แนะนำการลงทุน

รอปัจจัยกระตุ้นตลาดใหม่ๆ

  • 08 พฤษภาคม 2560 เวลา 23:38 น.
  • | เปิดอ่าน 2,079
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

รอปัจจัยกระตุ้นตลาดใหม่ๆ

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ ธนชาต email: pichai.ler@thanachart.co.th

ตลาดหุ้นไทยแกว่งแคบต่อเนื่องมาร่วมเดือนแล้ว กำลังรอปัจจัยกระตุ้นใหม่ๆ ปัจจัยชี้ทิศทางตลาดหุ้นช่วงนี้ได้แก่

ประการแรก ทิศทางราคาน้ำมันดับ ราคาน้ำมันดิบร่วงยาวสู่จุดต่ำสุดในรอบ 5 เดือน และต่ำสุดนับตั้งแต่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) และนอกโอเปกร่วมมือกันปรับลดการผลิตลงเมื่อปลายเดือน พ.ย. 2559

การร่วงยาวของราคาน้ำมันดิบถ่วงหุ้นในกลุ่มพลังงานทั่วโลก ขณะที่หุ้นปิโตรเคมีและโรงกลั่นพลอยโดนหางเลขไปด้วย แม้ราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ลดลงอาจทำให้เกิดขาดทุนจากสินค้าคงคลังบ้างในไตรมาส 2 แต่จะช่วยลดการใช้เงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ

ขณะที่ความต้องการยังคงขยายตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาวัตถุดิบกับราคาขาย (สเปรด) ปิโตรเคมีจึงมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง ดังนั้นหากราคาหุ้นโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่อ่อนตัวลงผิดปกติ จะเปิดโอกาสให้เก็บสะสม

จะว่าไปแล้ว ราคาน้ำมันมีเสี่ยงด้านล่างจำกัด เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันจะขยายตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และมีโอกาสสูงที่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะขยายระยะเวลาข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตต่อไปอีก 6 เดือน แรงกดดันต่อตลาดน้ำมันจึงน่าจะค่อยๆ ลดลง ในหลายเดือนข้างหน้า

หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำแบบนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานนับเดือน จะส่งผลดีต่อบริษัทที่มีน้ำมันเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินงาน เช่น กลุ่มสายการบิน

อย่างไรก็ดี ควรพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอื่นประกอบการตัดสินใจลงทุนด้วย เช่น การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวช้าเร็วแค่ไหน การแข่งขันในธุรกิจสายการบินลดระดับความรุนแรงหรือยัง เป็นต้น

ประการที่ 2 การคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สัปดาห์ก่อน คณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1% ตามคาด และส่งสัญญาณจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป

หากพิจารณาจากเฟดฟันด์เรทฟิวเจอร์ ตลาดคาดว่า เฟดมีโอกาสสูงถึง 90% ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดในการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 14 มิ.ย. และจะปรับขึ้นอีกหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี รวมปีนี้จะปรับขึ้น 3 ครั้ง

หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง อัตราดอกเบี้ยเฟดจะขึ้นมาอยู่ที่ 1.5% เท่ากับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่กระแสเงินทุนจะผันผวนไหลออก

อย่างไรก็ดี ดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐที่เคยแข็งขึ้นไปมากได้อ่อนค่าสู่จุดต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ใกล้เคียงกับระดับก่อนการเลือกตั้งในสหรัฐ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์เผชิญอุปสรรคในการผลักดันนโยบายที่ได้หาเสียงไว้

ด้านค่าเงินสหภาพยุโรป (อียู) กลับสวนทางแข็งค่าที่สุดในรอบเกือบ 6 เดือน เนื่องจากตลาดการเงินมั่นใจว่าฝรั่งเศสจะไม่ถอนตัวออกจากอียู หลังโพลหลายสำนักชี้ตรงกันว่า ตัวแทนจากพรรคสายกลางมีคะแนนนำห่าง 60:40 ประกอบกับมีสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอียู

สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐและการนำนโยบาย “ทรัมป์” ไปสู่ภาคปฏิบัติ จะมีอิทธิพลต่อการคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ หากอัตราดอกเบี้ยถูกปรับขึ้นช้ากว่าที่คาด จะส่งผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่รวมถึงตลาดหุ้นเกิดใหม่ และตลาดหุ้นบ้านเราด้วย

ประการที่ 3 ผลดำเนินงานไตรมาสแรกปลายสัปดาห์นี้ ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกจะทะลักออกมาก่อนถึงเส้นตายต้นสัปดาห์หน้า

นักวิเคราะห์พื้นฐานของธนชาต ประเมินว่า ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวใกล้เคียงกับของปี 2559 กำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้ จะโตเพียง 7% ค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ตลาดจะลดลงเหลือ 15.6 เท่า พี/อีระดับนี้ไม่ถือว่า “ถูก” โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น

ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกมักถูกใช้เป็นตัวกำหนดทิศทางของทั้งปี หากผลการดำเนินงานปกติดีเกินคาด จะนำไปสู่การปรับเพิ่มประมาณการกำไร และราคาหุ้นเป้าหมาย ในทางตรงข้าม หากแย่เกินคาด จะนำไปสู่การปรับลด

นอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะคาบสมุทรเกาหลี ตะวันออกกลาง และความสัมพันธ์ของมหาอำนาจ-สหรัฐ รัสเซีย และจีน

ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์หากทวีความตึงเครียด อาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงช่วงสั้น แต่มองเป็นโอกาสในการเลือกซื้อหุ้นช่วงปรับฐานลึกผิดปกติ

ในภาพรวมมูลค่าหุ้นไทยไม่ถูก หากตลาดแกว่งขึ้นเข้าหา 1,600 จุด มองเป็นโอกาสแบ่งขายทำกำไร ตลาดจะไปต่อได้ ต้องการปัจจัยกระตุ้นตลาดใหม่ๆ เช่น กำไรของ บจ.ส่วนใหญ่โตดีเกิน 15% จนนำไปสู่การปรับขึ้นประมาณการกำไรและราคาหุ้นเป้าหมาย สหรัฐมีความชัดเจนแผนปฏิรูปภาษี สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีหรือตะวันออกกลางลดความตึงเครียด รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ สหรัฐ รัสเซีย จีน ดีขึ้น เป็นต้น

การลงทุนช่วงนี้ยังสามารถเลือกซื้อหุ้นรายตัวที่มีประเด็นหนุนเฉพาะตัว มูลค่าหุ้นยังถูก หรือมีปันผลในเกณฑ์สูง เป็นต้น ทั้งนี้สามารถติดตามบทวิเคราะห์รายบริษัทหรืออุตสาหกรรมผ่านแอพพลิเคชั่น Thanacahrt Think

พบกันใหม่ สวัสดีครับ

*************************

ภาพ:เอเอฟพี

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดเศรษฐกิจ-หุ้นในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์