เสียงข้างมากไม่ใช่ประชาธิปไตย

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง นักวิชาการกฎหมายอิสระ

เสียงข้างมากไม่ใช่ประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองที่อ้างกันว่า เป็นระบบที่เลวน้อยที่สุด จนเป็นเหมือนคาถาที่ท่องต่อๆ กันมาว่า ต้องประชาธิปไตยเท่านั้น และประชาธิปไตยคือเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้ง

ตรงนี้เองที่คนอย่างทักษิณ ใช้เป็นประเด็นล้างสมองคนกลุ่มหนึ่ง โดยใช้ทั้งผลประโยชน์และสร้างลัทธิประชาธิปไตยในรูปแบบของทักษิณ ที่เราเรียกกันว่า ระบอบทักษิณ ให้คนกลุ่มนี้หลงใหลได้ปลื้ม ฝากความหวังไว้กับประชาธิปไตยตามระบอบทักษิณ โดยหยิบยื่นผลประโยชน์ตอบแทนให้

เป็นผลประโยชน์ที่ทักษิณได้มาจากการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือไม่ก็วางกลไกให้นำเงินงบประมาณของแผ่นดินมาใช้แจกให้กับคน กลุ่มนี้ ที่เรียกว่า ประชานิยม เป็นการมอมเมา   ให้คนเสพติดกับผลประโยชน์ที่ได้รับ โดยไม่มีเหตุผลอันควรได้

ความจริงแล้วประชาธิปไตยมีความหมายมากกว่าการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยที่แท้จริง คือ การปกครองที่ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนด้วยความสุจริตอย่างเท่าเทียมกัน การเลือกตั้งเป็นเพียงกลไกหนึ่งของประชาธิปไตยเท่านั้น ผมมีประเด็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยและเสียงข้างมาก ดังนี้

1.คำว่าประชาธิปไตย ตามตัวอักษรมาจากคำว่า ประชา รวมกับ อธิปไตย แปลตามตัวอักษรว่า ประชาชนเป็นใหญ่ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งเลย ต้นกำเนิดของประชาธิปไตยในยุคกรีกโบราณ ไม่มีการเลือกตั้ง เพราะเป็นสังคมเล็กๆ ที่ประชาชนใช้สิทธิปกครองตนเองได้โดยตรง

ถ้าเรานึกย้อนกลับไปสมัยเป็นนักเรียนนุ่งขาสั้น สังคมเล็กๆ ที่อยู่ด้วยกันในห้องเรียน เราอยู่กันแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นประชาธิปไตยอันบริสุทธิ์มากกว่ากรีกโบราณเสียอีก ในทุกชั้นเรียน เราจะมีการเลือกหัวหน้าห้อง และในระดับโรงเรียนจะมีการเลือกกรรมการโรงเรียน ผู้ที่ได้รับเลือกไม่สามารถทำอะไรได้ตามชอบใจ แม้จะได้รับเสียงข้างมาก แต่เขามีหน้าที่รับใช้เพื่อนๆ เพื่อติดต่อประสานงานกับครู จัดกิจกรรมต่างๆ ของห้อง ของโรงเรียน หัวหน้าห้องไม่ได้มีอำนาจจะทำอะไรได้ตามอำเภอใจ เมื่อต้องตัดสินใจอะไร จะต้องรับฟังเสียงข้างน้อยเสมอ ต้องคำนึงถึงคนส่วนน้อยในห้องด้วย ไม่สามารถใช้เสียงข้างมากลากไปได้ และหากเสียงส่วนใหญ่ทำให้คนเพียงคนเดียวในห้องเดือดร้อนอย่างมาก เสียงส่วนใหญ่นั่นเองต้องยุติการดำเนินการที่จะก่อให้เกิดผลเสียหายนั้น

นั่นคือประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นตัวอย่างของไทยๆ เราที่ชัดเจนกว่ากรีกโบราณ

2.คำว่า ประชาชน จากคำว่า ประชาธิปไตย จะหมายถึงใคร หมายถึง คณะรัฐมนตรีและคนในสภาไม่เกิน 1,000 คน หรือหมายถึงคน 15 ล้านคน หรือหมายถึงคน 90% ของประเทศ

ในความเห็นของผมนั้น คำว่าประชาชนในความหมายของประชาธิปไตย เป็นนามธรรม ไม่ได้หมายถึงประชาชนที่เป็นคนมีลมหายใจ ผมยังชอบใจคำจำกัดความของท่านพุทธทาสที่บอกว่า ประชาธิปไตย หมายถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ซึ่งท่านก็คงไม่ได้หมายถึงคนที่เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งเท่านั้น ประชาธิปไตยจึงเป็นการปกครองเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อตนเองและพวกพ้อง

ประชาธิปไตยย่อมไม่ใช่เพื่อประโยชน์เฉพาะคนจำนวนมากที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เห็นเหมือนกันในการเลือกตั้ง โดยไม่ต้องสนใจคนส่วนน้อยที่เห็นต่าง

ตัวอย่างจริงที่ทักษิณนำมาใช้ คือ การประกาศว่าจังหวัดใดเลือกพรรคตัวเองทั้งจังหวัด จะได้รับการดูแลเป็นกรณีพิเศษ โดยหวังจะเอาผลประโยชน์ไปบีบบังคับให้เสียงข้างน้อยต้องหันกลับไปเลือกทักษิณ ซึ่งผมเข้าใจว่าทักษิณได้ทำแล้ว

ลองทบทวนดูครับว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงส่วนน้อยในประเทศที่ไม่ได้รับการดูแล ไม่น่าจะหันกลับไปเลือกทักษิณ แต่จะสร้างความ   เคียดแค้นให้กับพวกเขา และหากพวกเขาอยู่ไม่ได้ ไม่ได้รับการดูแล เหมือนเป็นประชาชนชั้นสองของประเทศ ความแตกแยกอย่างรุนแรง ความไม่เป็นธรรมจะเกิดขึ้นในประเทศ ดังที่เป็นอยู่เวลานี้

เสื้อแดงมาชุมนุม มีรถตำรวจนำขบวน ภายใน รถจะมีอาวุธหรือขนทหารเขมรมาด้วยหรือไม่ ไม่มีใครทราบ ส่วนคนที่จะชุมนุมที่ราชดำเนิน ถูกสกัดด้วยตะปูเรือใบ การทำงานของตำรวจที่รับใช้การเมืองจนเลยเส้นแห่งความพอดี จะทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายหนักขึ้นไปอีก

3.ระบอบทักษิณได้ใส่ความคิดให้คนเสื้อแดงเชื่อว่า เมื่อรัฐบาลหรือสภาได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากแล้ว จะทำอะไรก็ได้ จะออกกฎหมายอะไรก็ได้ รัฐบาลและสภาใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ แม้แต่ศาลก็ไม่สามารถตรวจสอบอำนาจสภาได้ โดยท่องคาถาว่า ต้องยึดโยงกับประชาชน

สิ่งที่ระบอบทักษิณสร้างขึ้นนี้ ขัดกับหลักการสำคัญของการปกครองที่เรียกว่า หลักนิติธรรม แนวทางของระบอบทักษิณดังกล่าว เป็นเผด็จการอย่างแท้จริง ไม่อาจเรียกว่าประชาธิปไตยได้เลย

ตัวอย่างที่เห็นชัดว่า เสียงข้างมากไม่สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ คือ การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย ฉบับตีสี่

ทักษิณย่ามใจว่าไม่มีใครขวางอำนาจได้แล้ว จึงได้ผลักดันให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด เพียงเพื่อต้องการกลับมาอย่างเท่ๆ

ผลคือการต่อต้านอย่างรุนแรงและทั่วทุก  วงการ จนทักษิณต้องถอยสุดซอย แล้วยังต้องให้ทาสในเรือนเงินออกแถลงให้สัตยาบันว่าจะไม่ทำอีก

ผมเชื่อว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับตีสี่ ขัดกับหลักนิติธรรม และขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน หากประชาชนไม่ออกมาเต็มถนนเพื่อค้านกฎหมายล้างผิดดังกล่าว สว.ทาสก็คงผ่านกฎหมายฉบับนี้ และจะมีผู้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างแน่นอน ซึ่งผมมั่นใจว่ากฎหมายอย่างนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน และหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัด รัฐบาลและสภาก็คงจะออกมาตอบโต้ไม่ยอมรับอำนาจศาล ดังเช่นกรณีที่มา สว. โดยเฉพาะนักกฎหมายระดับดอกเตอร์จากฝรั่งเศส ที่ยอมขายตัวเป็นทาสเงินรับใช้ทักษิณ แต่บังเอิญประชาชนแสดงพลังให้เห็นเสียก่อนว่า ไม่สามารถยอมรับการออกกฎหมายล้างผิดสุดซอยอย่างนี้ได้ และประชาชนก็คงจะหมดความอดทนกับการใช้อำนาจอย่างเหิมเกริมของระบอบทักษิณ

ประกอบกับความไม่รู้เดียงสาของนายกฯ หุ่นเชิดที่ไม่มีความสามารถใดๆ เลยที่มาเป็นผู้นำประเทศ เธอเป็นได้เพียงพริตตี้เหมือนที่มีบางคนว่าไว้

ถ้าเราเรียกรัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมากว่าเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงตามที่ระบอบทักษิณพยายามยัดเยียดให้กับคนไทย เราต้องไม่เรียกฮิตเลอร์ว่าเป็นจอมเผด็จการ เพราะฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้งที่ได้เสียงถล่มทลายมากกว่าทักษิณเสียอีก

ถ้าฮิตเลอร์ยังมีชีวิตอยู่ทันเห็นทักษิณ คงร้องไห้ด้วยความเสียใจว่า มีคนที่เลวระยำกว่า เผด็จการกว่า โหดเหี้ยมอำมหิตกว่า

ทักษิณ เอ็งแน่มาก 

แสดงผลเป็นเว็บไซต์ปกติ

กลับสู่ด้านบน กลับสู่ด้านบน

ไปยังเมนูอื่นๆ