"บวรศักดิ์"เปิด7แนวทางปฏิรูปประเทศ

"บวรศักดิ์"เผย 7 แนวทางปฏิรูปประเทศ ชี้ฝ่ายบริหารต้องเคารพกฎหมาย ไม่เช่นนั้นหลักนิติธรรมจะล่มสลาย-รัฐล้มเหลว

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวในงานสัมมนาทางวิชาการในวาระครบรอบ 16 ปีศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง“การปฏิรูปการเมืองภายใต้หลักนิติธรรม” ว่า ขณะนี้ในประเทศไทย มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศ ทั้งฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล คือ กลุ่ม กปปส. และรัฐบาล ที่ก่อนหน้านี้เคยพยายามตั้งสภาปฏิรูป ตลอด 20 ปีที่ผ่านมากระแสปฏิรูปในโลกมีความรุนแรงขึ้น สิ่งสำคัญของการปฏิรูปมีจุดหมายเดียวกัน คือ เพื่อเพิ่มอำนาจความทรงธรรม และกำจัดอำนาจเสียงข้างมากให้อ่อนลง

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าหากพิจารณาประชาธิปไตย เคียงคู่กับหลักนิติธรรมตลอด การปฏิรูปประชาธิปไตยคือการปฏิรูปนิติธรรม ที่ผ่านมายังมีปัญหาและมีการหาทางออกมาโดยตลอด การตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้น เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ควบคุมการตรารัฐธรรมนูญไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญ พร้อมกำหนดให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายผูกพันทุกองค์กร ทั้งรัฐสภา ครม. และศาล ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 ได้บัญญัติไว้ แสดงให้เห็นว่าการยกสถานะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เท่าเทียมกับรัฐสภา เพื่อพิทักษ์กฎหมาย ควบคุมกฎหมายเพื่อไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการควบคุมการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นการป้องกันเผด็จการรัฐสภา เพื่อไม่ให้องค์กรที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้นมาทำลายรัฐธรรมนูญเสียเอง

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยพยายามจัดตั้งสภาปฏิรูป โดยก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ที่มุ่งเน้นในเรื่องการตรวจสอบทุจริต โดยมีการตั้งองค์กรตรวจสอบขึ้นมา เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) รวมทั้งการกำหนดมาตรการตรวจสอบ เช่น การยื่นบัญชีทรัพย์สิน

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ยังมุ่งเน้นไม่ให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ครอบงำองค์กรต่างๆ รวมถึงสื่อมวลชน เพราะในสมัยนั้นเคยมีรัฐบาลแรกที่เป็นประวัติศาสตร์อยู่ครบ 4 ปี เป็นรัฐบาลที่ไม่สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภาได้ ทำให้หลักนิติธรรมถูกธรรมลาย และจบลงด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร วันที่19 ก.ย.2549 ซึ่งทั้งหมดนี้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ก็บัญญัติไว้เช่นกัน แต่เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบด้านจริยธรรมมากขึ้น เพื่อเพิ่มอำนาจการตรวจสอบและตั้งองค์กรอิสระขึ้นมา โดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง แต่ปัจจุบันความขัดแย้งทางการเมืองก็ยังไม่จบสิ้น เพราะพรรคการเมืองชอบอ้างความชอบธรรมของเสียงข้างมาก ไม่รับฟังเสียงข้างน้อย ยังขยายอำนาจของตัวเองเช่นเดิม

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยควรจะปฏิรูปด้านความเป็นธรรม คือ

1.ปฏิรูปรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายทรงธรรมเหนือองค์ทุกองค์ที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญในแต่ละครั้งต้องมีการลงประชามติจากประชาชน และพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยทุกครั้ง ซึ่งถ้าประชาชนไม่เห็นชอบและพระมหากษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธยให้ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป และต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาทุกครั้งโดยอัตโนมัติก่อนการลงประชามติของประชาชน ถึงแม้ในขณะนี้รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ต้องมีผู้ยื่นเรื่องเข้ามาถึงจะตรวจสอบได้

2.เห็นว่าการปฏิรูปต้องไม่ทำตามอำเภอใจของทุกองค์กร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ แม้แต่ระบอบราชาธิปไตย นิติธรรมยังอยู่เหนือพระมหากษัตริย์ ยิ่งในระบอบประชาธิปไตย จึงมิอาจปฏิเสธหลักนิติธรรมได้ แต่หลักนิติธรรม ไม่ใช่ลายลักษณ์อักษร แต่เป็นแนวทางในการปกครองที่มาจากหลักนิติธรรมตามธรรมชาติ ปราศจากอคติมาแอบแฝง ซึ่งทุกองค์กรต้องยึดในแนวทางปฏิบัติ ดังนั้นหลักนิติธรรมจึงอยู่เหนือกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่จะออกมาเพื่อขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้

3.การปฏิรูปใหม่จะต้องจัดการผลประโยชน์ ยกเลิกประชานิยม เปลี่ยนเป็นรัฐสวัสดิการ รัฐธรรมนูญ ปี 40 และปี 50 ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าถึงทรัพยากร เป็นช่องว่างให้พรรคการเมือง นักการเมืองฉวยโอกาสหาเสียงนโยบายประชานิยม ดังนั้น การปฏิรูปการเมือง ต้องยกเลิกประชานิยม และการหาเสียงประชานิยมต้องระบุค่าใช้จ่ายในนโยบายอย่างละเอียด ให้หัวหน้าพรรคที่มีเสียงในรัฐสภา ต้องดีเบตนโยบายประชานิยมทางทีวี และต้องกำหนดว่าการกู้เงินของรัฐบาล ต้องทำเพื่อลงทุนเท่านั้น จะไปกู้เงินมาใช้เรื่องอื่นไม่ได้ พร้อมกันนี้ต้องจัดตั้งองค์กรจัดสรรทรัพยากร ที่มีอำนาจในการเสนอแนะและจัดสรรให้แก่ประชาชน โดยตราเป็นกฎหมาย ไม่ใช่ให้ตามอำเภอใจ

4.ควรปฏิรูปการแบ่งแยกอำนาจจากพรรคการเมือง และกลุ่มอาชีพต่างๆ โดยให้สภาผู้แทนราษฎรมาจากพรรคการเมือง ส่วนวุฒิสภามาจากผู้แชี่ยวชาญจากสาขาอาชีพต่างๆ เพื่อคานอำนาจกัน และในสภาผู้แทนต้องยกเลิกผู้สมัคร สส.ต้องสังกัดพรรค เพื่อให้อิสระในการทำงาน พร้อมกันนี้ต้องมีการคุ้มครองฝ่ายเสียงข้างน้อยทางการเมือง โดยเฉพาะเฉลี่ยเวลาการออกสื่อต่าง ๆ ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลให้เท่าเทียมกัน นอกจากนั้นให้ข้าราชการตั้งสหภาพได้ เพื่อตรวจสอบการทำงานฝ่ายบริหาร และจัดให้มีการประเมินเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รัฐสภา ได้ตลอดเวลา

5.ต้องปฏิรูปสื่อ ต้องให้สื่อมวลชนเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ และนายทุน ถึงแม้วันนี้จะมีสื่อมวลชนที่ไม่ถูกแทรกแซงการทำงานจากรัฐ แต่สื่อมวลชนก็ต้องตกอยู่ภายใต้นายทุน ทำให้ไม่เป็นอิสระในการนำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา นอกจากนี้ต้องยุติสื่อมวลชนที่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง สื่อมวลชนเลือกข้าง ไม่ว่าจะเป็นสื่อสีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง

6.ต้องออกกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ

7.ปฎิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมต้นทาง คือ ตำรวจ ต้องปฏิรูปทุกระดับ

"ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญ ปี 2550 วางรากฐานไว้ดีแล้ว แต่เราต้องช่วยกันใส่เครื่องมือลงไป ฝ่ายบริหารต้องเคารพกฎหมาย ไม่หลีกเลี่ยงกฎหมาย ต้องเคารพคำวินิจฉัย เพราะถ้าฝ่ายบริหารไม่เคารพกฎหมาย หลักนิติธรรมจะล่มสลาย รัฐจะล้มเหลว ไม่อาจเป็นรัฐได้ ปัญหาต่างๆ จะเกิดขึ้นกับสังคมโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราคงไม่อยากเห็นคนไทยทุกคน ต้องตั้งกองกำลังของตนเอง ถ้ากฎหมายศักสิทธิ์? ก็ไม่จำเป็นตั้งกองกำลัง ถ้ารัฐเป็นผู้พิทักษ์กฎหมายเสียเอง"นายบวรศักดิ์ กล่าว

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น 1: 24 เม.ย.2557, 22:21น.
ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของอาจารย์บวรศักดิ์เกือบทุกข้อเลยครับ ประเทศไทยต้องปฏิรูปคือทางออกเดียวของประเทศทางเดียวเท่านั้น
ความคิดเห็น 2: 24 เม.ย.2557, 21:48น.
อาจารย์ด่าใครหรือเปล่าครับ รัฐสภาฯมันสภาฯโคตรโกงตรวจสอบอะไรไม่ด้เลย ไม่ว่าพรรคไหนเป็นรัฐบาลมันก้ทำชั่วเหมืนกันหมด บทความของอาจารย์รัฐบาลรักษาการณ์เอาเหตุผลอะไรมาอ้างที่จะไม่ยอมให้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง
ความคิดเห็น 3: 24 เม.ย.2557, 21:39น.
ขอบคุณจร้าที่ต้องปฏิรูปประเทศไทย 7 ข้อเห็นด้วยจริงๆ ประเทศเราถึงวาระที่ต้องปฏิรูปกฎหมายไม่งั้นเกิดการบิดเบือนกฎหายกันโดยไม่ละอายแก่ใจสรุปปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ทำความสะอาดประเทศก่อนประเทศไทยที่รักของเราจะได้ก้าวเดินอย่างสง่างามนะคร้า

กลับสู่ด้านบน กลับสู่ด้านบน