี่ยวกับเรื่องการไหลของน้ำ ว่าน้ำจะไหลถึงตัวเมืองใช้เวลาเท่าใด น้ำมาเส้นทางไหน น้ำควรจะท่วมสูงปริมาณใด เกิดฟลัดดิ้งเอเรียในพื้นที่นี้เท่าไหร่

โดยมีเจ้าหน้าที่ “วิศวกรอาสา”เป็นผู้เก็บข้อมูลระดับความสูงต่ำในพื้นที่ กำหนดพิกัดจุดจีพีเอส (GPS) ก่อนส่งข้อมูลเหล่านี้เข้ามาวิเคราะห์ นั่นจึงทำให้เราสามารถวิเคราะห์ในภาพรวมได้ว่า ในตัวเมือง จ.สกลนคร ถ้าน้ำมาแบบนี้ฝนตกเหมือนช่วงที่ผ่านมาจะท่วมพื้นใดบ้าง แล้วก็นำมาเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงว่าน้ำท่วมปริมาณสูงเท่านั้นจริงหรือไม่

“เมื่อข้อมูลปรับแก้ไขตรงชัดเจนแล้ว เราจะแจ้งเตือนประชาชน สมมติว่า หมู่บ้านในอำเภอแห่งนี้ น้ำไหลจะใช้เวลากี่ชั่วโมงถึงเข้าตัวเมือง ถ้า 3 ชั่วโมง เราจะแจ้งเตือนอย่างไรหากเกิดไฟฟ้าดับขณะประกาศเสียงตามสาย แต่อย่าลืมว่าโทรศัพท์มือถือยังสามารถใช้ติดต่อได้อยู่ จึงคิดว่าควรทำแอพพลิเคชั่นขึ้นมาเตือนโดยเฉพาะ เพื่อให้ประชาชนอพยพ และแจ้งข้อมูลข้อเท็จจริงข้าวสารต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นให้กับประชาชน”

ธเนศ ย้ำว่า ทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบ “สกลนครโมเดล” ที่จะนำร่องมาใช้ในพื้นที่เขตเมืองก่อนเท่านั้น หากทำทั้งหมดอาจมีค่าใช้จ่ายสูง โดยหลังจากนี้คาดว่าอีก 3 เดือน น่าจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น และในอนาคตยังสามารถทำขยายไปแต่ละอำเภอ จังหวัดได้อีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าทำได้จริงเนื่องจากเรามีเทคโนโลยีเข้าไปถึง ผนวกกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ภัยพิบัติเป็นของอยู่คู่กับคนไทยแล้ว มันต้องเกิดขึ้นกับเรา เพียงแต่มันเปลี่ยนรูปแบบตามภูมิประเทศ ทั้งหมดทาง วสท.เป็นเจ้าภาพหลักนำร่อง “สกลนครโมเดล” โดยขอข้อมูลจากภาครัฐมา หลังจากนั้นจะเชิญให้ภาครัฐ เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ภาคเอกชน และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ามาร่วมกันพูดคุยวางแผนร่วมกัน

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดวิเคราะห์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์