วันเดียวเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน สำราญสบายๆ ที่สุราษฎร์ฯ

โดย...นิธิ ท้วมประถม

วันเดียวเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน สำราญสบายๆ ที่สุราษฎร์ฯ

ผมเองช่วงนี้ก็ไม่ค่อยมีเวลาเที่ยวเท่าไหร่เหมือนกัน แต่ยังดีที่หน้าที่การงานยังต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ้าง ก็อาศัยช่วงเวลานั้นพักผ่อนไปในตัว แบบว่าได้ทั้งงาน ได้ทั้งพัก สองเด้งไปเลย สบายไป

เขื่อนเชี่ยวหลาน หรือเขื่อนรัชชประภา ก็เป็นสถานที่ที่ผมเองมีโอกาสไปในช่วงที่ผ่านมาเหมือนกัน และเป็นการไปแบบที่ไม่ได้ไปทิ้งอารมณ์ นั่งจมอยู่กับท้องน้ำ ก้อนเมฆหรือภูเขา แบบหลายๆ วันอย่างที่หลายคนมีโอกาสได้ทำครับ แต่เป็นการไปแบบที่“แวะ”ไปเยี่ยมเยือนกันมากกว่า ก็จะไม่เรียกว่าแวะยังไงละครับ ไปถึงช่วง 8 โมงเช้า บ่ายๆ ก็กลับเข้าตัวเมืองสุราษฎร์ฯ แล้ว

แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่น่าสนใจพอที่จะนำมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้เห็นในอีกแบบเหมือนกัน ว่าเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลานแบบค่อนวันนั้นเป็นยังไง

เขื่อนเชี่ยวหลานหรือเขื่อนรัชชประภานั้น อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาสกครับ เดิมทีเดียวนั้นอุทยานแห่งชาติเขาสกมีแต่แหล่งท่องเที่ยวทางบกอย่างเดียว เรียกว่าเดินป่า ชมน้ำตก กันรองเท้าทะลุเลยครับ เนื้อที่แค่ 403,450 ไร่ ให้เดินป่าทุกวันผมว่า 3 ปี ยังเดินไม่หมดเลย

โดยทางเข้าอุทยานแห่งชาติเขาสกนั้น แน่นอนว่าสร้างบรรยากาศในการเดินป่าตั้งแต่ถนนสองเลนสวนที่มีต้นไม้ต้นใหญ่ๆ ขึ้นไปตลอดเส้นทาง ถ้าเป็นช่วงกลางคืนละก็ บรื๋อววววว...แน่ๆ ครับ แต่หากนั่งเรือชมเขื่อนละก็ถนนใหญ่ไฟพร้อมครับ แล้วแต่เลือกแล้วกันว่าชอบแบบไหน

ถือว่าทางไปเที่ยวแต่ละที่ไม่ยากครับ มีป้ายบอกชัดเจน ขับรถไปถึงสบายๆ อย่างที่ผมไปเขื่อนรัชชประภาก็เข้าไปทางเข้าที่ กฟผ. ทำให้ไว้ใหญ่โต พอขับรถเลยป้อมยามที่อยู่ตรงทางเข้าที่ปากทางถนนใหญ่นั่นแหละครับ ก็เลี้ยวขวาเลยครับ จะมีป้ายบอกว่า“ทางไปชมเขื่อน”

ขับไปอีกแป๊บเดียวก็ถึงแล้วครับ เป็นท่าเรือแบบมาตรฐานเลย ที่จอดรถก็มีสะดวกปลอดภัย จะจอดรถแล้วเที่ยวแบบเช้าไป บ่ายกลับ หรือจะค้างคืน ก็ตามแต่ใจต้องการ

ไปเอง ติดต่อเองเลย ลุยไปครับ ถ้างบน้อยไม่อยากเหมาเรือ ยืนรอๆ อยู่แถวที่ติดต่อเรือ รอแจมๆ กับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นได้เลย มีเยอะครับ เที่ยวได้แน่นอน แถมได้เพื่อนใหม่อีกต่างหาก คุ้มกว่าเสียเงินซื้อผ่านบริษัททัวร์

ผมเองนั้นส่วนตัวเป็นคนชอบนั่งเรือ มองน้ำ ชมฟ้า อยู่แล้ว ทำให้การนั่งเรือชมวิวครั้งนี้เป็นอะไรที่ถูกใจมากครับ มีแค่แว่นกันแดดกับหมวกปีกกว้างๆ เสียหน่อย ใครๆ ก็ต้องหลงใหลในความงามของที่นี่

ผมขอให้คนขับเรือพาไปดูแพพักตามเวิ้งอ่าวต่างๆ ที่มีอยู่เกือบ 10 แห่งให้บริการอยู่ และเมื่อดูจากราคาแพ็กเกจ ที่พัก รวมอาหารแล้ว ก็มึนๆ ครับว่าแพงเหลือเกิน พักแค่คืนเดียวคิดตั้งคนละ 1,500-3,000 บาท ขึ้นอยู่กับสถานที่ของแพพัก อ้อๆ ราคานี้รวมอาหาร 3 มื้อด้วยครับ

หากมองอย่างตรงไปตรงมาผมว่าราคาแพ็กเกจแพงเกินไปเมื่อเทียบกับคุณภาพของที่พักและอาหารที่จัดไว้ให้ จะได้ก็แต่บรรยากาศธรรมชาติของเวิ้งน้ำขนาดใหญ่ ไกลสุดลูกหูลูกตา ที่ส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าจะสวยแค่ช่วงเช้าตรู่และช่วงพระอาทิตย์ตกเท่านั้น ส่วนช่วงตั้งแต่สายๆ จนถึงบ่ายแก่ๆ จะเป็นช่วงที่ไม่รู้จะทำอะไรแล้วครับ เพราะแดดแรงมาก จะหลบอยู่แต่ในห้องก็ไม่ไหว ไม่มีพัดลม

ต้องหาหนังสือมานั่งอ่านแถวพื้นที่ส่วนกลางของแพพัก ก็ไม่มีความเป็นส่วนตัวเท่าไหร่ ผมว่าถ้าไม่ได้ไปกับเพื่อนแบบเป็นก๊วน 5 คน 10 คน ละก็ เคว้งคว้างแน่ๆ

ส่วนตัวแล้วผมมองว่าไม่จำเป็นต้องมานอนพักที่นี่หรอกครับ แต่นั่งเรือเที่ยวจะแบบเต็มวันหรือครึ่งวันก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะซึมซับกับความสวยงามของที่นี่ แต่หากต้องการซึมซับความเป็นธรรมชาติแบบลึกซึ้ง นอนฟังเสียงป่า เสียงน้ำตอนกลางคืน หรือมีกิจกรรมช่วงกลางวันอย่างไปตกปลาละก็ ค่อยคิดค้างคืนก็ไม่ผิดกติกา

แต่ประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ จังหวัดนี้จะเป็นอย่างไร เอาไว้คราวหน้าจะเล่าให้ฟังครับ แต่ครั้งนี้ขอเที่ยวเล็กๆ ที่นี่ก่อน ขับรถเข้ามาในตัวเมือง ผมก็พบว่าผมเริ่มชอบที่นี่เสียแล้วครับ ก็จะไม่ให้ชอบได้ยังไงละครับ เพราะที่นี่มีแม่น้ำตาปีไหลผ่ากลางตัวเมือง ทำให้อารมณ์ของสุราษฎร์ฯ ดูสวยงาม ใจเย็น ไปเลยทีเดียว

แถมทางจังหวัดยังทำทางเดินเรียบแม่น้ำตาปีไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยดีทีเดียว ไม่มีร้านค้า ร้านอาหาร หรือสิ่งปลูกสร้างล้ำออกไปในแม่น้ำตาปีเหมือนอย่างแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องปรบมือให้กับหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้

กำลังขับรถเพลินๆ ก็เจอกับ“ตลาดนัด ตลาดน้ำ บ้านดอน”ซึ่งเป็นตลาดนัดเล็กๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำตาปี บริเวณหลังศาลหลักเมืองครับ โอ้โห...เป็นตลาดนัดที่น่ารักมากครับ สินค้าส่วนใหญ่เป็นอาหาร ทั้งคาวและหวาน กิ๊บเก๋ไม่น้อยทีเดียว

ผมเองยังมีโอกาสได้ทานขนมถ้วยครับ งงละสิ เอามาคุยทำไม ขนมถ้วยมีขายเยอะแยะ ใช่แล้วครับ มีขายเยอะแยะ แต่ที่ถูกใจขนมถ้วยที่นี่ก็เพราะว่าเขาไม่ได้กำหนดว่าเราต้องซื้อ 10 บาท 20 บาท แต่ขายเป็นฝา แคะกินเลย แคะกิน 2 ฝา ก็จ่าย 2 ฝา แคะกิน 5 ฝา ก็ จ่าย 5 ฝา ผมเองก็เลือนๆ ไปแล้วครับว่าราคาฝาละเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ กินไป 5 ฝา ไม่ถึง 10 บาท

ขนมถ้วยในดวงใจ

ผมชอบครับแบบนี้ ขายแบบเล็กๆ น้อยๆ บางทีลูกค้าอยากกิน อยากชิม แค่นิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้อยากยกชุดซื้อ ก็ทานได้ ชอบครับ เก๋ดี และที่สำคัญขายดีมากกกกก มีคนมาต่อคิว แคะขนมถ้วยทานอยู่ตลอด

เดินตลาดชิล ชิล ไปเรื่อย พอแดดร่มลมตกที่นี่มีบริการล่องเรือชมหิ่งห้อยริมแม่น้ำตาปีในยามค่ำคืนอีกด้วย ใครสนใจซื้อตั๋วเรือไว้ได้เลย คนละ 60 บาท

ผมกล้าท้าครับว่าหิ่งห้อยที่นี่สวยที่สุดในเมืองไทยแล้ว นั่งมองแสงหิ่งห้อยนับพันๆ ตัวเกาะอยู่ตามต้นไม้แล้วส่องแสงสลับกันไปมา ดูแล้วเหมือนมีเทศกาลคริสต์มาสอยู่ในเมืองไทยยังไงยังงั้น

กิจกรรมนั่งเรือชมหิ่งห้อยที่แม่น้ำตาปี ถือว่าเป็นไฮไลต์ของที่นี่อีกอย่างได้สบายๆ ครับ การจัดการก็ดี ธรรมชาติก็ยังเยี่ยม

เมืองไทยนี่มหัศจรรย์จริงๆ เลย

แสดงผลเป็นเว็บไซต์ปกติ

กลับสู่ด้านบน กลับสู่ด้านบน

ไปยังเมนูอื่นๆ