ทำไมต้องหลอกพระ

  • 09 เมษายน 2560 เวลา 09:04 น.
  • | เปิดอ่าน 16,832
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

ทำไมต้องหลอกพระ

โดย...อารยชล ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ตั้งแต่เกิดมาเคยโดนคนอื่น “หลอก” ไหมครับ

ถูกหลอกในเรื่องอะไรก็ได้ เช่น ถูกหลอกกินไข่แดง ถูกหลอกออกโรงเรียน ถูกหลอกให้รักแล้วเขาก็ทิ้งไป (ฮ่า) ถูกแก๊งตกทองหลอก ถูกหลอกให้ส่งยา ถูกหลอกให้จ่ายเงินโดยคนหลอกอ้างว่าสามารถช่วยให้เป็นตำรวจทหารได้ ถูกหลอกให้รอเก้อ ฯลฯ    

ผมว่าคงไม่มีใครในโลกนี้อยากโดนคนอื่นหลอกหรอกนะ และก็เชื่อว่าน้อยคนที่จะไม่ถูกหลอกด้วย ขนาดพระสงฆ์องค์เจ้าก็ยังถูกหลอก!!

แล้วคนที่หลอกมันก็มีอาชีพเหมือนกันนะ อาชีพนั้นคือ “มิจฉาชีพ” (ฮ่า)

ไม่ได้ทำอาชงอาชีพสุจริตเหมือนชาวบ้านเขาหรอก เพราะอาชีพของมิจฉาชีพ คือ “เที่ยวหลอกคน” ไปทั่ว ใครที่ถูกมิจฉาชีพหลอกถือว่าซวยไป หลอกพระ พระเชื่อ พระก็ซวยไป หลอกโยม โยมเชื่อ โยมก็ซวยไป

มิจฉาชีพหลอกพระ...ข่าวแนวนี้มีมานานอดีตกาลผ่านพ้นก็มีมานับครั้งไม่ถ้วน

ล่าสุด เกิดเมื่อ มี.ค.ที่ผ่านมา ที่วัดใน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา มิจฉาชีพมานิมนต์พระบอกว่าจะทำบุญเลี้ยงพระที่วัด พระก็รับนิมนต์ จากนั้นไปตกลงกับร้านก๋วยเตี๋ยว ไก่ย่าง ไอศกรีมรถเข็นละแวกวัดให้ทำไปเลี้ยงพระในงาน

ถึงเวลาหลวงพ่อหลวงพี่เตรียมสถานที่ ถ้วยจานชามช้อนนำออกมา ปูลาดอาสนะพร้อม เตรียมการให้เจ้าศรัทธา “มหามิจฉาชีพ” พร้อมสรรพ ทางร้านค้าที่มหามิจฉาชีพไปดิวไว้ก็พร้อมเช่นกัน

แต่ขึ้นชื่อว่ามิจฉาชีพเล่ห์เหลี่ยมนั้นแพรวพราวอยู่แล้ว ไหนๆ ตั้งใจมาหลอกทั้งทีต้องโชว์เล่ห์งัดเหลี่ยมออกมาให้เห็นหน่อย

ทำทีไปคุยกับมัคนายกท่าไหนไม่รู้ มัคนายกไม่ทันเล่ห์ให้เงินไป 1,200 บาท สงสัยคงบอกมัคนายกจะเอาเงินไปให้ร้านค้าก่อนเดี๋ยวจะไปกดเงินมาให้ทีหลัง หรือไม่ก็บอกรอญาติที่กำลังเดินทาง ถ้ามาแล้วจะเอาเงินคืนให้...ไม่พ้นมุขนี้อยู่แล้ว พอได้แล้วก็หายจ้อย ฟากร้านค้าก็จัดอาหารไป พระก็รอเจ้าภาพ ไม่มาสักที มาคิดได้ว่าถูกหลอกก็สายไปแล้ว เลยต้องควักเงินกันเองจ่ายร้านค้า ฟากมัคนายกก็สูญเงินไป 1,200 บาท

ปีที่แล้ว มีเหตุการณ์ทำนองนี้หลายเคสมาก ที่ จ.สุพรรณบุรี บุรีรัมย์ ก็โดนมิจฉาชีพขับเก๋งทำทีมานิมนต์พระไปฉันเพลพร้อมจะเอารถมารับพระในวันพรุ่ง ก่อนไปได้หลอกเอาผ้าไตรพระ (สงสัยเอาไปขายต่อ) ไปหลายไตรบอกจะเอาไปถวายพระนี่แหละพร้อมปัจจัย วันต่อมาพระก็รอเมื่อไหร่เจ้าภาพจะมารับ จน 11 โมงก็ไม่มา จึงรู้ว่าถูกหลอก

กรณีที่พระสงฆ์ถูกหลอกอยู่ร่ำไปนั้น บางทีท่านเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็คิดแต่ว่าโยมอยากทำบุญท่านก็สงเคราะห์ แต่บางครั้งท่านก็คิดไม่ถึง แล้วส่วนใหญ่จะคิดไม่ถึงมากกว่า (ฮ่า) 

คาดไม่ถึง คิดไม่ถึง เพราะ...มิจฉาชีพมักมาในรูปแบบและภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ เช่น แต่งกายดี ดูมีราศี พูดจาน่าเชื่อถือ บางคนขับเก๋งมาเลย ไม่มีหรอกที่จะใส่รองเท้าแตะมาต้องรองเท้าหนัง

“แต่งตัวดีขี่เก๋งมา ใครจะคิดว่าเขาเป็นมิจฉาชีพล่ะโยม”

เอ่อ...ก็น่าคิดอย่างหลวงพ่อว่านั่นแหละ แต่ต่อไปหลวงพ่อหลวงพี่ก็ต้องรอบคอบมากกว่านี้ เพราะมิจฉาชีพมาในหลายรูปแบบที่เราอาจคาดไม่ถึงจริงๆ คนชั่ว คิดชั่ว ทำชั่วมันเยอะ ไม่งั้นก็จะตกเป็นเหยื่อได้

เสนอให้ว่า ต่อไปใครจะมานิมนต์พระไปงานอะไร ที่ไหน ถ้าไม่รู้จักกัน ย้ำ!! ถ้าไม่รู้จักเลย ไม่ใช่โยมละแวกวัด ไม่ใช่บุคคลที่มีชื่อเสียงที่ใครก็รู้จัก ไม่ใช่ญาติของพระเณรในวัด

ต้องมานิมนต์ที่วัดอย่างเดียว ไม่มีนิมนต์ผ่านทางโทรศัพท์!!

ถ้ามาวัดแล้วหลวงพ่อหลวงพี่ก็ขอดูบัตรประชาชน (แต่ต้องใช้วาทศิลป์หน่อยนะ) ขอเบอร์โทรติดต่อพร้อมสรรพโทรตรงนั้นเลยว่าเบอร์จริงไหม ถ่ายรูปไว้ด้วย ถ้าขับรถมาก็ถ่ายทะเบียนรถไว้เหมือนกัน

ตั้งเป็น “ข้อปฏิบัติ” ของวัดไว้ ให้รู้เลยว่าวัดนี้ๆ ถ้าญาติโยมจะนิมนต์พระไปงานอะไรก็ตามต้องปฏิบัติตามนี้ๆ วิธีนี้เชื่อว่าจะป้องปรามมิจฉาชีพได้

ในสมัยพระพุทธเจ้าก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นเหมือนกัน แต่เรื่องราวอาจไม่เหมือนซะทีเดียว และเกิดขึ้นกับพระองค์เองด้วย แต่พระพุทธเจ้าทรงรับมือสบายๆ

ถามว่า พระพุทธเจ้าทรงรู้ไหมว่า “เขาหลอกพระองค์”

แน่นอน ในฐานะพระสัพพัญญูพระองค์ทรงรู้อยู่แล้ว ทรงรู้ล่วงหน้า รู้แจ้งทุกอย่าง แต่ถึงรู้ว่าเขาหลอกก็ทรงเต็มใจให้หลอก!!

เรื่องของเรื่องมาจากชายสองคนเพื่อนเกลอกัน คนหนึ่งชื่อ “สิริคุต” นับถือพุทธ อีกคนชื่อ “ครหทิน” เป็นสานุศิษย์ของเดียรถีย์

ตอนแรกสิริคุตก็เป็นสาวกเดียรถีย์ แต่พอพระพุทธเจ้าเผยแผ่ศาสนาประกาศคำสอนของพระองค์ สิริคุตได้ฟังแล้วเกิดความเลื่อมใสก็เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็มีการโต้เถียงกันหลายครั้งในเรื่องของศาสนา โดยครหทินพยายามที่จะโอ้อวดความดีความวิเศษของเดียรถีย์ว่ามีญาณหยั่งรู้สารพัด จนสิริคุตออกอาการหมั่นไส้ (ฮ่าๆ พูดยังกะอยู่ในเหตุการณ์) อยากจะลองของว่าแท้หรือเทียม ก็ทำทีเป็นเลื่อมใสในเหล่าเดียรถีย์ แต่ในใจตั้งใจเล่นตลก

จึงไปเชิญเหล่าเดียรถีย์มารับประทานอาหารที่บ้าน แต่วางแผนขุด “หลุมกล” ไว้ด้านหน้าบ้าน เสร็จแล้วเอาของสกปรกโสโครกเทใส่หลุมแล้วปิดปากหลุมพรางไว้ไม่เห็นให้ผิดสังเกต พอพวกเดียรถีย์มาบ้าน ก่อนจะเข้าบ้านสิริคุตประกาศขึ้นว่า ท่านที่มานี้ใครมีญาณหยั่งรู้เชิญเข้าบ้านได้เลย อาหารที่เตรียมไว้พร้อมแล้ว

พอสิ้นเสียงประกาศ แต่ละคนเดินเข้ามาก็มีอันต้องพลัดตกไปในหลุมสกปรก

ครหทินทราบเรื่องเคืองมาก คิดจะเอาคืน ก็ทำทีไปนับถือพุทธคล้อยตามสิริคุต พอเห็นสิริคุตตายใจก็วางแผนเลี้ยงพระเหมือนกัน โดยให้สิริคุตไปนิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์มาฉันที่บ้าน นิมนต์จริงไม่หลอก

แล้วสิริคุตก็เตรียมการเอาคืนโดยการทำหลุมเพลิง (เต็มด้วยถ่านไฟแดงๆ) ซึ่งประกอบด้วยกระดานกลและสายยนต์ (กะเผาพระพุทธเจ้าทั้งเป็น) เตรียมอาสนะ สำรับกับข้าวแต่เป็นสำรับเปล่า

แต่พอพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึง เวลาที่พระบาททรงเหยียบลงบนแผ่นกระดานกลแผ่นกระดานนั้นก็ไม่ได้พังครืนในหลุมที่เต็มด้วยถ่านเพลิง แต่เป็นดอกบัวผุดขึ้นมารับพระบาท

นี่คืออานุภาพพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงรู้ว่าครหทินหลอก แต่ยินดีให้หลอกเพราะต้องการโปรดเขานั่นเอง

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดธรรมะ-จิตใจในรอบ 1 เดือน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์