สัมภาษณ์คนดัง

อีวาน เนโกร เชฟหนุ่มไฟแรงแห่ง

  • 24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:35 น.
  • | เปิดอ่าน 2,870
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

อีวาน เนโกร เชฟหนุ่มไฟแรงแห่ง

โดย...ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หนุ่มอิตาเลียนหน้าหวานวัย 35 ปี อีวาน เนโกร หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารอิตาเลียน “สกาลินี” ของโรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ เมื่อดูจากบุคลิกหน้าตาและความสามารถแล้ว ทำให้เราอยากรู้จักกับเชฟหนุ่มคนนี้ขึ้นมา

“ผมเกิดและเติบโตที่เมืองออสตา (Aosta) ประเทศอิตาลี สถานที่ที่ครอบครัวเราอาศัยอยู่นั้นจะมีฟาร์มเลี้ยงสัตว์และไร่องุ่นอยู่ด้วย ในช่วงวันหยุดคุณปู่ของผมซึ่งทำงานเป็นเชฟอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ก็จะกลับมาที่บ้านและมักชอบทำอาหารให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวกินอยู่เสมอ เวลาที่ทุกคนได้กินอาหารที่ปู่ทำแล้วดูมีความสุขมาก ผมจึงจดจำและรู้สึกประทับใจมาตั้งแต่เด็ก นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมชื่นชอบการทำอาหาร และเลือกที่จะเป็นเชฟ

เมื่อโตขึ้นผมจึงเลือกเรียนที่ Instituto Alberghiero Catering School, Chatillon ซึ่งเป็นโรงเรียนการโรงแรมชื่อดังในบ้านเกิดของผมนั่นแหละ นอกจากเรียนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติในชั้นเรียนแล้ว ทางโรงเรียนยังส่งไปฝึกงานตามโรงแรมที่ฝรั่งเศสอีกด้วย ในทุกๆ ซัมเมอร์พวกเราก็จะถูกส่งไปทำงานเพื่อให้ได้ประสบการณ์มากขึ้น โดยฝึกฝีมือหลายๆ ครัวในโรงแรมนั้นๆ อาทิ ครัวเมนดิช ครัวอะลาคาร์ต และครัวขนมหวาน เป็นต้น”

 

อีวาน บอกว่า เมื่อเรียนจบเขาได้เริ่มต้นทำงานในโรงแรม 4 ดาวที่ชื่อว่า โฮเทล พาวิลเลียน (Hotel Pavillion) ที่บ้านเกิดในตำแหน่งลูกมือในครัว จนก้าวไปสู่การเป็นเชฟขนมหวาน เพราะตอนที่เรียนทำอาหารเขาเรียนทั้งทำอาหารและขนมมาแบบครบถ้วน หลังจากทำงานได้ 2 ปี เขาก็ย้ายไปเป็นผู้จัดการแผนกครัวของโรงแรมกัลลีอา พาเลซ (Gallia Palace Hotel) ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวอีก 1 ปี จนก้าวเข้าสู่การเป็นเชฟในห้องอาหารดอน คาร์ลอส ของโรงแรมระดับ 5 ดาว “แกรนด์ โฮเทล เอต์ เดอ มิลาน” (Grand Hotel Et De Milan) ซึ่งอยู่ในอิตาลีเช่นกัน จากนั้นเขาได้ไปทำงานในร้านอาหารชื่อดังที่ประเทศอังกฤษอีกหลายร้าน

ก่อนจะกลับมาสายงานด้านโรงแรม โดยผ่านการเป็นทั้งผู้ช่วยเชฟและหัวหน้าเชฟที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ รีสอร์ท มัลดีฟส์ ต่อด้วยโรงแรมรีเจนท์ สิงคโปร์ อะ โฟร์ ซีซั่นส์ ตามด้วย เลเจนด์ เมโทรโปล อะ โซฟิเทล โฮเทล เวียดนาม และยังเคยเป็นเชฟที่ปรึกษา เทรนเนอร์ รวมถึงผู้ควบคุมต้นทุนของห้องอาหารชื่อดัง “ออฟฟิซซีนา เดลลา พาสตา” ในโปแลนด์ ทั้งยังเคยเป็นหัวหน้าพ่อครัวของห้องอาหาร “อควา” ที่โรงแรมแกรนด์ เคมปินสกี้ เซี่ยงไฮ้ ก่อนจะมาเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารอิตาเลียน “สกาลินี” ที่โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ อย่างในปัจจุบัน เรียกว่ามีประสบการณ์การทำงานทางด้านอาหารและเครื่องดื่มมากว่า 18 ปีเชียวล่ะ

“ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปทำงานทั้งในยุโรปและเอเชียหลากหลายประเทศ และครั้งนี้ผมได้กลับมาทำงานในเอเชียอีกครั้งโดยเลือกประเทศไทย เพราะผมอยากนำพรสวรรค์และความถนัดที่ผมมี นั่นคือการทำอาหารอิตาเลียนและเมดิเตอร์เรเนียนในแบบสร้างสรรค์ มานำเสนอให้คนไทยได้รู้จักมากยิ่งขึ้น ผมจึงเลือกมาทำงานที่ห้องอาหารสกาลินี

 

เหตุผลสำคัญอีกอย่างที่ผมเลือกเมืองไทย เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นประเทศที่ผู้คนมีแต่รอยยิ้มแล้ว ยังเป็นประเทศที่เลื่องชื่อในเรื่องอาหารการกินอีกด้วย ผมจึงรู้สึกดีใจมากที่จะได้ร่วมงานกับทีมเชฟของห้องอาหารสกาลินี ซึ่งความตั้งใจของผมและทีมก็คือเราจะมุ่งมั่น เพื่อทำให้สกาลินีเป็นห้องอาหารอิตาเลียนที่มีมาตรฐานสูงขึ้นไปอีก และได้รับความนิยมทั้งจากลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติให้ได้”

เมื่อดูจากความมุ่งมั่นตั้งใจและรางวัลที่เขาเคยได้รับมา เช่น รางวัลเหรียญทองจากการแข่งขัน ICS Competition ที่ Four Seasons Resort Maldives at Kuda Huraa ซึ่งเป็นการแข่งขันทางด้านอาหารและเครื่องดื่มในเครือโฟร์ซีซั่นส์ ตามด้วยรางวัล Talent of the Year จากโรงแรมแกรนด์ เคมปินสกี้ เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และการที่เขาได้ร่วมงานกับเชฟระดับมิชลินสตาร์อย่าง เชฟ Igor Macchia เชฟอาหารอิตาเลียนชื่อดังที่โรงแรม Legend Metropole a Sofitel Hotel เวียดนาม และอื่นๆ แล้ว ก็เชื่อได้เลยว่าเชฟอีวานยังก้าวไปได้อีกไกลแน่นอน

“การที่ผมได้มาเป็นหัวหน้าเชฟที่ห้องอาหารสกาลินีถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ผมจึงตั้งเป้าหมายหลักๆ ไว้สองข้อ คือ อยากจะนำความเป็นตัวตนของผม ซึ่งมีความถนัดทางด้านอาหารอิตาเลียนมาสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่มีความเป็นออร์แกนิกมากขึ้นให้กับสกาลินี โดยแต่ละเมนูที่ผมปรุงออกมา จะเปรียบเสมือนกับการที่ผมไปสร้างรอยยิ้มให้ผู้ที่มารับประทานอาหาร

 

อีกข้อเป็นเป้าหมายในอนาคตที่ผมตั้งไว้ ว่าหากเก็บเงินได้เยอะๆ ผมมีแผนที่จะเปิดร้านอาหารอิตาเลียนของตัวเองด้วยเช่นกัน โดยอาจจะเป็นบ้านเกิดหรือเปิดที่อื่นก็ได้ ซึ่งก็คงต้องดูความพร้อมหลายๆ ด้านในตอนนั้น

อาชีพเชฟเป็นงานที่หนักก็จริง แต่ก็เป็นงานที่ผมชอบและเลือกที่จะทำตั้งแต่ผมตัดสินใจเรียนทำอาหารแล้วล่ะ ที่สำคัญ ยังเป็นสายงานของการฝึกฝนคนให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งผมจะดีใจและมีความสุขมาก ถ้าได้เห็นเพื่อนร่วมงานหรือคนในทีม ได้มีการพัฒนาตัวเอง หรือได้เลื่อนตำแหน่งในสายอาชีพนี้ไปในทางที่ดียิ่งขึ้น” (ยิ้ม)

อีวานทิ้งท้ายว่า สัปดาห์หนึ่งเขาทำงาน 5 วัน ถ้ามีวันว่างเขามักจะชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของชาติต่างๆ หรือผลงานของนักเขียนดังๆ ที่ได้รับรางวัลโนเบล และเขายังชอบสะสมซีดีอัลบั้มเพลงทุกแนวที่ปัจจุบันนี้มีถึง 3,000 แผ่นอีกด้วย ซึ่งนักร้องคนโปรดของเขา คือ บ๊อบ ดีแลน สิ่งที่เขาชอบอีกอย่างก็คือการได้ไปลองชิมอาหารเมนูใหม่ๆ จากหลายเชื้อชาติตามสถานที่ต่างๆ หรือร้านอาหารที่เปลี่ยนไป เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่มีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเองได้นั่นเอง

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดบันเทิงในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์