เหนี่ยวไก

แยกแยะ

  • 04 มิถุนายน 2560 เวลา 09:34 น.
  • | เปิดอ่าน 608
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

โดย...ทองพระราม

กลายเป็นประเด็นเรียกกระแสสังคมอย่างล้นหลามจากเหตุการณ์ฆาตกรรมน้องแอ๋ม และอำพรางศพด้วยการหั่นร่างออกสองท่อน ยัดใส่ถุงดำไปขุดหลุมฝังบริเวณบ้านโนนสง่า ต.คำม่วง อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ก่อนมีชาวบ้านละแวกดังกล่าวมาพบ เมื่อวันที่ 25 พ.ค.

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นคดีสะเทือนขวัญ ด้วยรูปแบบการก่อเหตุเหี้ยมโหด ผิดมนุษย์มนา แต่ไม่ใช่เป็นคดีแรกๆ ในประเทศไทย ท่ามกลางเสียงตามมาของผู้เกาะติดข่าวสารทุกแขนง ต่างเรียกร้องต้องการให้รับโทษถึงขั้นประหารชีวิตตายตกตามกันไป

ภายหลังไม่นานเจ้าหน้าที่ตำรวจพบผู้ต้องสงสัยรวม 5 ราย และสามารถควบคุมตัวได้ 1 ราย คือ นายวศิณ นามพรม หรือวิน ซึ่งหนีไปกบดานยังประเทศลาวก่อนถูกส่งตัวกลับ และจากการสืบสวนพบว่าผู้เสียชีวิตมีความขัดแย้งกับ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือเปรี้ยว ในเรื่องยาเสพติด ซึ่งขณะนี้ยังคงหลบหนีการจับกุมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

แม้จะมีความชัดเจนพอสมควรกับชนวนซึ่งเป็นแรงขับให้ก่อเหตุลักษณะดังกล่าว ทว่าจากนี้อยู่ที่ทางเจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้เร็วแค่ไหนก็ต้องคอยติดตาม แต่ก่อนถึงจุดนั้นประการสำคัญโดยเฉพาะผู้เสพข่าวและมีอารมณ์ร่วม จำเป็นต้องแยกแยะระหว่างกฎหมายและอารมณ์ออกจากกัน โดยเฉพาะเสียงเรียกร้องให้ต้องโทษประหาร เพราะหากยังจำกันได้ กรณีนายวันชัย แสงขาว หรือเกม ซึ่งก่อคดีสะเทือนใจด้วยการทำร้ายและลงมือข่มขืนเด็กหญิงอายุ 13 ปี บนรถไฟขบวนที่ 174 สุราษฎร์ธานี-กรุงเทพฯ แล้วโยนศพออกนอกหน้าต่างรถไฟหวังอำพรางคดี

เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นที่โจษจันไปทั่วทุกสารทิศ เพราะนอกจากสร้างรอยบาดแผลในใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสียแล้ว ยังสร้างความกังวลให้กับหลายครอบครัวที่มีบุตรสาวไปตามๆ กัน แม้ผลสุดท้ายศาลได้ตัดสินให้เกมรับโทษด้วยการประหารชีวิต

ซึ่งอาจจะสมใจใครหลายคน แต่ก็เข้าใจได้ว่าเรื่องที่ยกมาเทียบเคียงนั้นกับกรณีน้องแอ๋ม จะเป็นคนละอารมณ์กัน ทว่าก็ไม่ควรปล่อยให้ประเด็นเหล่านี้มาครอบงำจนอยู่เหนือคำว่าเหตุผล เพราะมันคือสิ่งจำเป็นในสังคมไทย หากใช้แต่อารมณ์ตัดสิน ก็มีแต่จะพังพินาศ

เรื่องนี้ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมจัดการ ว่าผู้กระทำผิดสมควรได้รับการลงทัณฑ์อย่างไรถึงสมกับความผิดที่ตัวเองได้ก่อ กระแสสังคมไม่ควรมากดดันหรือทำอะไรจนมากไป จนลืมไปว่าบ้านเมืองมีขื่อมีแป หาใช่ทำอะไรตามอำเภอใจ

แม้กรณีน้องแอ๋มจะเป็นเหตุการณ์ที่สังคมเกินยอมรับไหวกับความโหดร้าย ป่าเถื่อน ที่กระทำต่อเพื่อนมนุษย์ไม่ต่างจากเดรัจฉาน แต่กฎหมายจะเป็นตัวจัดการขจัดความเลวร้ายให้ออกไปจากสังคม

ขณะเดียวกัน สังคมก็ควรร่วมมือช่วยกันสอดส่องเป็นแรงช่วยเหลือให้กับเจ้าหน้าที่ ในการช่วยกันควานหาตัวผู้กระทำผิดกฎหมายมารับโทษโดยเร็วพลัน เพื่อให้สังคมน่าอยู่ขึ้นกว่าเดิม

ควรเลิกใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย แม้เห็นด้วยและสนับสนุนสังคมที่ตระหนักต่อการใช้ความรุนแรงจนถึงขั้นต้องฆ่าแกงกันเหมือนผักปลา แต่ทิฐิหากมีมากไปนั่นย่อมส่งผลเสียหายมากกว่าดี จึงควรยึดหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

“กัมมุนา วัตตติ โลโก” สัตว์โลกทั้งหลายต้องเป็นไปตามกรรม ซึ่งกรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง แต่กรรมที่ว่านั้น คือ กฎหมายใช่กฎหมู่ ที่มีไว้ลงโทษผู้กระทำผิดอันสมควรตามเหตุและผล

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!