ข้าวแต๋น วาไรตี้...หลากรส

"เราต้องการให้สินค้าพื้นบ้านของไทย ขยายตลาดออกไปสู่ตลาดโลกมากที่สุด โดยเฉพาะข้าวไทย จึงต้องการที่จะพัฒนาเพิ่มมูลค่าสินค้า เพื่อให้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ"

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

ข้าวแต๋น ขนมพื้นบ้านที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น แต่เดิมเรียก “ข้าวเย็นทอด” ต่อมาได้ถูกดัดแปลงโดยการนำน้ำตาลมาโรยหน้าข้าวเย็นทอด จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ข้าวแต๋น”

ที่ จ.ลำปาง มีสูตรที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากจังหวัดอื่นๆ จนปัจจุบันข้าวแต๋นกลายเป็นของฝากที่ขึ้นชื่อของ จ.ลำปาง และเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยข้าวแต๋นได้ถูกนำมาพัฒนาอีกครั้งโดยการปรับปรุงรูปแบบ รสชาติ ให้กลายเป็นขนมที่มีความทันสมัย ถูกปากลูกค้าทุกเพศ ทุกวัย

สุธาณี เยาวพัฒน์ กรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนสามัญข้าวแต๋น แม่บัวจันทร์ ประธานกลุ่มผู้ผลิตข้าวแต๋น วัย 54 ปี กล่าวว่า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านทุ่งมานเหนือ ต.บ้านเป้า อ.เมือง จ.ลำปาง ได้ร่วมกันพัฒนาสินค้าพื้นบ้านที่เป็นที่รู้จักกันมานานอยู่แล้ว โดยการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ และเพิ่มรสชาติ รูปแบบ ให้ข้าวแต๋น ภายใต้แบรนด์ ข้าวแต๋นบัวจันทร์ เพื่อขยายฐานตลาดลูกค้า และช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทย ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน

ขณะนี้ได้พัฒนาออกมาแล้วจำนวน 27 รูปแบบ เช่น ข้าวแต๋นรูปหัวใจ และข้าวแต๋นข้าวกล้องเคลือบช็อกโกแลต เป็นต้น ขณะเดียวกันยังได้เพิ่มรสชาติให้มีความหลากหลาย โดยมีถึง 39 รสชาติ เช่น รสต้มยำ สาหร่าย ใบเตย งาดำ วาซาบิ ชีส เป็นต้น จากเดิมที่มีแต่รสหวานธรรมดา

การเพิ่มเติมรสชาติต่างๆ จะขึ้นอยู่กับความนิยมของลูกค้า เช่น นิยมสาหร่าย วาซาบิ ก็ผลิตออกมาขาย รวมทั้งยังคงนำรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยมาทำเป็น 1 ในหลายรสชาติด้วย เช่น รสใบเตย รสสมุนไพร รสน้ำพริกเผาหมูหยอง

ส่งผลให้สินค้า มีความแตกต่าง โดดเด่นจากข้าวแต๋นทั่วไป ทำให้เกิดจุดเด่นทั้งด้านคุณภาพ ความอร่อย สวยงาม มีหลากหลายรสชาติ จากการที่ได้นำสินค้าแบบใหม่ไปเสนอขายให้กับลูกค้าเดิมก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี จึงได้ขยายกลุ่มลูกค้าออกไปอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันข้าวแต๋นบัวจันทร์ได้ถูกส่งไปขายทั้ง 57 จังหวัด 26 ประเทศ เช่น คูเวต ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ และแคนาดา รวมทั้งได้รับจ้างผลิตเป็นขนมขบเคี้ยวให้กับบริษัทต่างๆ มากมาย

นอกจากการเพิ่มรสชาติให้มีความหลากหลายแล้ว ขนมข้าวแต๋นแม่จันทร์ ยังมีกระบวนการผลิตที่รักษาสิ่งแวดล้อม โดยในขั้นตอนการอบขนมได้นำเทคโนโลยีโดมพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาใช้ เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดเวลาในการอบ เพราะแต่เดิมใช้เครื่องอบธรรมดา ใช้เวลาอบนาน เปลืองไฟมาก จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีตากแดด ก็ใช้เวลานานกว่า 2 วัน

สุดท้ายจึงได้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ อบในระบบปิด ป้องกันการปนเปื้อนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตที่เป็นที่ยอมรับของลูกค้าต่างชาติด้วย

ด้านการผลิต มีการรวมตัวกันทำเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม มีการจ้างชาวบ้านจาก 13 หมู่บ้าน มีแรงงานรวมกว่า 300 คน ขณะเดียวกันยังได้มีการสร้างเครือข่ายเป็นคลัสเตอร์ กับโรงงานในอำเภออื่นๆ กว่า 56 โรงงาน เพื่อมาช่วยกันผลิตในเวลาที่มีคำสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก

"การทำธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ต้องพัฒนาไม่ยึดติดกับอะไรเดิมๆ ธุรกิจถึงจะอยู่ได้ ไม่ว่าขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ โดยเรามีเป้าหมายที่ตลาดแคร็กเกอร์โลกที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท จึงต้องการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในส่วนแบ่งตลาดนี้บ้าง"

สุธานี กล่าวด้วยว่า ช่องทางการจำหน่าย พยายามสรรหาทุกช่องทาง ทั้งการจำหน่ายผ่านอินเทอร์เน็ต มีหน้าร้านที่โรงงาน มีศูนย์กระจายสินค้า 4 แห่ง ได้แก่ บางกะปิ บางปะกง บางขุนนนท์ และตลาดชัย โดยจะส่งตรงสินค้ามาจากลำปางมายังศูนย์กระจายสินค้าทุกแห่ง กระจายสินค้าต่อไปยังร้านค้าปลีกต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น ร้านขายของฝาก ร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพ และห้างสรรพสินค้า รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ต

ราคาขายสินค้ามีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 15 บาท ถึง 175 บาท แล้วแต่ขนาด รสชาติ และแบบบรรจุภัณฑ์

ขณะที่ตลาดส่งออกมีการขายผ่านตัวแทนจำหน่าย รวมถึงการไปออกงานแสดงสินค้า ทำให้ลูกค้าต่างชาติรู้จักสินค้าไทยมากขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเมืองไทย เมื่อได้ซื้อสินค้าไปแล้วก็ติดใจ ถึงกับสั่งซื้อกลับมาใหม่อีก ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะไปช่วยขยายตลาดในต่างประเทศอีกทางหนึ่ง

สุธาณี กล่าวว่า ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจในชุมชน ที่คนในพื้นที่ช่วยกันสร้างขึ้นมา มีการลงทุนเบื้องต้นเพียง 3 แสนบาท เริ่มต้นจากการผลิตแบบเล็กๆ และค่อยๆ ขยายตัวออกไปสร้างเครือข่าย ใช้เวลาในการคืนทุนประมาณ 3 ปี เนื่องจากมีการลงทุนเทคโนโลยีที่มีราคาค่อนข้างแพงประมาณ 5 แสนบาท แต่ก็คุ้มค่าต่อการผลิต ทำให้ระยะเวลาในการคืนทุนค่อนข้างช้า

ในส่วนอุปสรรคหลักของการทำธุรกิจด้านนี้ คือ ขาดแคลนแรงงาน แม้ว่าแรงงานจะมีรายได้ 250-300 บาทต่อวัน แต่ก็ยังขาดคนอยู่ ทำให้ไม่สามารถรับคำสั่งซื้อในจำนวนมากได้ เพราะขณะนี้ก็ได้เดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตแล้ว

ปัญหาราคาข้าวที่ผันผวน ก็เป็นอีกอุปสรรคที่ต้องระมัดระวังมาก เพราะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น กลุ่มก็พยายามที่จะรวมตัวกันซื้อวัตถุดิบในปริมาณมาก เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองราคา โดยโรงงานจะใช้วัตถุดิบข้าวประมาณ 4 ตันต่อวันในการผลิต รวมทั้งจะใช้วิธีคาดการณ์ราคาข้าวล่วงหน้า และเลือกซื้อข้าวในช่วงที่คิดว่าจะเป็นราคาที่เหมาะสม ตลอดจนให้วิธีบริหารจัดการสินค้าคงคลัง เพื่อซื้อวัตถุดิบสต๊อกไว้ใช้ให้เพียงพอ ในราคาที่ไม่ขาดทุนมาก

สุธาณี วางเป้าหมายธุรกิจไว้ว่า หลังจากนี้จะพยายามขยายตลาดต่างประเทศออกไปให้มากที่สุด มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ข้าวไทย และจะเพิ่มรสชาติให้แก่ข้าวแต๋นอย่างต่อเนื่อง

“เราต้องการให้สินค้าพื้นบ้านของไทย ขยายตลาดออกไปสู่ตลาดโลกมากที่สุด โดยเฉพาะข้าวไทย จึงต้องการที่จะพัฒนาเพิ่มมูลค่าสินค้า เพื่อให้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำในประเทศไทยลดลง แต่ก็อยากให้รัฐบาลปล่อยราคาข้าวให้เป็นไปตามกลไกตลาด มากกว่าการเข้ามาแทรกแซงราคา และหันมาสนับสนุนการพัฒนาเพิ่มมูลค่าข้าวไทยให้แก่|ผู้ประกอบการมากขึ้น” สุธาณี กล่าว

************************

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ที่โทร 08-1558-4983 หรือhttp://khaotanricecracker.blogspot. com

ความคิดเห็น

ความคิดเห็น 1: 19 พ.ค.2554, 22:28น.
good meal อร่อยมาก
ความคิดเห็น 2: 16 พ.ค.2554, 05:29น.
ครับ

กลับสู่ด้านบน กลับสู่ด้านบน