สุขนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม วรัญญา สะอาดเอี่ยม ริเท็นนิส

ด็อกเตอร์สาวสองสัญชาติ ขอเป็นผู้ส่งสารทางตัวอักษร ผ่านหนังสือขายดี "เมื่อความสุขอยู่รอบตัวเรา"

โดย...อัคร เกียรติอาจิณ

อันที่จริงเราอยากจะนั่งคุยยาวๆ กับเธอ แต่ก็ติดตรงที่ว่าตอนนี้เธออยู่ออสเตรเลีย การตอบโต้ถึงกันทางอีเมลจึงน่าจะสะดวกสุด และเช้าตรู่วันจันทร์ (11 ม.ค.) อีเมลจาก "ดร.วรัญญา สะอาดเอี่ยม ริเท็นนิส" ก็ถูกส่งมาถึงเรา

วรัญญา สะอาดเอี่ยม ริเท็นนิส หรือ ดร.หนึ่ง ถือสองสัญชาติ ทั้งไทยและออสเตรเลียน จบการศึกษาปริญญาเอก ด้านการสื่อสารมวลชน สาขาวางแผนการประชาสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จาก RMIT University นครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

ชีวิตเธอหมดไปกับการเดินทางระหว่างเมืองระหว่างประเทศ ในฐานะ ผู้ประสานงานและดูแลลูกค้าของบริษัท Ventures International Group ซึ่งปัจจุบันรั้งตำแหน่งรองประธานกรรมการ แผนกประสานงานธุรกิจระหว่างประเทศ รวมทั้งยังเป็นที่ปรึกษาและประสานงานด้านสื่อต่างๆ ให้กับหลายๆ หน่วยงานรัฐบาลออสเตรเลีย

มีงานประจำทำเป็นหลักแหล่ง แต่ด้วยความไม่หยุดนิ่งและชอบขีดๆ เขียนๆ เธอจึงเจียดเวลาบางส่วนมาจับปากกา โดยเริ่มจากงานแปลก่อน The Science of Getting Rich (ศาสตร์แห่งความมั่งคั่งร่ำรวย) คือผลงานเล่มแรก ซึ่งได้รับ การตอบรับที่ดีเกินคาด ต่อด้วยเล่มที่ 2 Happiness is all Around หรือเมื่อความสุขอยู่รอบตัวเรา (จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊คส์) เธอภูมิใจนำเสนอยิ่งนัก เพราะเป็นการลงมือเขียนเอง สำนวน ลีลา และการเล่าเรื่องคงสไตล์ของตัวเธอ

"ดิฉันอยากเป็น Messenger หรือผู้ส่งสารมากกว่า ซึ่งอาจจะผ่านวิธีที่แตกต่างกัน ไม่จำเป็นว่าต้องใช้การเขียนเพียงอย่างเดียว อาจจะสื่อสารทางภาษาพูดก็ได้ แต่ตอนนี้การเขียนเป็นทั้งเรื่องที่ใช่และใกล้เคียงที่สุดแล้วละค่ะ"

จุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือเล่มนี้ เธอว่าได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทาง มีโอกาสได้พบปะผู้คน เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้น ทั้งจากหน้าที่การงาน คนรอบข้าง แม้กระทั่งในคุก

"ตอนไปเป็นวิทยากรปลุกใจให้นักโทษรักตัวเอง ได้รับข้อมูลหลากหลาย ทำให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน พูดภาษาอะไร ยากจนร่ำรวยเพียงใด ทุกคนค้นหาจุดหมายเดียวกัน นั่นคือ ความสุข แล้วมันก็ตกผลึก จากประสบการณ์ตรงของดิฉันเอง การทำถูก ทำผิด สลับไปมายาวนาน ผ่านร้อนผ่านหนาว จนสะสม เป็นการตระหนักรู้พื้นฐานถึงความเข้าใจในชีวิต พบว่าแท้จริงใจมีอิสระได้โดยไม่ต้องผูกไว้กับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า เพียงฝึกกตัญญูกับทุกบทเรียน และสิ่งที่เรามีง่ายๆ รอบตัว"

กระทั่งบุคคลสำคัญที่เคยกล่าวคำคมๆ ไว้ และเธอก็นำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้ เช่นว่า อับราฮัม ลินคอล์น "คนส่วนใหญ่มีความสุขได้เท่ากับที่พวกเขาตัดสินใจให้ตัวเองมีความสุข" ชาร์ลส เดอ มองเตสกิเออ (นักปรัชญา นักอักษรศาสตร์ และนักกฎหมายชาวฝรั่งเศส) "ความสุขจอมปลอม ทำให้คนเครียดและหยิ่ง และความสุขนั้นไม่สื่อสารถึงใคร ความสุขที่แท้จริง ทำให้คนมีเมตตาและมีเหตุผล และความสุขนั้นมักจะแบ่งปันให้คนอื่น"

Happiness is all Around ร้อยเรียงด้วยภาษาที่เรียบๆ ไม่หวือหวาเท่าไหร่ แต่กลับสื่อความหมายได้ตรงประเด็น สละสลวยงดงาม เห็นภาพระหว่างสิ่งที่ผู้เขียนยกมาอ้างอิง ทั้งนามธรรมและรูปธรรม โดยมีกรณีศึกษาเป็นบทสัมภาษณ์ของผู้คนหลากหลายอาชีพ เพื่อช่วยตอกย้ำว่าความสุขคือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา (จริงๆ) ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินกว่าจะฉวยไว้ หรือแสวงหาด้วยวิธีจ่ายเงินแพงๆ สักนิดเดียว

ความหนา 290 หน้า ทำเอาหลายคนเริ่มขยาดกลัว ยิ่งเนื้อหาพูดเรื่อง จิตใจเป็นแกนหลักด้วยแล้ว ความเหนื่อยหน่ายก็อาจก่อเกิดขึ้นได้ แต่เพราะผู้เขียนพยายามย่อยให้มันเสพง่ายและแจ่มแจ้งในบางแง่มุม ชวนติดตามตลอด ไม่ถึงชั่วโมงจึงจบเล่มรวดเดียวสบายๆ

"รูปธรรมกับนามธรรมนั้นเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงและสนับสนุนกัน เราต้องถามคำถามด้วยหัวใจ เพื่อให้เจ้าของเรื่องเล่าด้วยหัวใจ ใช้ใจคุยกับเจ้าของเรื่อง ละเอียดกับทุกอย่าง เมื่อคลื่นบวกจูนตรงกัน ก็นับเป็นการสร้างองค์รวมความรู้ เจ้าของเรื่องก็จะเล่ารายละเอียดอย่างเป็นธรรมชาติ เราก็ใช้คำพูดจริงๆ จากเจ้าของเรื่อง เมื่อนำมาเขียน คนเขียนก็เอาใจเขียน เรื่องยากก็กลายเป็นง่ายขึ้นคะ ฉะนั้นการย่อยความสุขและเรื่องของจิตใจให้เป็นเรื่องอ่านง่ายๆ มันเริ่มมาจากความสามารถที่รู้สึกร่วมไปกับเจ้าของเรื่องได้อย่างลึกซึ้งนั่นละ"

ผ่านงานเขียนมาไม่มาก ประสบการณ์ยังไม่เยอะ แน่นอน...วรัญญาย่อมเจอเรื่องให้ท้าทาย เธอยอมรับงานเขียนชิ้นนี้ใช้ความตั้งใจจริงจากสมองและสองมืออย่างเดียวไม่ได้ แต่มันคือความรัก โดยเธอต้องโฟกัสความคิดไว้ที่ขั้วบวกเสมอ เพื่อที่ จะเพิ่มความสร้างสรรค์ในการทำโครงร่างและกำหนดเนื้อหาของหนังสือ

"ทุกตัวอักษร ไม่ได้นั่งเทียนเขียนเพื่อมาร์เกตติง เพื่อสักแต่จะนำออกไปขาย ต้องเสาะหาเจ้าของเรื่อง เดินทางไปพบเจ้าของเนื้อเรื่อง ทำความคุ้นเคย เก็บข้อมูลการสนทนาของเจ้าของเรื่องทุกคนในเล่ม มีการบันทึกเทปวิดีโอ หรืออัดเสียงไว้ทั้งหมด โดยดิฉันเป็นผู้สัมภาษณ์ หรือ ผู้ถาม ต้องเตรียมพลังงานจูนให้เข้ากับเรื่อง"

ไม่หมดแค่นั้น ความท้าทายที่เธอเจออีกอย่างคือ ต้องพร้อมถอดรหัสเรื่องราวธรรมดาที่ทรงพลังของแต่ละชีวิต นำเสนอออกมาให้ตรงกับพลังแห่งคำพูดของ เจ้าของเรื่อง และด้วยเป็นการสัมภาษณ์สด การรับฟัง ตีความหมาย จึงต้องมีใจเป็นกลาง ต้องทำงานด้วยจิตว่าง คิดบวกบนพื้นฐานของปัญญา ไม่เข้าข้าง ไม่ตัดสิน

"ก่อนที่เขียนจะสรุปออกมาเป็นตัวอักษร ดิฉันต้องไม่ถือตนว่าเป็นผู้เขียน เป็นทีมงาน เป็นผู้เชี่ยวชาญทางความสุข คือต้องเตรียมพร้อม ตั้งใจจริง รับฟังข้อมูล โดยไม่นำประสบการณ์ส่วนตัว ความคิดเห็นของตัวเอง ไปปะปนเรื่องราวของเจ้าของเรื่อง รวมทั้งต้องเคารพเจ้าของเรื่อง ไม่ขัดจังหวะ หรือซุ่มซ่ามไปแตะจุดปิดอารมณ์ของเจ้าของเรื่อง เพราะทุกคนเล่าโดยธรรมชาติ ชีวิตและความสุขของเขา ไม่มีสคริปต์"

ทุกแห่งหนมีความสุขซ่อนอยู่ ทุกคนก็สามารถสัมผัสความสุขได้ งานเขียนเล่มนี้บอกอย่างนั้น และตัวผู้เขียนเองก็ยืนกรานเช่นนั้น นิยามความสุขของคนเราอาจแตกต่างกัน สำคัญคือว่าต้องเป็นความสุขที่ส่งผลต่อใจด้วย

"วันนี้ยังมีลมหายใจ คือความหวัง นี่คือนิยามความสุขของดิฉัน ไม่จำต้องขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ ทำใจให้เปี่ยมรัก มีเมตตากรุณา เป็นพลังแห่งนิสัยให้เคยชิน ดิฉันสามารถสร้างความสุข และเห็นความสุขได้เกือบตลอดเวลา พูดไปก็เหมือนกับชื่นชมตัวเอง แต่ต้องพูด เพราะเป็นความจริง ดิฉัน ฝึกและสร้างให้ตัวเองเป็นคนแบบเรียบๆ ง่ายๆ ธรรมชาติ และธรรมดา ยอมรับและเข้าใจสิ่งรอบตัว เข้าใจในความไม่เฟอร์เฟกต์ และความไม่เฟอร์เฟกต์นี่แหละ คือนิยามความสุขที่กลมกลืนและเฟอร์เฟกต์ที่สุดของดิฉัน อย่างการเขียนหนังสือเล่มนี้มีทุกข้อจำกัด แต่ดิฉันคิดว่านั่นคือสิ่งที่ เป็นประโยชน์ และเป็นสิ่งที่เรากตัญญูกับบทเรียน ตั้งใจใช้ความแตกต่างเป็นองค์ความรู้ เพื่อเป็นแสงสว่างในการทำงานชิ้นต่อไป"

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น 1: 10 ส.ค.2553, 17:26น.
รักพี่หนึ่งสุดๆ :)

กลับสู่ด้านบน กลับสู่ด้านบน