นางงาม

งานพืชสวนโลก 2554 จัดแสดงดอกไม้นานาชนิดแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวแห่มาชมมหาศาล

นางงาม

โดย..กาญจน์ อายุ

งานพืชสวนโลก 2554 จัดแสดงดอกไม้นานาชนิดแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวแห่มาชมมหาศาล ในหมู่มวลดอกไม้ย่อมมีราชินี “กล้วยไม้” ได้ถูกยกย่องจากหลายคนให้เป็นราชินีแห่งดอกไม้ เมื่อมีโอกาสมาเยือนอาณาจักรดอกไม้แล้ว จึงไม่ควรพลาดมาชมความงามของนาง

“ศูนย์เรียนรู้และนิทรรศการกล้วยไม้ (Orchid Academy & Exhibitions)” โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถานที่จัดแสดงกล้วยไม้ทั้งกล้วยไม้พันธุ์แท้ กล้วยไม้หายาก กล้วยไม้พันธุ์ใหม่หลายสายพันธุ์จากในและนอกประเทศ และยังให้ความรู้เกี่ยวกับกล้วยไม้ตั้งแต่เป็นเนื้อเยื่อถึงออกดอก แล้วคุณจะทราบว่า “กล้วยไม้สำคัญกับประเทศไทย” เพราะไทยส่งออกดอกกล้วยไม้เขตร้อนมากเป็นอันดับ 1 ของโลก และอุตสาหกรรมกล้วยไม้ของไทยสามารถนำเงินเข้าประเทศคิดเป็นมูลค่ากว่าปีละ 3,000 ล้านบาท จากมูลค่าการค้ารวมของโลกกว่า 5 แสนล้านบาท อีกทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ตามธรรมชาติมากถึง 1,157 ชนิด จากกว่า 2.5 หมื่นชนิดทั่วโลก ประเทศไทยจึงนับเป็นฐานพันธุกรรมกล้วยไม้ที่สำคัญแหล่งหนึ่งของโลก

ศูนย์เรียนรู้และนิทรรศการกล้วยไม้อยู่ในตึก 2 ชั้น ด้านหน้ามีป้ายทรงสูงขนาดใหญ่เขียนว่า Orchid Pavilion เมื่อเดินเข้ามาจะเห็นห้องซ้ายขวาด้านล่างและห้องโถงด้านบนแบ่งเป็น 4 โซน และมุมย่อยๆ อีก ได้แก่ โซนกล้วยไม้เฉลิมพระเกียรติ ในโซนนี้มีกล้วยไม้ในผืนป่าทรงคุณค่าตามรอยเบื้องพระยุคลบาท กล้วยไม้ที่ราชินีทรงพบเจอในผืนป่า หนึ่งในนั้นคือ เอื้องแซะหอม มีกลีบสีขาวนวล แนวด้านข้างมีแถวสีเขียวจำนวนมาก เป็นกล้วยไม้มีกลิ่นหอมที่พระราชินีทรงได้กลิ่นขณะเดินป่าและได้นำกลับมาเพาะพันธุ์

โซนที่สองคือ กล้วยไม้สร้างสรรค์ กล้วยไม้ที่ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ปรากฏเป็นงานรังสรรค์กล้วยไม้หลากหลายแขนง ทั้งภาพถ่ายในชื่องานกล้วยไม้สร้างศิลป์ ที่ได้ถ่ายทอดความงดงามของกล้วยไม้ผ่านเลนส์และสายตาของศิลปิน โดย “คุณศักดิ์ชัย กาย” ช่างภาพ นักจัดดอกไม้ และผู้เชี่ยวชาญในการสร้างศิลป์มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย รวมไปถึงงานประณีตศิลป์ การจัดตกแต่งสวนกล้วยไม้ และความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ เมื่อคุณสมบัติพิเศษของกล้วยไม้กลายเป็นสมุนไพรและเครื่องหอมที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ กระตุ้นให้คนไทยเห็นความสำคัญและเกิดการใช้ประโยชน์จากกล้วยไม้ให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น

ในโซนที่สองจะมีโต๊ะกลางห้องแสดงกล้วยไม้สมุนไพรและกล้วยไม้กลิ่นหอม กล้วยไม้บางพันธุ์มีสรรพคุณทางยา อาทิ ว่านร่อนทองรักษาเลือดลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับเหงื่อ และรักษาโรคปอด เอื้องเงินหลวง เป็นตำรับยาพื้นบ้านใช้ลำต้นผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ต้มดื่มเพื่อแก้ไข้ หรือกลุ่มเอื้องสายใช้ส่วนลำลูกกล้วยที่แห้งม้วนเป็นลูกกลม ชงดื่มเป็นชาสมุนไพรจีนหรือเรียกว่า คักฮก เพื่อปรับสมดุลร่างกาย เป็นต้น

กล้วยไม้อีกหลายสายพันธุ์ยังมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นกล้วยไม้ไทยพื้นบ้าน อาทิ แวนดาสามปอยที่มีจุดเด่นด้านความหอมและสีเหลืองสดต่างจากแวนดาอื่นๆ นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องสักการะบูชาในงานประเพณีท้องถิ่น กล้วยไม้พันธุ์ Oncidium Sharry Baby x Miltonia Schroederiana (ชื่อวิทยาศาสตร์มักยาว) มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นช็อกโกแลต หรือกล้วยไม้เศรษฐกิจอย่างสกุลช้าง เช่น ช้างกระ มีกลิ่นหอมอบอวลสามารถสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ อีกทั้งวานิลลาที่รู้จักกันดีเป็นกล้วยไม้ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องเทศ และน้ำหอม

โซนที่สามแบ่งเป็นหลายส่วน เช่น ธรรมชาติแห่งกล้วยไม้ นำเสนอสีสันกล้วยไม้ด้วยการจัดสวนกล้วยไม้แนวตั้ง มุมมองใหม่ของการจัดตกแต่งสวนในมิติแนวดิ่งที่เป็นแนวทางการจัดสวนในอนาคต หรือส่วนแหล่งพันธุกรรมกล้วยไม้ตามเขตต่างๆ ของโลก ที่ได้จัดแสดงกล้วยไม้ตามถิ่นอาศัยตั้งแต่ทวีปแอนตาร์กติกาที่หนาวเย็นไป ป่าดิบชื้นของอเมริกาใต้ เขตร้อนของโลกแถบเอเชียแปซิฟิก ลาตินอเมริกา และแอฟริกา ในส่วนนี้มีกล้วยไม้ที่เล็กมากถึงขนาดต้องใช้แว่นขยายดู ชื่อว่ากล้วยไม้พันธุ์ “สิงโตไข่ปลาดุก” กระจายพันธุ์อยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซีย ดอกของมันมีขนาดเพียง 0.2 ซม. กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีสีส้ม มีแถบน้ำตาลอมส้มเป็นลายพาดขาว และปากดอกมีสีส้ม

และโซนที่สี่ โซนสุดท้ายอยู่บนชั้น 2 เป็นส่วนของห้องเรียนกล้วยไม้ ให้ความรู้ด้านวิชาการและมีนิทรรศการให้ความรู้ เช่น การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) บุคคลสำคัญคือ “ศ.ระพี สาคริก” เป็นผู้นำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้เข้ามาใช้ในประเทศไทยและพัฒนาขยายพันธุ์เพื่อเป็นการค้า โดยในนิทรรศการได้โชว์เครื่องเชกเกอร์ เครื่องหลอกทิศเนื้อเยื่อให้แตกหน่อรอบทิศทาง และมีขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเรียงเป็นตับให้ดูวิวัฒนาการ

ศ.ระพี ท่านยังประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์กล้วยไม้กลายเป็นพันธุ์ช้างแดงสาคริก ในอดีตนั้นช้างแดงเป็นกล้วยไม้พันธุ์ป่าหายาก แต่ ศ.ระพีสามารถผสมพันธุ์ช้างแดงและขยายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเมล็ดนำออกมาเผยแพร่ในปี 2502 ในชื่อสายพันธุ์สาคริก ทำให้กล้วยไม้ช้างแดงสาคริกได้รับการยกย่องและรับรางวัลระดับสากล

แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยขึ้นมาในโซนที่สี่นี้ เพราะคิดว่าศูนย์เรียนรู้ไม่น่าสนใจและเป็นเรื่องยากเกินไป จึงเสียดายความรู้ที่ทางผู้จัดงานตั้งใจทำให้ เพราะข้อมูลที่มีเป็นข้อมูลที่ย่อยมาให้แล้ว เข้าใจง่าย และมีการนำเสนอที่ดึงดูดใจ ดังนั้นการเพิ่มความรู้ให้ตัวเองเพียงแค่ให้เวลาและความใส่ใจเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินตัว

นอกจากนี้ การเข้าชมกล้วยไม้ในทุกพื้นที่ ผู้ชมทุกท่านควรช่วยกันดูแลมันเพื่อให้มันมีชีวิตให้จบงาน การดูแลนั้นไม่ใช่การจับลูบคลำสัมผัสความงาม แต่คือการไม่สัมผัสมันแม้แต่ปลายนิ้วและชมมันด้วยสายตา สูดความหอมของมันด้วยจมูก

อย่าคิดว่าการแตะกล้วยไม้แค่ครั้งเดียวไม่เป็นไร จงคิดว่าการแตะกล้วยไม้คนละครั้งเท่ากับกล้วยไม้บอบช้ำไปแล้วเป็นพันเป็นหมื่นครั้งจากจำนวนผู้เข้าชมทุกคน

&<2288;
 

แสดงผลเป็นเว็บไซต์ปกติ

กลับสู่ด้านบน กลับสู่ด้านบน

ไปยังเมนูอื่นๆ