เศรษฐกิจภาครัฐ

สมคิดดึงญี่ปุ่นลงทุนไทย ลงนามความร่วมมือ5ด้านปั้นอุตสาหกรรม4.0

  • 12 กันยายน 2560 เวลา 12:59 น.
  • | เปิดอ่าน 1,143
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

สมคิดดึงญี่ปุ่นลงทุนไทย ลงนามความร่วมมือ5ด้านปั้นอุตสาหกรรม4.0

"สมคิด"จุดพุลความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 130 ปี ลงนามความร่วมมือ 5 ด้านเน้นสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 เอสเอ็มอี ด้าน "อุตตม" นำทัพรัฐมนตรีลงพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาชวนลงุทนอีอีซี 13 ก.ย.นี้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานสัมมนาใหญ่หัวข้อ Symposium on Thailand 4.0 towards Connected Industries ซึ่งเป็นกิจกรรมความร่วมมือทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่นว่า ในปี 2560  นับเป็นปีที่สำคัญสำหรับประเทศไทยและญี่ปุ่น เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศได้ดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเป็นเวลายาวนานถึง 130 ปี โดยความสัมพันธ์อันแนบแน่นนี้ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ในหลากหลายสาขากิจกรรมที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจและการเมือง ความร่วมมือทางการค้า การพัฒนาอุตสาหกรรม ตลอดจนการร่วมทุน-ลงทุน และการท่องเที่ยว เป็นต้น

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นยังคงเป็นชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมากสุดเป็นอันดับ 1 มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 40 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด และเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 2 รองจากจีน โดยในช่วงครึ่งปีแรกญี่ปุ่นมีเงินลงทุนโดยตรงไปแล้วกว่า 4.73 หมื่นล้านบาท มีปริมาณเงินลงทุนในการยื่นขอส่งเสริมสูงที่สุดคิดเป็นอีกร้อยละ 55 ของมูลค่าการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น การผลิต Hybrid Vehicle มูลค่า 19,547 ล้านบาท กิจการผลิตผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ชนิดพิเศษ หรือเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ มูลค่า 15,182 ล้านบาท กิจการผลิตตัวยึดจับฮาร์ดดิสก์ มูลค่า 3,083 ล้านบาท ฯลฯ

นอกจากนี้จำนวนสมาชิกของหอการค้าญี่ปุ่นในประเทศไทยยังมีจำนวนถึง 1,748 บริษัท ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศยังต้องมีการพึ่งพาซึ่งกันและกันอีกมาก และหลังจากนี้หน่วยงานต่างๆ ของไทยเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งผลักดันนโยบายการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมเกิดการขยายความร่วมมือกับญี่ปุ่นในบริบทและรูปแบบที่กว้างและหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของรัฐบาลเองก็กำลังอยู่ในช่วงของการเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยให้เกิดการร่วมมือในระดับต่างๆ ที่สูงขึ้นได้ต่อไป

นายสมคิด กล่าวว่า เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลได้นำคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นเพื่อหารือร่วมกับผู้บริหารภาครัฐ ภาคธุรกิจ รวมทั้งสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Keidanren) ซึ่งเป็นองค์กรที่รวมศูนย์ธุรกิจของญี่ปุ่นในสาขาต่าง ๆ ผลจากการเดินทางในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าของข้อตกลงความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมหลายประการมากขึ้น เกิดการลงนามในบันทึกข้อตกลงใหม่ๆ อีกหลายฉบับ โดยเฉพาะข้อตกลงระหว่างกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (เมติ)  และกระทรวงอุตสาหกรรมของไทยที่จะร่วมมือกันยกระดับภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

“ความร่วมมือดังกล่าวได้นำมาสู่การเดินทางเยือนประเทศไทยครั้งพิเศษของคณะผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐและเอกชนญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 11-13 กันยายน ที่นำโดยนาย Hiroshige Seko รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจการค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (เมติ)  องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่น (JETRO) องค์การสนับสนุนเอสเอ็มอีแห่งประเทศญี่ปุ่น (SMRJ) ผู้บริหารระดับสูงของสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Keidanren) รวมทั้งผู้บริหารชั้นนำในภาคเอกชน”

อย่างไรก็ตาม ในโอกาสดังกล่าวถือเป็นประวัติศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญอีกครั้ง เนื่องจากมีผู้ให้ความสนใจร่วมคณะเดินทางมากที่สุดถึง 570 คน ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการเดินทางที่นอกเหนือจากการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการแล้ว ยังเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตร่วมกันในการพัฒนาเศรษฐกิจตามเป้าหมายของทั้ง 2 ประเทศ  โดยหน่วยงานไทยยังได้จัดกิจกรรมสำคัญทั้งการเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมรับฟังทิศทางและนโยบายการพัฒนาประเทศไทย 4.0 เพื่อให้สร้างความมั่นใจ และรับทราบถึงแนวทางความร่วมมือที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายไปสู่อนาคตด้วยกัน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา

นายสมคิด กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)  สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ยังได้ร่วมกันจัดการสัมมนาใหญ่ในหัวข้อ Symposium on Thailand 4.0 towards Connected Industries เพื่อนำเสนอโอกาสแห่งความร่วมมือของภาครัฐบาล ภาคเอกชนของไทยและญี่ปุ่นในการส่งเสริมและยกระดับการค้าการลงทุนของทั้งสองประเทศให้กับผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่เดินทางมายังประเทศไทย

ทั้งนี้ เนื้อหาการสัมมนาจะอยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) ที่เมติได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมดังกล่าวของไทยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนไทยไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 พร้อมด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์และผสมผสานกับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมให้เป็นรูปแบบจนเกิดเป็นการทำงานอย่างชาญฉลาด รวมทั้งการลงนามบันทึกความเข้าใจและข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองฝ่ายในหลายๆ เรื่อง อาทิ

1.ความร่วมมือในการขับเคลื่อนธุรกิจอุตสาหกรรม ฝั่งภาคเอกชนระหว่าง Keidanren, Japan Chamber of Commerce and Industry  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย

2.ความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนา EEC ระหว่าง สำนักงาน EEC กับ JICA และบริษัท Hitachi

3.ความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับอุตสาหกรรม 4.0 โดยอาศัยองค์ความรู้จากฝั่งญี่ปุ่น ระหว่างกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยเพื่อช่วยพัฒนาวิศวกรและอาชีวศึกษาของไทยในอุตสาหกรรมสำคัญต่าง ๆ ผ่านโครงการ “Flex Campus”

4.ความร่วมมือในการยกระดับศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือเอสเอ็มอีของไทยระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับองค์การสนับสนุนเอสเอ็มอีแห่งประเทศญี่ปุ่น (SMRJ) 

5.ความร่วมมือด้านการค้า ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กับ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ฯลฯ อีกทั้งยังได้มีการจัดบิสซิเนส แมทชิ่ง  ระหว่างนักธุรกิจญี่ปุ่นและไทยในกลุ่ม 5 อุตสาหกรรม คือ ยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เกษตร อาหาร และสุขภาพ ธุรกิจบริการ และ หน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงิน

ส่วนความร่วมมือด้านแผนงานอีอีซี ที่เป็นนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในอนาคตนั้น  ทั้งสองฝ่ายจะผลักดันให้เกิดการหารือร่วมกันระหว่างกลุ่มธุรกิจญี่ปุ่นและหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกัน โดยในวันที่ 13 กันยายนนี้  นายอุตตม สาวนายน รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม จะนำนาย Hiroshige Seko รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจการค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นพร้อมคณะ เดินทางไปยังพื้นที่จริงของอีอีซี  ณ สนามบินอู่ตะเภา รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เพื่อเป็นการแสดงถึงความพร้อมและศักยภาพในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน ท่าเรือ ระบบสาธารณูปโภค นิคมอุตสาหกรรม รวมไปถึงความตั้งใจอย่างเป็นรูปธรรมในการผลักดันอีอีซีให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดธุรกิจ-ตลาดในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์