เงินหมุน...เมื่อต้องหมุนเงิน ตอน ไม่มีเงิน แต่มีรถ

กลับมาตามสัญญาสำหรับคนที่กำลังมองหาแหล่งเงินหมุน ที่ยังโชคดีถึงจะไม่มีเงิน แต่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง เพราะสามารถนำไปขอใช้บริการ สินเชื่อจำนำทะเบียน ได้...

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ 

กลับมาตามสัญญาสำหรับคนที่กำลังมองหาแหล่งเงินหมุน ที่ยังโชคดีถึงจะไม่มีเงิน แต่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง เพราะสามารถนำไปขอใช้บริการ “สินเชื่อจำนำทะเบียน” แต่ก่อนจะขับรถเข้าไปแลกเงิน ลองมาทำความเข้าใจสินเชื่อประเภทนี้กันดูก่อน
และต้องขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก ธีรชาติ จิรจรัสพร ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารธนชาต รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการสินเชื่อประเภทนี้ทุกคนที่ให้ความร่วมมือ

สิ่งที่สำคัญที่สุดของสินเชื่อประเภทนี้ คือ ต้องมีรถยนต์ที่ปลอดภาระหนี้ มีเล่มทะเบียน และมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเล่มทะเบียนรถยนต์ เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่เรียกว่า “สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์”

เพราะมีรถ ถึงมีดีกว่า

ข้อได้เปรียบของการจำนำทะเบียน คือ “ไม่ต้องจอดรถ” เพราะแม้ว่าเราจะใช้รถยนต์ไปเป็นหลักประกันสินเชื่อ แต่เรายังสามารถครอบครองและใช้รถยนต์ได้เหมือนเดิม แต่ถ้าเราเดินเข้าโรงรับจำนำ สินทรัพย์ที่เรานำไปจำนำก็จะต้องไปนอนเล่นอยู่ที่โรงรับจำนำจนกว่าเราจะไปไถ่ถอนคืน

แต่นอกเหนือจากข้อได้เปรียบข้อนี้แล้ว สินเชื่อจำนำทะเบียนยังมีข้อได้เปรียบ “เงินหมุน” ประเภทอื่นๆ อยู่อีกหลายข้อ

วงเงินสูงกว่า

ธีรชาติ บอกว่า สินเชื่อประเภทนี้มักจะได้วงเงินสินเชื่อเฉลี่ยประมาณ 2.5 แสนบาทต่อสัญญา ซึ่งหากเป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อเงินสด โอกาสที่จะได้วงเงินสูงขนาดนี้อาจจะมีไม่กี่คน เพราะส่วนมากจะให้วงเงินจากฐานรายได้ต่อเดือน
หรือถ้าจะให้ได้วงเงินมากขนาดนี้ เราอาจจะต้องมีทองคำไปฝากไว้ที่โรงรับจำนำราวๆ 15 บาท

วงเงินต่อมูลค่าสินทรัพย์สูงกว่า

ถ้าเทียบกับสัดส่วนเงินสดที่จะได้จากการนำสินทรัพย์ไปจำนำที่โรงรับจำนำแล้ว การจำนำทะเบียนรถยนต์จะได้ “วงเงินต่อมูลค่าสินทรัพย์” สูงกว่า เพราะโดยมากแล้ววงเงินสินเชื่อจะอยู่ที่ 80-90% ของราคาประเมินรถยนต์ และก็มีบางบริษัทถึงกับโฆษณาว่าจะให้วงเงินกู้สูงสุดถึง 100% ของราคาประเมิน

แต่ก็อย่าคาดหวังว่าเราจะได้ “วงเงินสูงสุด” ตามที่โฆษณา เพราะในทางปฏิบัติยังมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีก นอกจากนี้ วงเงินที่ให้ยังขึ้นอยู่กับ “มูลค่ารถยนต์ที่บริษัท/ธนาคารประเมิน” ซึ่งเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประเมินราคาว่ามูลค่ารถยนต์ของเราใน “สายตา” ของเขามีราคาเท่าไหร่ ซึ่งมันอาจจะ “ไม่ถูกใจ” เราเท่าไรนัก

เพราะฉะนั้นก่อนที่จะขับรถไปให้เขาประเมินราคา (ซึ่งผู้ให้บริการแต่ละรายจะมีราคากลางที่แตกต่างกัน) ลองเข้าไปสำรวจตรวจสอบราคากลางเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นได้จากเว็บไซต์ของธนาคารธนชาต (www. thanachartbluebook.com) โดยที่ราคากลางของธนาคารธนชาตนั้นเป็น...

“ราคากลางเฉลี่ยที่กำหนดขึ้นโดยการรวบรวมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ อาทิ เช่น วารสารรถยนต์ ผู้ประกอบกิจการซื้อขายรถยนต์ใช้แล้ว (เต็นท์รถ) และราคาจบประมูลขายรถยนต์ใช้แล้วของกลุ่มธนชาต เป็นต้น ซึ่งแต่ละแหล่งข้อมูลมีวิธีการคิดคำนวณ โดยพิจารณาจากสภาพรถยนต์ ลักษณะการใช้งาน ระยะทางการใช้งาน รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดรถยนต์ใช้แล้วในขณะนั้นเป็นเงื่อนไขในการคิดคำนวณ”

อย่างน้อยก็เพื่อจะได้รู้เขา รู้เรา เผื่อว่าจะได้ใช้สำหรับการต่อรองกับเจ้าหน้าที่ เพราะแม้ว่าจะผ่านการอบรมมาเหมือนกัน แต่ต้องยอมรับว่ามีความเห็นส่วนตัวอยู่ไม่น้อย และรถยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน ปีเดียวกัน แต่สภาพต่างกัน ราคาประเมินจะไม่เท่ากัน

อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า

แม้ว่าผู้ให้บริการสินเชื่อประเภทนี้ไม่นิยมเปิดเผยตัวเลขอัตราดอกเบี้ยต่อสาธารณะ แต่ ธีรชาติ บอกว่า โดยทั่วไปแล้วอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อจำนำทะเบียนจะอยู่ระหว่าง 3.5-7% ต่อปี หรือเฉลี่ยแล้วก็อยู่ราวๆ 5% ต่อปี โดยคิดดอกเบี้ยแบบคงที่
แต่หากอยากจะนำไปเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก แบบง่ายๆ และรวดเร็ว ก็เพียงแค่นำ 2 ไปคูณ แต่หากผู้ให้บริการกำหนดออกมาเป็นดอกเบี้ยคงที่ต่อเดือน ก็สามารถคูณด้วย 12 ซึ่งจะกลายเป็นดอกเบี้ยต่อปี และนำมาคูณ 2 ได้เช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้นอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อจำนำทะเบียนไม่น่าจะเกิน 15% ต่อปี สำหรับการคำนวณแบบลดต้นลดดอก ซึ่งต่ำกว่าสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันเกือบครึ่ง

แต่ใคร หรือรถคันไหนจะได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่ เป็นเรื่องที่บอกได้ยากมาก เพราะการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อจำนำทะเบียนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งคุณภาพของหลักประกัน ระยะเวลาการกู้ และวงเงินกู้ รวมทั้งเขตพื้นที่ที่ขอสินเชื่อ (สำหรับผู้ให้บริการบางเจ้า คนกรุงจะได้ดอกเบี้ยต่ำกว่า)

อายุรถ – รถยนต์เก่า หรือรถที่มีอายุมากๆ ก็ต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่ารถยนต์ที่อายุน้อยกว่าเป็นธรรมดา โดยผู้ให้บริการจะกำหนดอายุรถสูงสุดที่จะมาใช้เป็น|หลักประกันสินเชื่อไว้ไม่เกิน 10-15 ปี เช่น ลีสซิ่งกสิกรไทย ในเครือธนาคารกสิกรไทย กำหนดไว้ว่า “รถยนต์ที่นำมาขอสินเชื่อนี้จะต้องมีอายุนับจากวันที่จดทะเบียนครั้งแรกไม่เกิน 10 ปี หรือเมื่อรวมกับจำนวนงวดที่ลูกค้าต้องการผ่อนชำระแล้ว ต้องไม่เกิน 14 ปี”

นอกจากนี้ ในบางกรณีแม้อายุรถจะเกินกว่าเงื่อนไขที่กำหนดไว้ แต่ก็สามารถ “ต่อรอง” กันได้ เช่น ธนาคารธนชาต ที่ระบุไว้ว่ารถจะต้องจดทะเบียนไม่เกิน 12 ปี แต่ ธีรชาติ บอกว่า สามารถรับได้สูงสุดถึง 15 ปี

ประเภทรถ – ถ้าเป็นรถยนต์นั่ง 4 ประตู หรือ “รถเก๋ง” ย่อมได้ดอกเบี้ยต่ำกว่ารถยนต์เพื่อการพาณิชย์ หรือรถปิกอัพ

ยี่ห้อรถ – คงจะเหมือนกับรถมือสอง ที่หากเป็นรถในกลุ่ม “รถตลาด” หรือรถที่ได้รับความนิยมมากกว่า ราคาขายต่อจะดีกว่ารถที่ “ไม่ใช่รถตลาด” เพราะอัตราดอกเบี้ยสำหรับรถตลาดจะต่ำกว่า

ระยะเวลาผ่อนชำระนานกว่า

หากคิดว่าสินเชื่อเงินสดที่สามารถเลือกระยะเวลาผ่อนชำระได้ 60 เดือน เรียกว่านานแล้วละก็ สินเชื่อจำนำทะเบียนสามารถเลือกผ่อนได้นานกว่านั้น เพราะบางแห่งกำหนดระยะเวลากู้สูงสุดไว้ถึง 72 เดือน หรือ 6 ปี

แต่การเลือกระยะเวลาผ่อนชำระคงต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะยิ่งผ่อนนาน ดอกเบี้ยยิ่งพอกพูน แต่การเลือกผ่อนสั้น จำนวนเงินผ่อนต่อเดือนก็จะสูง ซึ่งในบางกรณีอาจจะเกินความสามารถในการผ่อนชำระ จนต้องยอมเลือกผ่อนยาวขึ้น เพราะผู้ให้บริการมักจะกำหนดเงินผ่อนต่องวดไว้ไม่เกิน 2-2.5 เท่าของรายได้ต่อเดือน

อายุที่สามารถกู้ได้มากกว่า

สินเชื่อทั่วๆ ไปมักจะมีเพดานอายุของผู้กู้เอาไว้ที่ 60 ปี นอกจากนี้ยังกำหนดลึกลงไปอีกว่า อายุผู้กู้เมื่อรวมกับระยะเวลาการกู้จะต้องไม่เกิน 60 ปี เพราะฉะนั้นหากมีระยะเวลากู้ 5 ปี อายุสูงสุดที่กู้ได้ต้องไม่เกิน 55 ปี

แต่สินเชื่อประเภทนี้คนอายุ 70 ปี ก็สามารถกู้ได้ เช่น ลีสซิ่งกสิกรไทย กำหนดคุณสมบัติผู้กู้เอาไว้ที่ 20-70 ปี

รู้ผลการอนุมัติและได้รับเงินเร็วกว่า

ถ้าเทียบกับการเข้าโรงรับจำนำ การจำนำทะเบียนรถก็ถือว่าช้ากว่าหลายก้าว แต่ถ้าไปเทียบกับการใช้สินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ สินเชื่อจำนำทะเบียนน่าจะได้เปรียบหลายช่วงตัว เพราะหลายแห่งรับประกันว่าจะได้รับเงินภายใน 1 วัน

แต่อย่าเพิ่งไปวางใจกับคำโฆษณาว่ารับเงินภายใน 1 วันทำการ เพราะระยะเวลา 1 วันนั้น เป็น 1 วันหลังจากได้รับอนุมัติ เพราะฉะนั้นถ้าระยะเวลาที่ต้องใช้เงินด่วนๆ อาจจะไม่ทันใจ คงต้องทำใจเผื่อๆ เอาไว้หน่อย สัก 3 วัน น่าจะพอ และที่สำคัญ คือ ต้องเตรียมเอกสารไปให้พร้อม

คิดต่าง สัญญาต่าง

นอกจากรู้ “ข้อได้เปรียบ” ของสินเชื่อจำนำทะเบียนแล้ว ยังต้องศึกษาให้ลึกลงไปถึง “ลักษณะของสัญญา” เพราะแม้ว่าจะเป็นสินเชื่อที่ใช้รถยนต์เป็นหลักประกันเหมือนกัน แต่ในปัจจุบันมีรูปแบบสัญญาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ สัญญาเช่าซื้อ กับสัญญาเงินกู้

“สัญญาเช่าซื้อ” เป็นรูปแบบที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่นำมาใช้ โดยมีหลักการเบื้องหลัง คือ เราทำสัญญาขายรถยนต์ให้กับสถาบันการเงิน หรือผู้ให้บริการสินเชื่อ จากนั้นเราทำสัญญาเช่าซื้อรถกลับมา โดยที่ผู้ให้บริการจะมีชื่อเป็นเจ้าของรถ และเรามีชื่อเป็นผู้ครอบครอง

ขณะที่ “สัญญาเงินกู้” เป็นรูปแบบสัญญาที่ธนาคารทิสโก้ นำมาสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง พร้อมกับบอกว่ารูปแบบของสัญญาเงินกู้ ทำให้ไม่ต้องโอนชื่อในเล่มทะเบียน เพราะจะใช้รูปแบบของการ “โอนลอย”

แต่ทั้งสองแบบ มีข้อดีและข้อด้อยต่างกัน โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมที่จะเกิดขึ้น โดยหากเป็นสัญญาเช่าซื้ออาจจะมีค่าโอนทะเบียน ค่าอากร ค่าตรวจสภาพ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าทำสัญญา ซึ่งจะมากน้อยแตกต่างกันไป แต่หากเป็นสัญญาเงินกู้จะกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมไว้อัตราเดียวที่ 1.5% ของวงเงินกู้

ดังนั้น หากลองเปรียบเทียบกรณีได้รับวงเงิน 2.5 แสนบาทเท่ากัน การกู้กับกรุงศรี ออโต้ จะต้องเสียค่าธรรมเนียมทั้งหมด 4,000 บาท แต่หากเป็นธนาคารทิสโก้ จะมีค่าธรรมเนียม 3,750 บาท

นอกจากนี้ กรณีปิดบัญชีก่อนกำหนด หากเป็นเช่าซื้อจะได้ลดดอกเบี้ย 50% ของดอกเบี้ยที่เหลือตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

อีกหนึ่งรายการที่เป็นค่าใช้จ่ายของสินเชื่อประเภทนี้ คือ การทำประกันภัย เพราะผู้ให้บริการจะบังคับให้ต้องทำประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 เอาไว้ด้วย เว้นแต่ว่าเรามีประกันภัยอยู่แล้ว และประกันภัยมีอายุความคุ้มครองมากกว่า 3-6 เดือน จะสามารถหลีกเลี่ยงการทำประกันภัยได้ เพียงแต่ต้องเสีย “ค่าเสี่ยงประกัน” โดยอาจจะกำหนดเป็นจำนวนเงินที่ชัดเจน เช่น 3,000 บาท หรือกำหนดเป็นสัดส่วนของค่าเบี้ยประกัน เช่น 18-20%

เช่น กรุงศรี ออโต้ กำหนดไว้ว่าถ้ายอดสินเชื่อเกิน 3 แสนบาท จะบังคับทำประกันภัยประเภท 1 ขณะที่ธนาคารธนชาต กำหนดว่าถ้ายอดสินเชื่อเกิน 4 แสนบาท จะบังคับทำประกันภัยประเภท 1 หรือจะเลือกเป็นแบบ One Lite ซึ่งมีเบี้ยประกันต่ำลงมาก็ได้

นอกจากสินเชื่อจำนำทะเบียนแล้ว สำหรับคนมีรถแต่ยังผ่อนไม่หมด ก็สามารถมี “เงินหมุน” ได้เช่นเดียวกัน เพราะมีสถาบันการเงินหลายแห่งยินดีจะให้วงเงินกู้เพิ่มเติม เช่น สินเชื่อสารพัดนึกของธนาคารธนชาต รวมทั้ง “Tisco Top Up” ที่ธนาคารทิสโก้เตรียมเปิดตัวในเร็วๆ นี้

แต่ถ้าขึ้นชื่อว่าใช้รถเป็นหลักประกัน ไม่ว่าจะเป็นสัญญาแบบไหนก็มีลักษณะแบบเดียวกัน คือ ถ้าผิดนัดชำระก็โดนยึดรถได้เช่นเดียวกัน โดยมีระยะเวลาเช่นเดียวกับสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ปกติ คือ ไม่จ่าย 3 เดือน ยกเลิกสัญญา และเดือนที่ 4 ติดตามนำรถคืน

เพราะฉะนั้นก่อนจะขับรถตรงไปแลกเป็นเงิน ควรจะตรวจสอบความสามารถในการผ่อนชำระให้ดีก่อน เพราะรถของเราจะได้เป็นรถของเราไปตลอดรอดฝั่ง

แสดงผลเป็นเว็บไซต์ปกติ

กลับสู่ด้านบน กลับสู่ด้านบน

ไปยังเมนูอื่นๆ