เหนี่ยวไก

อยากเลือกตั้ง

  • 09 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:26 น.
  • | เปิดอ่าน 526
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

โดย...หงส์แดง

นาฬิกาของปี 2560 เดินเร็วชะมัด เผลอแวบเดียวเข้าสู่ครึ่งปีหลังอย่างเป็นทางการ อย่างนี้อีกไม่นานเกินรอ ประเทศของเราก็จะมีการเลือกตั้งแล้วละสิ เพราะเห็นท่านนายกฯ บอกว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2561

แต่ เอ...ทำไมส่วนตัวผมไม่ค่อยยักจะเชื่อเลยว่าปี 2561 พวกเราชาวสยามประเทศจะได้เดินเลือกตั้งกันจริงๆ ภายหลังเห็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกลีลาปีนเกลียวไปมาเรื่องกฎหมายลูกกันหลายรอบ

บอกกันแบบไม่อ้อมค้อมเลยแล้วกันว่าผมเนี่ยอยากเดินเข้าคูหาเลือกตั้งมากๆ ไม่ได้โกรธเกลียดอะไร คสช.หรอกนะครับ แต่คิดว่ามันถึงเวลาแล้วจริงๆ

ย้อนกลับไปปี 2557 ก่อนจะมีการรัฐประหาร หลายพื้นที่ในประเทศไทยเต็มไปด้วยเสียงนกหวีดและเสียงตะโกน “ยิ่งลักษณ์ออกไป” “ยิ่งลักษณ์ออกไป” และ “ยิ่งลักษณ์ออกไป” แรกๆ เริ่มต้นขบวนการก็ดีอยู่หรอก เพราะต่อต้านการทำกฎหมายนิรโทษกรรม และเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูป

ทว่า ทำไปทำมาชักเลยเถิด ออกทะเล กู่ไม่กลับ เสนอมาได้ไงให้รัฐบาลเวลานั้นลาออกแล้วให้วุฒิสภาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โอ้ว! แม่เจ้า ไทยแลนด์โอนลี่ สีข้างถลอกกันเป็นแถว

ม็อบตอนนั้นก็ลุกลามบานปลาย ปิดตรงนั้นที ปิดตรงนี้ที จำนวนคนไม่ต้องพูดถึงรู้ๆ กันอยู่ เยอะบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่จังหวะและโอกาส

สุดท้าย ทหารทนไม่ไหวต้องเอารถถังมาไถกลบให้มันจบๆ ไป ก่อนจะมาเริ่มกันใหม่

หลายคนที่เชียร์ทหารก็ดีใจออกหน้าออกตา หรือหลายคนที่ไม่ได้เชียร์ทหาร แต่ดีใจเหมือนกัน เพราะเสียงนกหวีดจะได้เงียบลงไปสักที หลังจากแสบหูมานานหลายเดือน 

ทหารเข้ามาทำงานใหม่ๆ มีไอเดียดีๆ มากมายภายใต้วาทกรรม “คืนความสุขให้คนในชาติ”

มาถึงวันนี้ขอถามหน่อยว่า “ยังมีความสุขดีกันอยู่ไหม?” เพราะอะไรต่อมิอะไรมันช่างดูสวนทางกันเหลือเกิน ขอยกตัวอย่างให้เห็นสัก 2-3 เรื่อง

1.ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ แต่รัฐบาลจะใช้เงินซื้อเรือดำน้ำและเฮลิคอปเตอร์ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพ

2.มีเงินเพื่อสร้างรถไฟความเร็วสูง แต่ไม่มีเงินเพื่อมาเพิ่มมาตรฐานการรักษาพยาบาลของประชาชน

3.ปากบอกตัวเองเป็นคนโปร่งใส แต่พอจะถูกตรวจสอบ กลับบอกให้ไว้ใจกันบ้าง

4.ปากบอกว่าตัวเองดีกว่านักการเมือง แต่พอถึงเวลาก็ขาดประชุมสภาหลายครั้ง แถมยังใช้มติสภามาอุ้มสมกันหน้าตาเฉย

5.ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติจากประชาชน แต่ก็ยังใช้มาตรา 44 ทำโน่นทำนี่อยู่

ตัวอย่างยกมานี้ ไม่ได้ตั้งใจจะมาหาเรื่องอะไรหรอกครับ เพียงแต่คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้มีอำนาจต้องยอมปล่อยวาง เพื่อให้ประเทศเดินไปตามระบอบที่ควรจะเป็น

พวกท่านแค่กลุ่มเดียวแบกประเทศไทยไว้ไม่ไหวหรอก ต้องให้ประชาชนมาร่วมด้วยการเลือกผู้นำประเทศของเขาเอง

เมื่อประชาชนเลือกผู้นำ ผู้นำที่มาจากประชาชนจะเปิดรับฟังประชาชนมากขึ้น ประชาชนก็จะกล้าแสดงความคิดเห็น ไม่ต้องกลัวถูกเชิญไปปรับทัศนคติหรือโดนอภินิหารของกฎหมาย

มันอาจจะไม่เป็นระเบียบและแถวตรงอย่างที่พวกท่านซึ่งเป็นทหารคิด เพราะจะมีเสียงเอ็ดตะโรอยู่บ้าง

แต่นั่นมัน คือ ประชาธิปไตย

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ข่าวคอลัมน์นิสต์ออนไลน์อื่นๆ