แดดร้อน รถติด ม็อบปิดถนน อย่าได้แคร์ แค่มี"ธนาคารมือถือ"

“ธนาคารมือถือ” ทั้ง 6 แห่ง ต่างให้บริการทางการเงินทั่วๆ ไปได้ไม่ต่างกัน เพราะทุกแห่งจะสามารถตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ ดูรายการเดินบัญชีย้อนหลัง รายละเอียดบัตรเครดิต โอนเงินระหว่างบัญชีในธนาคารเดียวกัน

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ sawaleet@posttoday.com

ถ้าใครได้ทดลองใช้บริการ “ธนาคารทางอินเตอร์เน็ต” น่าจะติดอกติดใจในความสะดวกสบาย เพราะทำรายการได้เกือบจะเหมือนเดินไปที่ธนาคาร ไม่ว่าจะเช็คยอดเงิน โอนเงิน หรือชำระเงิน  คงเหลือแค่ฝากกับถอนเท่านั้น (มั้ง) ที่ธนาคารทางอินเตอร์เน็ตทำไม่ได้

แต่ธนาคารทางอินเตอร์ก็ยังไม่เข้าขั้นสะดวกสุดๆ เพราะจะใช้บริการได้เฉพาะตอนที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ทันอกทันใจ “คนรุ่นใหม่” (อย่างพวกเรา) และยิ่งในช่วงเวลา “แดงครองเมือง” แบบนี้ ที่ทำให้การเดินทางไปไหนมาไหนในเมืองหลวงยากลำบากมากขึ้น

เพราะฉะนั้นเรามาเพิ่มความสะดวกให้มากขึ้นด้วย “ธนาคารบนโทรศัพท์มือถือ” ที่ไม่ต้องไปกังวลว่า แดดจะร้อน ฝนจะตก รถจะติด หรือ ม็อบจะปิดถนน เพราะจะสามารถทำรายการทางการเงินได้ทุกที่ทุกเวลา แค่มีโทรศัพท์มือถือที่สามารถเข้าอินเตอร์เน็ตได้ แม้ว่าจะไม่มากเท่ากับการใช้บริการธนาคารทางอินเตอร์หรือเดินไปที่สาขาของธนาคาร
ในเวลานี้มีธนาคารอย่างน้อย 6 แห่ง ที่มีบริการธนาคารบนโทรศัพท์มือถือ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารทหารไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา

บริการทางการเงิน

ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยจะต้องลงโปรแกรมและยืนยันตัวตนเสียก่อนจึงจะเริ่มใช้บริการได้ โดยเริ่มจากใช้โทรศัพท์มือถือกด *4288888 แล้วโทรออก จากนั้นธนาคารจะส่ง SMS สำหรับดาวน์โหลดโปรแกรมมาให้

เมื่อคลิกเข้าไปดาวน์โหลดแล้วจะได้รับรหัสยืนยันการสมัคร (OTP) เป็นตัวเลข 6 หลัก เพื่อนำไปยืนยันการสมัครใช้ที่เครื่องเอทีเอ็มของธนาคารกสิกรไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะเป็นการยืนยันตัวตนผู้ใช้บริการแล้ว ธนาคารยังให้กำหนดรหัสผ่านที่จะเข้าไปใช้บริการธนาคารมือถือ

เพราะฉะนั้นข้อด้อยของธนาคารมือถือแบบนี้ คือ ความยุ่งยากที่ต้องลงโปรแกรมในครั้งแรกที่ใช้บริการ ซึ่ง ศีลวัต สันติวิสัฎฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า “ขั้นตอนที่เพิ่มขึ้น คือ ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง”

“เมื่อยืนยันตัวตนที่ผูกเบอร์บัญชีเข้ากับเบอร์โทรศัพท์และซีรีส์นัมเบอร์ของโทรศัพท์เครื่องนั้นเอาไว้แล้ว การทำรายการก็ไม่จำเป็นต้องมีรหัส OTP อีก” ศีลวัต กล่าว

แต่ไม่ว่าจะชอบแบบไม่ต้องลงโปรแกรม หรือ แบบลงโปรแกรม ธนาคารกรุงไทย มีให้ลูกค้าเลือกทั้งสองแบบ คือ  KTB Online@Mobile และ KTB Pocket Banking
สำหรับคนที่มีบัญชีอยู่กับหลายๆ ธนาคาร และขี้เกียจจะจำว่า ธนาคารไหนต้องเข้าเว็บไซต์ไหน หรือต้องโทรศัพท์ไปขอ link ที่เบอร์อะไร ก็อาจจะสบายขึ้นมานิดหนึ่งถ้าเป็นใช้โทรศัพท์ในเครือข่ายเอไอเอส เพราะมีบริการ AIS Mobile Banking ที่แค่กด *288# แล้วโทรออก

ทางเอไอเอสจะส่ง “เมนูธุรกรรมทางการเงิน” ซึ่งในนั้นจะมีรายการธนาคารบนโทรศัพท์มือถือของธนาคาร 5 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารทหารไทย ที่สามารถคลิกเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ของแต่ละธนาคารได้ทันที

ปลอดภัยไว้ก่อน

ถ้าเป็นคำแนะนำโดยทั่วไปก็ต้องบอกให้ตั้งรหัสผ่านที่เดาได้ยากและเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ และถ้าเป็นการใช้บริการธนาคารทางอินเตอร์เน็ตก็ควรจะหลีกเลี่ยงการใช้คอมพิวเตอร์สาธารณะ ไม่เปิดเมล์หรือดาวน์โหลดโปรแกรมที่ไม่น่าไว้ใจ เพราะไม่รู้ว่าจะมีไวรัสตัวร้ายมาขโมยรหัสผ่านของเราไปเมื่อไร

และสำหรับธนาคารมือถือก็เช่นเดียวกัน แต่ดูเหมือนว่า ความปลอดภัยของธนาคารมือถืออาจจะด้อยกว่าธนาคารทางอินเตอร์เน็ตอยู่สักหน่อย ไม่ใช่เพราะระบบของธนาคาร แต่เป็นเพราะความใส่ใจของพวกเรากันเองมากกว่า เพราะถ้าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ก็มักจะโปรแกรม Anti-Virus ไว้ป้องกัน แต่โทรศัพท์มือถือไม่ค่อยดาวน์โหลดมาใช้กัน

ธนาคารกรุงเทพให้คำแนะนำการใช้บริการธนาคารบนโทรศัพท์มือถือเพิ่มเติมอีกว่า อย่าดาวน์โหลด เปิด หรือ บันทึก SMS, MMS หรือโปรแกรมต่างๆ จากแหล่งที่ไม่รู้จัก ควรจะตรวจสอบโปรแกรมบนโทรศัพท์มือถือเป็นประจำ หากพบโปรแกรมแหลกปลอมหรือไม่รู้จัก ควรปิดเครื่องทันทีเพื่อป้องกันการแพร่ไวรัสต่อไป และนำเครื่องไปตรวจสอบและกำจัดไวรัส
นอกจากนี้ ต้อง “ออกจากระบบ” ทุกครั้งที่เสร็จสิ้นการใช้บริการ

ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ แนะนำว่า ถ้าไม่ใช้งาน Bluetooth ก็ไม่ควรเปิดทิ้งไว้ เพราะอาจจะเสี่ยงที่โทรศัพท์จะติดไวรัส และในการทำรายการไม่ควรคลิก “กลับ/back” บนโทรศัพท์มือถือ หลังจากคลิด “ยืนยัน/confirm” รายการแล้ว เพราะหากคลิก “กลับ” แล้วมาคลิก “ยืนยัน” อีกจะกลายเป็นการทำรายการซ้ำ 2 ครั้ง

นอกจากนี้ โทรศัพท์บางรุ่น บางยี่ห้อยังมีระบบเติมคำในช่องว่างแบบอัตโนมัติ เพื่อความสะดวกสบาย แต่คนที่ใช้บริการธนาคารมือถือไม่ควรจะเปิดใช้บริการนี้ เพราะมันจะเพิ่มความสะดวกให้กับคนที่แอบหยิบโทรศัพท์เราไปใช้ด้วยเช่นกัน

สำหรับระบบที่ต้องดาวน์โหลดโปรแกรมมาติดตั้งไว้ในโทรศัพท์ ถ้าโทรศัพท์หายหรือเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ก็ต้องรีบแจ้งยกเลิกไปที่ธนาคาร เพราะมีความเสี่ยงที่จะสูญเงินในบัญชีพอๆ กับการทำบัตรเอทีเอ็มหาย เพราะหากคนที่เก็บไป หรือ ตั้งใจขโมย สามารถเดารหัสเพื่อเข้าระบบได้ ก็สามารถโอนเงินออกจากบัญชีเราได้

ค่าใช้จ่าย

สำหรับธนาคารมือถือไม่มีธนาคารไหนคิดค่าสมัครใช้บริการ ขณะที่ค่าธรรมเนียมในการทำรายการต่างๆ ธนาคารก็จะคิดในอัตราปกติ แต่ “ธนาคารมือถือ” มีต้นทุนการใช้บริการจากการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น GPRS, EDGE หรือ 3G แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ

โดยทั่วไปผู้ให้บริการจะคิดค่า GPRS ในอัตรานาทีละ 1 บาท แต่สำหรับคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นประจำ ถ้าใช้แพ็คเกจ GPRS แบบเหมาจ่าย (ตัวอย่างตามตาราง) ก็อาจจะพอช่วยประหยัดรายจ่ายในส่วนนี้ลงได้บ้าง เพราะจะเสียเงินเพิ่มเฉพาะส่วนที่ใช้เกินแพ็คเกจอีกนาทีละ 0.5-1 บาท

เพราะฉะนั้นหลังการเปิดใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือ (ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเว็บไซต์ธนาคารมือถือ หรือ เว็บไซต์อื่น) ต้องตวรจสอบให้แน่ใจว่า เราได้ออกจากระบบและปิดสัญญาณ GPRS เรียบร้อยแล้ว

ไม่อย่างนั้นมือถือของเราคงจะดูดเงินออกจากธนาคารไปชั่วโมงละ 60 บาท วันละ 1,440 บาท เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้การยอมเดินตากแดดตัวดำ นั่งเบื่ออยู่ในรถที่ไม่ขยับเพราะติดม็อบ ยังจะประหยัดกว่า

แสดงผลเป็นเว็บไซต์ปกติ

กลับสู่ด้านบน กลับสู่ด้านบน

ไปยังเมนูอื่นๆ