แนะนำการลงทุน

Sell in May

  • 10 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:14 น.
  • | เปิดอ่าน 5,160
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

Sell in May

โดย...จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส jitra.a@fnsyrus.com

การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในการประชุมเดือนนี้จะทำให้กระแสเงินทุนไหลกลับสู่สินทรัพย์เสี่ยงและตลาดเกิดใหม่เพียงระยะสั้นๆ ภาพโดยรวมของทั้งเดือน พ.ค. ยังมีโอกาสเกิดแรงขายในเดือน พ.ค. (Sell in May) เหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากความไม่แน่นอนของผลประกอบการไตรมาสแรกของหลายๆ ตลาดที่มีโอกาสผิดคาด และความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างประเทศทั้งนโยบายทรัมป์ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐเอง การเลือกตั้งในฝรั่งเศสและอิตาลี รวมถึงการประชุมของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันทั้งกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และนอกโอเปก ในการขยายระยะเวลาลดกำลังการผลิต เพียงแต่อัตราการปรับลงไม่น่ามากเท่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่ดัชนีหุ้นไทย (SET) ลดลง 2% จากเดือน เม.ย. เพราะตลาดปรับฐานไปแล้วในเดือน เม.ย. การปรับลงของตลาดยังเป็นโอกาสในการซื้อลงทุนระยะกลาง-ยาว

Sell in May มีโอกาสเกิดขึ้น

เดือน พ.ค. เป็นฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2560 ของทั้งตลาดหุ้นไทย สหรัฐ และตลาดหุ้นสำคัญอื่นๆ และมีโอกาสผิดคาดเพราะเป็นไตรมาสแรกของปี นอกจากความเสี่ยงของผลประกอบการที่ไม่เป็นไปตามคาด (ทั้งดีและแย่กว่าคาด) ในเดือนนี้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) วันที่ 2-3 พ.ค. การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบสอง วันที่ 7 พ.ค. การเลือกตั้งในอิตาลีไม่เกินวันที่ 23 พ.ค. การประชุมของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันทั้งกลุ่มโอเปกและนอกโอเปก ในการขยายระยะเวลาลดกำลังการผลิต วันที่ 25 พ.ค. รวมถึงนโยบายทรัมป์และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศก็เป็นสิ่งที่ยังต้องติดตาม

การประชุม FOMC ผ่านไปแล้วและเฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75-1.00% ตามคาด และไม่ได้มีการพูดถึงการลดขนาดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) (น่าจะมีประเด็นนี้ใน Minutes วันที่ 25 พ.ค.นี้) สำหรับอัตราเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาสแรกที่ขยายตัวเพียง 0.7% โตต่ำสุดในรอบ 3 ปีนั้น เฟดมองเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวและจะค่อยฟื้นตัวในระยะถัดไป ตลาดยังจับตาตัวเลขเศรษฐกิจต่อไปโดยเฉพาะการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐคืนนี้ ตลาดคาดเพิ่ม 1.9 แสนตำแหน่ง ถือเป็นตัวเลขที่แข็งแกร่ง หนุนการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเดือนหน้า (ตลาดคาดความเป็นไปได้สูงถึง 90%) ถึงแม้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยแต่ไม่กดดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องขึ้นตาม

อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยในตลาดเงินมีโอกาสขยับขึ้น ซึ่งเป็นบวกกับธนาคารโดยเฉพาะธนาคารกสิกรไทย (KBANK) (ราคาพื้นฐาน 240 บาท) ที่มีสัดส่วนสินเชื่อภาคธุรกิจสูงถึง 70% เป็นลบกับกลุ่มไฟแนนซ์ แต่กระทบจำกัดเพราะผู้ประกอบการทยอยปรับโครงสร้างเงินกู้เป็นระยะยาวมากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะ บริษัท ลีซ อิท (LIT) ที่เพิ่งได้เงินจากการขายใบสำคัญแสดงสิทธิเพื่อซื้อหุ้นสามัญ (วอร์แรนต์)

กลุ่มธนาคารน่าผิดหวัง

หากดูตัวเลขกำไรสุทธิไตรมาสแรกของธนาคาร 9 แห่งที่ศึกษาที่ทำได้ 5.13 หมื่นล้านบาท (+1.7% จากไตรมาส 4 ปี 2559 +9.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) น้อยกว่าที่คาดเพียง 2% ธนาคารที่กำไรดีกว่าคาดกลับเป็นธนาคารขนาดเล็ก บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) บริษัททุนธนชาต (TCAP) ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP)

ขณะที่ธนาคารขนาดกลาง-ใหญ่ต่ำกว่าคาดจากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญที่ยังสูง ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่เพิ่มขึ้นในธนาคารกรุงเทพ (BBL) และธนาคารกรุงไทย (KTB) แม้จะทำให้ตลาดผิดหวังและเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ฉุด SET ให้ปรับลงรอบนี้ แต่หลังจากที่นักวิเคราะห์ของเราได้พบผู้บริหารแล้ว คลายความกังวลไปได้มากเพราะแต่ละธนาคารเห็นภาพตรงกันคือการเกิดเอ็นพีแอลใหม่ลดลง ธนาคารกรุงไทย (KTB) มีแนวทางขายและตัดลดหนี้มากขึ้นเพื่อให้เอ็นพีแอลลดลง และคาดว่า ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ก็เช่นกัน

ปรับประมาณการกำไรของ TISCO KKP ขึ้น ส่วนธนาคารที่ปรับลงคือธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) หุ้นแนะนำของกลุ่มเป็น TISCO (ราคาพื้นฐาน 80 บาท) และ KBANK (ราคาพื้นฐาน 240 บาท)

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดเศรษฐกิจ-หุ้นในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์