ข้าวแต๋น วาไรตี้...หลากรส

"เราต้องการให้สินค้าพื้นบ้านของไทย ขยายตลาดออกไปสู่ตลาดโลกมากที่สุด โดยเฉพาะข้าวไทย จึงต้องการที่จะพัฒนาเพิ่มมูลค่าสินค้า เพื่อให้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ"

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

ข้าวแต๋น ขนมพื้นบ้านที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น แต่เดิมเรียก “ข้าวเย็นทอด” ต่อมาได้ถูกดัดแปลงโดยการนำน้ำตาลมาโรยหน้าข้าวเย็นทอด จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ข้าวแต๋น”

ที่ จ.ลำปาง มีสูตรที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากจังหวัดอื่นๆ จนปัจจุบันข้าวแต๋นกลายเป็นของฝากที่ขึ้นชื่อของ จ.ลำปาง และเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยข้าวแต๋นได้ถูกนำมาพัฒนาอีกครั้งโดยการปรับปรุงรูปแบบ รสชาติ ให้กลายเป็นขนมที่มีความทันสมัย ถูกปากลูกค้าทุกเพศ ทุกวัย

สุดท้ายจึงได้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ อบในระบบปิด ป้องกันการปนเปื้อนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตที่เป็นที่ยอมรับของลูกค้าต่างชาติด้วย

ด้านการผลิต มีการรวมตัวกันทำเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม มีการจ้างชาวบ้านจาก 13 หมู่บ้าน มีแรงงานรวมกว่า 300 คน ขณะเดียวกันยังได้มีการสร้างเครือข่ายเป็นคลัสเตอร์ กับโรงงานในอำเภออื่นๆ กว่า 56 โรงงาน เพื่อมาช่วยกันผลิตในเวลาที่มีคำสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก

"การทำธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ต้องพัฒนาไม่ยึดติดกับอะไรเดิมๆ ธุรกิจถึงจะอยู่ได้ ไม่ว่าขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ โดยเรามีเป้าหมายที่ตลาดแคร็กเกอร์โลกที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท จึงต้องการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในส่วนแบ่งตลาดนี้บ้าง"

สุธานี กล่าวด้วยว่า ช่องทางการจำหน่าย พยายามสรรหาทุกช่องทาง ทั้งการจำหน่ายผ่านอินเทอร์เน็ต มีหน้าร้านที่โรงงาน มีศูนย์กระจายสินค้า 4 แห่ง ได้แก่ บางกะปิ บางปะกง บางขุนนนท์ และตลาดชัย โดยจะส่งตรงสินค้ามาจากลำปางมายังศูนย์กระจายสินค้าทุกแห่ง กระจายสินค้าต่อไปยังร้านค้าปลีกต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น ร้านขายของฝาก ร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพ และห้างสรรพสินค้า รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ต

ราคาขายสินค้ามีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 15 บาท ถึง 175 บาท แล้วแต่ขนาด รสชาติ และแบบบรรจุภัณฑ์

ขณะที่ตลาดส่งออกมีการขายผ่านตัวแทนจำหน่าย รวมถึงการไปออกงานแสดงสินค้า ทำให้ลูกค้าต่างชาติรู้จักสินค้าไทยมากขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเมืองไทย เมื่อได้ซื้อสินค้าไปแล้วก็ติดใจ ถึงกับสั่งซื้อกลับมาใหม่อีก ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะไปช่วยขยายตลาดในต่างประเทศอีกทางหนึ่ง

สุธาณี กล่าวว่า ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจในชุมชน ที่คนในพื้นที่ช่วยกันสร้างขึ้นมา มีการลงทุนเบื้องต้นเพียง 3 แสนบาท เริ่มต้นจากการผลิตแบบเล็กๆ และค่อยๆ ขยายตัวออกไปสร้างเครือข่าย ใช้เวลาในการคืนทุนประมาณ 3 ปี เนื่องจากมีการลงทุนเทคโนโลยีที่มีราคาค่อนข้างแพงประมาณ 5 แสนบาท แต่ก็คุ้มค่าต่อการผลิต ทำให้ระยะเวลาในการคืนทุนค่อนข้างช้า

ในส่วนอุปสรรคหลักของการทำธุรกิจด้านนี้ คือ ขาดแคลนแรงงาน แม้ว่าแรงงานจะมีรายได้ 250-300 บาทต่อวัน แต่ก็ยังขาดคนอยู่ ทำให้ไม่สามารถรับคำสั่งซื้อในจำนวนมากได้ เพราะขณะนี้ก็ได้เดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตแล้ว

ปัญหาราคาข้าวที่ผันผวน ก็เป็นอีกอุปสรรคที่ต้องระมัดระวังมาก เพราะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น กลุ่มก็พยายามที่จะรวมตัวกันซื้อวัตถุดิบในปริมาณมาก เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองราคา โดยโรงงานจะใช้วัตถุดิบข้าวประมาณ 4 ตันต่อวันในการผลิต รวมทั้งจะใช้วิธีคาดการณ์ราคาข้าวล่วงหน้า และเลือกซื้อข้าวในช่วงที่คิดว่าจะเป็นราคาที่เหมาะสม ตลอดจนให้วิธีบริหารจัดการสินค้าคงคลัง เพื่อซื้อวัตถุดิบสต๊อกไว้ใช้ให้เพียงพอ ในราคาที่ไม่ขาดทุนมาก

สุธาณี วางเป้าหมายธุรกิจไว้ว่า หลังจากนี้จะพยายามขยายตลาดต่างประเทศออกไปให้มากที่สุด มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ข้าวไทย และจะเพิ่มรสชาติให้แก่ข้าวแต๋นอย่างต่อเนื่อง

“เราต้องการให้สินค้าพื้นบ้านของไทย ขยายตลาดออกไปสู่ตลาดโลกมากที่สุด โดยเฉพาะข้าวไทย จึงต้องการที่จะพัฒนาเพิ่มมูลค่าสินค้า เพื่อให้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำในประเทศไทยลดลง แต่ก็อยากให้รัฐบาลปล่อยราคาข้าวให้เป็นไปตามกลไกตลาด มากกว่าการเข้ามาแทรกแซงราคา และหันมาสนับสนุนการพัฒนาเพิ่มมูลค่าข้าวไทยให้แก่|ผู้ประกอบการมากขึ้น” สุธาณี กล่าว

************************

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ที่โทร 08-1558-4983 หรือhttp://khaotanricecracker.blogspot. com

แสดงผลเป็นเว็บไซต์ปกติ

กลับสู่ด้านบน กลับสู่ด้านบน

ไปยังเมนูอื่นๆ