สัมภาษณ์คนดัง

ดลนภา ธรรมวัฒนะ & ขรรค์ชัย องคมงคล "เราคือพี่น้องต่างสายเลือด"

  • 18 มีนาคม 2560 เวลา 16:09 น.
  • | เปิดอ่าน 35,849
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

ดลนภา ธรรมวัฒนะ & ขรรค์ชัย องคมงคล "เราคือพี่น้องต่างสายเลือด"

โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เปิดตัวมาในฐานะคู่พาร์ตเนอร์ธุรกิจผู้นำเข้าสุดยอดชีสเค้กชื่อดังจากเมืองโอตารุ ประเทศญี่ปุ่น เลอ ทาโอะ (Le Tao) สำหรับ ดรีม-ดลนภา ธรรมวัฒนะ และแบงค์-ขรรค์ชัย องคมงคล  

เลยอาจทำให้หลายคนนิยามความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไว้เพียงคู่หูทางธุรกิจที่ลงเรือลำเดียวกัน เพื่อนำพาบริษัทให้ไปถึงจุดหมาย แต่หลังจากได้จับเข่าคุยกับสองผู้บริหารไฟแรง ถึงได้พบว่า เรือที่ทั้งคู่กำลังช่วยกันพายลำนี้ ไม่ใช่ลำแรก เพราะก่อนหน้าจะมาทำธุรกิจด้วยกัน ทั้งคู่ผ่านสถานะของการเป็นทั้งคนรู้จัก มาสู่เพื่อนปาร์ตี้ จนเป็นเพื่อนร่วมคลาสเรียนปริญญาเอก

และทุกวันนี้สถานะของทั้งคู่ขยับไปไกลกว่าการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ แต่คือความรู้สึกถึงความเป็นพี่เป็นน้องที่รักและคิดถึงกันเสมอ 

'พี่ดรีม คือพี่สาวคนเก่ง'

“เราสองคนรู้จักกัน เพราะผมเป็นเพื่อนกับญาติพี่ดรีม ด้วยความที่บ้านพี่ดรีมเวลามีปาร์ตี้ที่จะไม่ใช่แค่รวมญาติ แต่รวมเพื่อนของญาติมาด้วย ทุกครั้งที่เป็นปาร์ตี้เลยกลายเป็นการรวมตัวของก๊วนเด็กๆ กลุ่มใหญ่มาสนุกด้วยกัน” หนุ่มรุ่นน้องชิงย้อนความหลังถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่รู้จักกัน

แม้จะนานมาแล้ว แต่พอนึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุขก็ยังทำให้ยิ้มได้

“ถึงจะมีช่วงหนึ่งพี่ดรีมไปเรียนต่อเมืองนอก แต่เขาก็ยังกลับมาทุกปิดเทอม กลับมาทีไรก็นัดรวมกลุ่มตลอด เราเลยเหมือนไม่เคยห่างกัน ผมยังจำได้เวลาปาร์ตี้กัน พี่ดรีมกลัวผมไม่สนุก เลยชวนผมดื่มตามประสาวัยรุ่น ทั้งที่จริงๆ พี่ดรีมหารู้ไม่ว่าผมไม่ดื่มก็สนุกได้ แต่ผมก็หัดดื่มไป จนตอนหลังเลยดื่มเป็นหมด (หัวเราะ)”

แบงค์ บอกว่า ถึงสมัยเป็นวัยรุ่นจะเป็นขาปาร์ตี้กัน แต่พอต่างคนต่างเริ่มมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ปาร์ตี้ก็เริ่มน้อยลง แต่ความสนิทสนมที่มียังไม่จางหาย โดยกิจกรรมที่เขาและรุ่นพี่ร่างเล็กมักทำร่วมกันบ่อยๆ คือการไปดูคอนเสิร์ต

“พี่ดรีมชอบดูคอนเสิร์ตมาก เขาดูแทบทุกคอนเสิร์ต แต่ผมก็จะเลือกเฉพาะศิลปินที่สนใจ ที่ชอบ บางคอนเสิร์ตถ้าเราไม่อินก็ขอบายไปบ้างเหมือนกัน นอกจากชอบไปดูคอนเสิร์ตด้วยกัน บางทีเราก็ชวนกันไปช็อปปิ้ง แต่ถ้าว่างไม่ตรงกัน หรือบางครั้งชวนแล้วพี่ดรีมไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าเราเจออะไรที่คิดว่าพี่ดรีมหรือคนในครอบครัวพี่ดรีมจะถูกใจ เราก็จะถ่ายรูปแล้วส่งไปให้ เหมือนเป็นบายเออร์ประจำบ้านให้เขาด้วย (หัวเราะ)”

นอกจากไลฟ์สไตล์ความชอบจะใกล้เคียงกันแล้ว แบงค์ยอมรับว่าดรีมยังเป็นพี่สาวและต้นแบบที่ดีให้กับเขาไม่น้อย

“ช่วงที่ผมไปเรียนต่อปริญญาโทที่ออสเตรเลีย ผมไม่มีความสุขเลย เพราะคิดถึงบ้าน เหงามาก เลยตัดสินใจกลับมาเมืองไทยก่อนจะเรียนจบด้วยซ้ำ ตอนนั้นก็ได้พี่ดรีมที่แนะนำให้ผมไปเรียนปริญญาโทที่ธรรมศาสตร์แทน ซึ่งเป็นหลักสูตรเดียวกับที่พี่ดรีมเรียน ผมก็เลยเดินตามรอยพี่ดรีมจนเรียนจบปริญญาโทได้ตามที่ตั้งใจ”

แบงค์ บอกว่า ตั้งแต่รู้จักกันมาจนสนิทเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ทั้งคู่ไม่เคยทะเลาะหรืองอนกันเลย อาจจะมีที่ต้องถกเถียงกันบ้างช่วงที่มาทำธุรกิจด้วยกัน นั่นเพราะเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ แต่หลังจากพับเรื่องงาน ทั้งคู่ก็กลับมาเป็นพี่น้องที่รักกันเหมือนเดิม

“ถามว่าตอนที่เราตัดสินใจจะมาทำธุรกิจด้วยกัน กลัวมั้ยว่าอาจจะทำลายความสัมพันธ์ คือตอนเด็กๆ เราก็มักได้ยินผู้ใหญ่บอกว่าเพื่อนกันไม่ควรทำธุรกิจด้วยกันเดี๋ยวจะหมางใจ แต่พอเราโตมา คิดว่าโตพอที่จะรู้ว่าจะเลือกพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจยังไง อย่างพี่ดรีม เราโตมาด้วยกัน เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นยังไง เรามีความเชื่อใจกัน และรู้ว่าเรามีเป้าหมายเดียวกัน เพราะฉะนั้นการตัดสินใจจะมาทำธุรกิจด้วยกันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย เราคุยกันไว้แล้วแต่ต้นว่า ไม่ว่าจะมีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้น เราก็จะไม่โทษกันเด็ดขาด”

เพื่อการันตีว่าเป็นอีกคู่ที่รักและสนิทกันจริงๆ งานนี้เมื่อถูกขอให้เปรียบเทียบว่าดรีมคืออะไรสักอย่างในชีวิต แบงค์ตอบอย่างไม่ลังเลว่า

“พี่ดรีมคือพี่สาวที่ผมรักเหมือนพี่สาวแท้ๆ และผมก็สัมผัสได้ว่าพี่ดรีมรักผมเหมือนน้องแท้จริงๆของเขาเหมือนกัน”

'แบงค์ คือน้องชายที่ใส่ใจคนรอบข้างเสมอ'

ได้ฟังรุ่นน้องที่รักเหมือนน้องชายแท้ๆ ถ่ายทอดความในใจแบบนี้ ก็ทำเอาผู้บริหารสาวเก่งยิ้มหน้าบานไม่น้อย พร้อมขยายถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งคู่ว่า นอกจากจะผ่านเรื่องราวต่างๆ ด้วยกันมามาก ตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่เพียงลงเรือลำเดียวกันในเรื่องธุรกิจ แต่ยังกำลังพายเรืออีกลำไปสู่เป้าหมายคือ ปริญญาเอก

“หลังจากเรียนจบปริญญาโท ที่บ้านอยากให้ดรีมเรียนปริญญาเอกต่อ ด้วยความที่เราไม่อยากเรียนคนเดียว ก็พยายามหาเพื่อนมาเรียนด้วยกัน ชวนอยู่หลายคนก็ไม่มีใครยอมเรียนด้วย จนพอแบงค์เรียนจบปริญญาโท เลยลองชวนเขามาเรียน ปรากฏว่าเขาเป็นน้องใจง่าย (หัวเราะ) ยอมมาเรียนด้วย มาลงเรือลำเดียวกัน”

นอกจากจะชวนมาเป็นคู่หูในห้องเรียนแล้ว ถามว่าทำไมตอนที่จะเริ่มต้นทำ เลอ ทาโอะ ถึงนึกถึงรุ่นน้องต่างวัยมาลงขันด้วยกัน ดรีมตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า

“ตอนนั้นชื่อของเขาป๊อปอัพขึ้นมาเป็นชื่อแรกนะ ตอนที่เราคิดว่าจะหาพาร์ตเนอร์ เพราะดรีมเชื่อว่าคนเราเวลามองตัวเองจะแค่หันซ้ายและหันขวา ไม่หมุนรอบตัว เพราะฉะนั้นเราเห็นตัวเองอย่างมากก็ 180 องศา ไม่มีทางเห็น 360 องศา เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากเห็นตัวเองให้รอบด้านเราต้องมองหาพาร์ตเนอร์ที่เราไว้ใจ”

ดรีม บอกว่า 1 ปีที่ทำงานร่วมกันมา ธุรกิจนี้ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่เป็นโอกาสให้ได้เจอกันบ่อยมากขึ้น ให้ทั้งคู่ได้มองเห็นแง่มุมที่ไม่เคยเห็นของอีกฝ่าย

“จริงๆ ตอนเรียนปริญญาเอกด้วยกัน เราก็รู้แล้วว่าเขาเป็นคนเก่ง แต่พอมาทำงานด้วยกันก็ยิ่งเห็นศักยภาพของเขา และรู้ว่าเขาคือคนที่จะมาเติมส่วนที่เราขาด”

ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องงาน ที่หนุ่มรุ่นน้องเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ส่วนที่ขาด แต่ในเรื่องส่วนตัวก็เช่นกัน

“แบงค์เป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียด คิดถึงคนอื่นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ไม่ว่าไปไหนเขาก็ต้องมีของฝากติดไม้ติดมือเสมอ ซึ่งบางครั้งเราเองถึงจะเป็นผู้หญิงยังมองข้ามตรงนั้นไป อย่างที่แบงค์บอกไป เวลาไปไหนเขาเจออะไรที่คิดว่าเราจะชอบ คนในบ้านเราจะชอบ ก็จะถ่ายรูปส่งมาให้ดู ซื้อมาให้ตลอด ซึ่งความใส่ใจที่เขามีต่อคนรอบข้างไม่เคยเปลี่ยนนี้คือสิ่งที่ทำให้เราประทับใจเขานะ”

อย่างไรก็ตาม ดรีม บอกว่า ทั้งคู่อาจไม่ใช่คู่ที่ดราม่า มีมุมซึ้งๆ ซีนเรียกน้ำตามาเล่าถึงความประทับใจต่ออีกฝ่ายมากนัก แต่เราเข้าใจกันดี ตั้งแต่รู้จักกันมาจนถึงวันนี้ ดรีมยอมรับว่ารักแบงค์เหมือนกับน้องชายแท้ๆ อาจเพราะด้วยความที่เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว แบงค์จึงเหมือนเป็นทั้งเพื่อนและน้องในคราวเดียวกัน

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดบันเทิงในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์