วันเดียวเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน สำราญสบายๆ ที่สุราษฎร์ฯ

โดย...นิธิ ท้วมประถม

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน มองไปนอกหน้าต่างที่ทำงานแล้ว ผมเห็นเมฆฝนครึ้มอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะช่วงเย็นๆ นี่เมฆฝนดำเต็มท้องฟ้าไปหมด ก็ได้แต่หวังว่าปีนี้“น้องน้ำ”คงจะมาในแบบปกติ ไม่ต้องมามากมายเหมือนกับปีที่แล้ว ที่เล่นเอาพวกเราได้เดือดร้อนกันแบบถ้วนหน้าเลยทีเดียว

ตอนนี้ฝนเริ่มตกแล้วนะครับ ก็ถือว่าเป็นไปตามฤดูกาลปกติ เพราะนี่อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเข้าพรรษาแล้ว ก็ดีครับ มีฝนตกมาช่วงนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา

ส่วนตัวแล้วผมว่าปีนี้น้ำไม่ท่วมแล้วครับ เขื่อนต่างๆ น่าจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าปีก่อน ทั้งในเรื่องของการกักเก็บและการระบาย แต่อย่างว่าละครับ ใครล่ะห้ามใจไม่ให้กังวลได้ ยังไงๆ ก็คงหวาดๆ กันอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะนี่เรายังไม่เห็นแผนการป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลเลยว่าจะออกมาหน้าตาเป็นยังไง เห็นแต่กรอบเงินที่จะใช้ว่าสูงถึง 3 แสนล้านบาท แล้วอย่างนี้จะไว้ใจลงได้ยังไงกัน

เอาเป็นว่าน้ำจะมาหรือไม่มาไม่มีปัญหา สบายแล้วครับ มีประสบการณ์กันเพียบ ทั้งในเรื่องของการป้องกันและย้ายหนีแล้ว หุหุ น้ำทำอะไรเราไม่ได้ละ

อย่าไปเครียดกันมาก หาเวลาว่างไปเที่ยวกันดีกว่าครับ ไปใกล้ไปไกลก็ไปเถอะ ถ้าไม่มีเวลา ไม่สะดวก จะไปนอนค้างอ้างแรมที่ไหน แค่เปลี่ยนบรรยากาศทานข้าวกลางวัน ไปนอกกรุงเทพฯ ก็พอแล้ว

ผมเองช่วงนี้ก็ไม่ค่อยมีเวลาเที่ยวเท่าไหร่เหมือนกัน แต่ยังดีที่หน้าที่การงานยังต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ้าง ก็อาศัยช่วงเวลานั้นพักผ่อนไปในตัว แบบว่าได้ทั้งงาน ได้ทั้งพัก สองเด้งไปเลย สบายไป

เขื่อนเชี่ยวหลาน หรือเขื่อนรัชชประภา ก็เป็นสถานที่ที่ผมเองมีโอกาสไปในช่วงที่ผ่านมาเหมือนกัน และเป็นการไปแบบที่ไม่ได้ไปทิ้งอารมณ์ นั่งจมอยู่กับท้องน้ำ ก้อนเมฆหรือภูเขา แบบหลายๆ วันอย่างที่หลายคนมีโอกาสได้ทำครับ แต่เป็นการไปแบบที่“แวะ”ไปเยี่ยมเยือนกันมากกว่า ก็จะไม่เรียกว่าแวะยังไงละครับ ไปถึงช่วง 8 โมงเช้า บ่ายๆ ก็กลับเข้าตัวเมืองสุราษฎร์ฯ แล้ว

แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่น่าสนใจพอที่จะนำมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้เห็นในอีกแบบเหมือนกัน ว่าเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลานแบบค่อนวันนั้นเป็นยังไง

เขื่อนเชี่ยวหลานหรือเขื่อนรัชชประภานั้น อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาสกครับ เดิมทีเดียวนั้นอุทยานแห่งชาติเขาสกมีแต่แหล่งท่องเที่ยวทางบกอย่างเดียว เรียกว่าเดินป่า ชมน้ำตก กันรองเท้าทะลุเลยครับ เนื้อที่แค่ 403,450 ไร่ ให้เดินป่าทุกวันผมว่า 3 ปี ยังเดินไม่หมดเลย

แต่ภายหลังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้มาสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขึ้นที่นี่ ทำให้อุทยานแห่งชาติเขาสกมีพื้นที่ทั้งบนบกและในน้ำเกิดขึ้น ซึ่งก็กลายเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีแหล่งท่องเที่ยวถึงสองแบบอยู่ในแห่งเดียวกัน

ถ้าเราจะเที่ยวต้องตัดสินใจเลือกนะครับว่าอยากเดินป่า ชมน้ำตก หรือจะไปนั่งเรือเที่ยว เพราะการเดินทางไปเที่ยวของแหล่งท่องเที่ยวทั้งสองอย่างนี้ไกลกันไม่น้อยเหมือนกัน เพราะถ้าเราจะไปนั่งเรือชมเขื่อนก็ต้องเข้าไปตามทางเข้าเขื่อนรัชชประภาที่ กฟผ. สร้างเอาไว้ใหญ่โต แต่หากต้องการจะเดินป่าก็ต้องเลยไปอีก 50 กว่ากิโลเมตร เพื่อไปเข้าทางทางเข้าอุทยานแห่งชาติเขาสก ซึ่งแน่นอนครับสภาพของทางเข้าของทั้งสองที่นั้นต่างกันลิบลับทีเดียว

โดยทางเข้าอุทยานแห่งชาติเขาสกนั้น แน่นอนว่าสร้างบรรยากาศในการเดินป่าตั้งแต่ถนนสองเลนสวนที่มีต้นไม้ต้นใหญ่ๆ ขึ้นไปตลอดเส้นทาง ถ้าเป็นช่วงกลางคืนละก็ บรื๋อววววว...แน่ๆ ครับ แต่หากนั่งเรือชมเขื่อนละก็ถนนใหญ่ไฟพร้อมครับ แล้วแต่เลือกแล้วกันว่าชอบแบบไหน

ถือว่าทางไปเที่ยวแต่ละที่ไม่ยากครับ มีป้ายบอกชัดเจน ขับรถไปถึงสบายๆ อย่างที่ผมไปเขื่อนรัชชประภาก็เข้าไปทางเข้าที่ กฟผ. ทำให้ไว้ใหญ่โต พอขับรถเลยป้อมยามที่อยู่ตรงทางเข้าที่ปากทางถนนใหญ่นั่นแหละครับ ก็เลี้ยวขวาเลยครับ จะมีป้ายบอกว่า“ทางไปชมเขื่อน”

ขับไปอีกแป๊บเดียวก็ถึงแล้วครับ เป็นท่าเรือแบบมาตรฐานเลย ที่จอดรถก็มีสะดวกปลอดภัย จะจอดรถแล้วเที่ยวแบบเช้าไป บ่ายกลับ หรือจะค้างคืน ก็ตามแต่ใจต้องการ

ส่วนผมเองนั้น ด้วยภารกิจที่ค่อนข้างจะรัดตัว ก็เลยต้องมาเที่ยวแบบนั่งเรือเที่ยว ไม่ได้มาพักค้างคืนในเขื่อนอย่างที่ใจอยากจะทำ

มาถึงที่นี่แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะนั่งเรือเที่ยวได้ยังไงนะครับ เพราะที่นี่มีการจัดการในเรื่องของการบริการเรือท่องเที่ยวที่เป็นระเบียบอยู่แล้วครับ มีราคาเป็นมาตรฐานกำหนดไว้ให้เห็นเลยว่าจะที่ไหน ไกลเท่าไหร่ มีราคาบอกไว้หมด ไปตัดสินใจที่ท่าเรือได้เลย

สนนราคาก็แบบเหมาลำไปเลย นั่งกี่คนก็ได้แต่ไม่เกิน 8-10 คน ราคาเหมาลำที่นี่ผมว่าคุ้มครับ อย่างผมเหมาลำไปดูกุ้ยหลิน เขาสามเกลอ คลองแสง ใช้เวลาตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึงบ่ายๆ ราคาเหมาเรืออยู่ที่ 1,200 บาทเท่านั้นครับ

แต่หากไปดูราคาตามที่บริษัททัวร์เอามาขาย คิดเป็นราคาต่อหัวอยู่ที่หัวละ 600-800 บาท รวมอาหารกลางวันหนึ่งมื้อ ซึ่งส่วนตัวแล้วผมว่าแพงครับ

เพราะผมเองเช่าเรือไปเลยหนึ่งลำ กลางวันก็ขึ้นไปทานข้าวกลางวันตามแพที่พักที่มีเยอะแยะ ซึ่งคนเรือเขารู้ครับว่าควรจะไปทานแพไหน ก็เสียค่าอาหารอีก 500 บาท แต่ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนเมนูที่เราสั่งนะครับ ถ้ามีปลาแรดทอด ต้มยำ ผัดผัก ข้าวและน้ำเปล่า ก็ราคาอย่างที่ผมบอก แต่หากไปกันน้อยๆ ไม่มีต้มยำ หรือลดเมนูลงไปบ้าง ค่าอาหารก็เหลือแค่ 300 บาทเท่านั้น

ไปเอง ติดต่อเองเลย ลุยไปครับ ถ้างบน้อยไม่อยากเหมาเรือ ยืนรอๆ อยู่แถวที่ติดต่อเรือ รอแจมๆ กับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นได้เลย มีเยอะครับ เที่ยวได้แน่นอน แถมได้เพื่อนใหม่อีกต่างหาก คุ้มกว่าเสียเงินซื้อผ่านบริษัททัวร์

เสียงเครื่องเรือดังกระหึ่ม พาเรือหางยาวลำเบ้อเริ่มวิ่งฝ่าท้องน้ำ ที่วันนี้นายท้ายเรือบอกว่าน้ำนิ่งดี ไม่มีคลื่นให้ต้องตื่นตกใจ แต่ไม่ว่าน้ำจะนิ่งยังไง เรือจะแล่นได้เรียบแค่ไหน ก็ต้องติดชูชีพไว้ตลอดครับ ของอย่างนี้ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า

ท้องน้ำในเขื่อนรัชชประภาเป็นสีเขียวมรกตจริงๆ ดูแล้วเหมือนว่ากำลังแล่นอยู่ในทะเลมากกว่าในทะเลสาบ ซึ่งก็เพราะว่าที่นี่มีตะไคร่น้ำชนิดหนึ่งที่ทำให้น้ำที่นี่มีสีเหมือนกับสีมรกต นั่งเรือดูน้ำดูฟ้าใสๆ ก็เพลินไม่น้อยแล้ว

กติกาการนั่งเรือชมเขื่อนของที่นี่ อย่างแรก คือต้องเชื่อฟังนายท้ายหรือคนขับเรือครับ เพราะจะเป็นผู้พาเราตระเวนไปตามหน้าผาหินปูนที่สูงตระหง่านแบบต้องมองคอตั้งบ่าเลยทีเดียว และเป็นที่มาของคำว่า“กุ้ยหลินเมืองไทย”

ผมเองนั้นส่วนตัวเป็นคนชอบนั่งเรือ มองน้ำ ชมฟ้า อยู่แล้ว ทำให้การนั่งเรือชมวิวครั้งนี้เป็นอะไรที่ถูกใจมากครับ มีแค่แว่นกันแดดกับหมวกปีกกว้างๆ เสียหน่อย ใครๆ ก็ต้องหลงใหลในความงามของที่นี่

ผมขอให้คนขับเรือพาไปดูแพพักตามเวิ้งอ่าวต่างๆ ที่มีอยู่เกือบ 10 แห่งให้บริการอยู่ และเมื่อดูจากราคาแพ็กเกจ ที่พัก รวมอาหารแล้ว ก็มึนๆ ครับว่าแพงเหลือเกิน พักแค่คืนเดียวคิดตั้งคนละ 1,500-3,000 บาท ขึ้นอยู่กับสถานที่ของแพพัก อ้อๆ ราคานี้รวมอาหาร 3 มื้อด้วยครับ

เห็นราคาแล้วตะลึงครับ เพราะหากคิดคร่าวๆ แล้วถ้าไป 2 คน ก็โดนแล้ว 3,000 บาท ราคานี้ไปนอนโรงแรมริมทะเลหนึ่งคืนได้เหมือนกันน้า...แต่ก็อยากเห็นครับ แพพัก สภาพจะเป็นยังไง ถึงกล้าตั้งราคาขนาดนี้

โอ้ว...เมื่อไปเห็นสภาพของแพที่พักแต่ละที่แล้ว ผมมองว่ายังไม่ได้ค่อยได้มาตรฐานนักเมื่อเทียบกับราคาที่ขาย เพราะแพพักเป็นแพไม้ไผ่ธรรมดาๆ ออกจะเก่าและทรุดโทรมเสียด้วย จะมีแพพักใหม่ๆ บ้างเหมือนกัน แต่ราคาก็กระโดดขึ้นไปอีกไม่น้อย

หากมองอย่างตรงไปตรงมาผมว่าราคาแพ็กเกจแพงเกินไปเมื่อเทียบกับคุณภาพของที่พักและอาหารที่จัดไว้ให้ จะได้ก็แต่บรรยากาศธรรมชาติของเวิ้งน้ำขนาดใหญ่ ไกลสุดลูกหูลูกตา ที่ส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าจะสวยแค่ช่วงเช้าตรู่และช่วงพระอาทิตย์ตกเท่านั้น ส่วนช่วงตั้งแต่สายๆ จนถึงบ่ายแก่ๆ จะเป็นช่วงที่ไม่รู้จะทำอะไรแล้วครับ เพราะแดดแรงมาก จะหลบอยู่แต่ในห้องก็ไม่ไหว ไม่มีพัดลม

ต้องหาหนังสือมานั่งอ่านแถวพื้นที่ส่วนกลางของแพพัก ก็ไม่มีความเป็นส่วนตัวเท่าไหร่ ผมว่าถ้าไม่ได้ไปกับเพื่อนแบบเป็นก๊วน 5 คน 10 คน ละก็ เคว้งคว้างแน่ๆ

ส่วนตัวแล้วผมมองว่าไม่จำเป็นต้องมานอนพักที่นี่หรอกครับ แต่นั่งเรือเที่ยวจะแบบเต็มวันหรือครึ่งวันก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะซึมซับกับความสวยงามของที่นี่ แต่หากต้องการซึมซับความเป็นธรรมชาติแบบลึกซึ้ง นอนฟังเสียงป่า เสียงน้ำตอนกลางคืน หรือมีกิจกรรมช่วงกลางวันอย่างไปตกปลาละก็ ค่อยคิดค้างคืนก็ไม่ผิดกติกา

แค่บ่าย 2 โมง ผมก็กลับขึ้นมาอยู่บนฝั่งแล้วครับ เพราะหากอยากเดินป่าดูถ้ำปะการัง หรือขึ้นไปที่จุดชมวิว ต้องใช้เวลามากกว่านี้ ขอติดไว้โอกาสหน้าดีกว่า

ออกจากเขื่อนรัชชประภาแล้วผมก็ขับรถบึ่งเข้าเมืองสุราษฎร์ธานีทันทีครับ เพราะจังหวัดนี้ผมเหมือนใกล้เกลือกินด่าง ไม่ได้แวะเป็นเรื่องเป็นราวสักที จะมีแต่ผ่านขึ้นเรือไปเกาะสมุยทั้งนั้น ไม่เคยได้เดินเที่ยวชมเมืองกับเขาเลย

มาครั้งนี้พอมีเวลาเลยขอเข้าไปเที่ยวถิ่นหอยใหญ่ ไข่แดง เสียหน่อย

สุราษฎร์ธานี นั้นถือว่าเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่น้อยเลยครับ เพราะเป็นแหล่งวัฒนธรรมของอาณาจักรศรีวิชัยที่มีอายุย้อนไปกว่า 1,000 ปี เลยทีเดียว

แต่ประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ จังหวัดนี้จะเป็นอย่างไร เอาไว้คราวหน้าจะเล่าให้ฟังครับ แต่ครั้งนี้ขอเที่ยวเล็กๆ ที่นี่ก่อน ขับรถเข้ามาในตัวเมือง ผมก็พบว่าผมเริ่มชอบที่นี่เสียแล้วครับ ก็จะไม่ให้ชอบได้ยังไงละครับ เพราะที่นี่มีแม่น้ำตาปีไหลผ่ากลางตัวเมือง ทำให้อารมณ์ของสุราษฎร์ฯ ดูสวยงาม ใจเย็น ไปเลยทีเดียว

แถมทางจังหวัดยังทำทางเดินเรียบแม่น้ำตาปีไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยดีทีเดียว ไม่มีร้านค้า ร้านอาหาร หรือสิ่งปลูกสร้างล้ำออกไปในแม่น้ำตาปีเหมือนอย่างแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องปรบมือให้กับหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้

กำลังขับรถเพลินๆ ก็เจอกับ“ตลาดนัด ตลาดน้ำ บ้านดอน”ซึ่งเป็นตลาดนัดเล็กๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำตาปี บริเวณหลังศาลหลักเมืองครับ โอ้โห...เป็นตลาดนัดที่น่ารักมากครับ สินค้าส่วนใหญ่เป็นอาหาร ทั้งคาวและหวาน กิ๊บเก๋ไม่น้อยทีเดียว

ผมเองยังมีโอกาสได้ทานขนมถ้วยครับ งงละสิ เอามาคุยทำไม ขนมถ้วยมีขายเยอะแยะ ใช่แล้วครับ มีขายเยอะแยะ แต่ที่ถูกใจขนมถ้วยที่นี่ก็เพราะว่าเขาไม่ได้กำหนดว่าเราต้องซื้อ 10 บาท 20 บาท แต่ขายเป็นฝา แคะกินเลย แคะกิน 2 ฝา ก็จ่าย 2 ฝา แคะกิน 5 ฝา ก็ จ่าย 5 ฝา ผมเองก็เลือนๆ ไปแล้วครับว่าราคาฝาละเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ กินไป 5 ฝา ไม่ถึง 10 บาท

ผมชอบครับแบบนี้ ขายแบบเล็กๆ น้อยๆ บางทีลูกค้าอยากกิน อยากชิม แค่นิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้อยากยกชุดซื้อ ก็ทานได้ ชอบครับ เก๋ดี และที่สำคัญขายดีมากกกกก มีคนมาต่อคิว แคะขนมถ้วยทานอยู่ตลอด

เดินตลาดชิล ชิล ไปเรื่อย พอแดดร่มลมตกที่นี่มีบริการล่องเรือชมหิ่งห้อยริมแม่น้ำตาปีในยามค่ำคืนอีกด้วย ใครสนใจซื้อตั๋วเรือไว้ได้เลย คนละ 60 บาท

ผมกล้าท้าครับว่าหิ่งห้อยที่นี่สวยที่สุดในเมืองไทยแล้ว นั่งมองแสงหิ่งห้อยนับพันๆ ตัวเกาะอยู่ตามต้นไม้แล้วส่องแสงสลับกันไปมา ดูแล้วเหมือนมีเทศกาลคริสต์มาสอยู่ในเมืองไทยยังไงยังงั้น

กิจกรรมนั่งเรือชมหิ่งห้อยที่แม่น้ำตาปี ถือว่าเป็นไฮไลต์ของที่นี่อีกอย่างได้สบายๆ ครับ การจัดการก็ดี ธรรมชาติก็ยังเยี่ยม

เมืองไทยนี่มหัศจรรย์จริงๆ เลย

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น 1: 12 ส.ค.2555, 09:37น.
สวยมากๆ ประทับใจ
ความคิดเห็น 2: 28 ก.ค.2555, 12:51น.
สวยน่าเที่ยวมากครับ

กลับสู่ด้านบน กลับสู่ด้านบน