สัมภาษณ์คนดัง

ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน ความจนไม่ใช่อุปสรรคในชีวิต

  • 21 มีนาคม 2560 เวลา 09:54 น.
  • | เปิดอ่าน 41,176
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน ความจนไม่ใช่อุปสรรคในชีวิต

โดย...อณุสรา  ทองอุไร ภาพ  ภัทรชัย  ปรีชาพานิช

มีคำกล่าวไว้ว่าแม้คนเราจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ และถ้าหากคุณตั้งใจเรียนและเรียนดีด้วยแล้วละก็รับรองว่าชีวิตคุณจะไปได้ไกลอย่างเหลือเชื่อทีเดียว

เช่นเดียวกับชายหนุ่มคนนี้ แกง-ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาเล่าว่าเขาเป็นตัวแทนของเด็กบ้านนอกจากภาคอีสานอย่างแท้จริง พ่อแม่ยากจน เขาต้องช่วยพ่อแม่ทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เริ่มจากไปช่วยแม่ขายผักที่ตลาดตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน เสาร์อาทิตย์ก็ไปเป็นลูกจ้างที่ร้านอาหาร เรียกว่ามีงานอะไรพอจะได้ค่าขนมไปโรงเรียนเขารับจ้างทุกอย่าง ที่โรงเรียนปลูกต้นไม้เยอะเขาก็ไปขอชำต้นไม้แล้วเอาไปเพาะขายหารายได้พิเศษ เรียกว่าหนักเอาเบาสู้ทุกอย่าง 

งานไหนถ้าได้เงินเขาไม่เกี่ยงเลย เพราะรู้ว่าบ้านฐานะยากจนก็จำเป็นต้องดิ้นรนมากกว่าเด็กคนอื่น ซึ่งเขายอมรับและยิ้มสู้กับมันไม่มาคิดให้เป็นปมด้อย นอกจากทำงานแล้วก็ยังไปรับสลากของเล่นมาขายให้เพื่อนที่โรงเรียน

“โชคดีที่ผมเป็นเด็กเรียนดีและรักการเรียน เพราะมีความเชื่อฝังหัวมาโดยตลอดว่าถ้าเราเรียนดีมันจะช่วยเปิดโอกาสในชีวิตเราได้ สิ่งเดียวที่จะทำให้เราสบายพ้นจากความยากจนได้ก็คือการมีการศึกษาที่ดี ดังนั้นผมจึงตั้งใจเรียนมาก รู้ว่าพ่อแม่อาจจะไม่มีเงินส่งเราได้เรียนสูงๆ ผมจึงต้องพยายามช่วยหาเงินเก็บไว้เป็นค่าเทอมค่าขนม แล้วเรียนให้ดีที่สุดเพื่อจะได้มีสิทธิขอทุนเรียนได้”

นอกจากเขาจะเรียนดีแล้วก็ยังเป็นเด็กชอบกิจกรรม ทั้งดนตรี กีฬา โต้วาที ถ้ามีโอกาสเขาทำหมดเขาเคยไปประกวดร้องเพลงลูกทุ่งหมอลำ เขาเล่าขำๆ ว่าถ้าไม่ได้เรียนจริงๆ ก็คงไปเป็นนักร้องในวงหมอลำแน่นอน เพราะเขาร้องเพลงหมอลำเพราะเสียด้วย

ทางด้านการศึกษานั้น เขาเรียนเร็วกว่าเพื่อนๆ 1 ปี เขาจบมัธยมปลายตอนอายุ 17 ปี เด็กๆ ใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักข่าว นักการทูต หรือไม่ก็อยากเป็นพระเอกหมอลำไปเลย ตอนจบมัธยมปลายเขาได้ทุนเรียนสัตวแพทย์แต่เคยไปดูการทำงานแล้วไม่ชอบเวลาเห็นเลือดต้องผ่าตัด เขาก็เลยเปลี่ยนใจไม่รับทุนนั้นและขอเบนเข็มมาเลือกเรียนเภสัชกรแทน เพราะชอบเรียนสายวิทย์มาโดยตลอด สุดท้ายเขาก็ได้มาเรียนที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเขาได้ทุนเรียนมาโดยตลอด ปริญญาตรีได้ทุนของมูลนิธิดำรงชัยธรรม ส่วนปริญญาโทและเอกได้ทุนจากรัฐบาลไทยไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ในสาขา Stem Cell and Regenerative Biology, Institute of Child Health, University College London UK

ตอนจบปริญญาตรีเขาได้ไปทำงานเป็นเภสัชกรที่ร้านขายยาแห่งหนึ่งอยู่เกือบปี แล้วได้ทุนไปเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศนิวซีแลนด์อยู่ 3 เดือน แล้วก็ไปต่อปริญญาโทและเอกที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลา 4 ปีเศษๆ

“ความที่เป็นเด็กบ้านนอกผมไม่รู้ว่ามีขอทุนไปเรียนต่างประเทศได้ด้วย พอรู้ว่ามีขอทุนได้ผมก็ขอทุนตลอด (หัวเราะ) แล้วก็เลือกกลับมาเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ เพราะอยากแบ่งปันอยากแชร์ และสนุกกับงานสอนหนังสือด้วย เพิ่งค้นพบว่าการสอนหนังสือนั้นมีความสุขมากๆ เพราะคิดว่าอาชีพครูเป็นงานที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรีแม้จะเงินเดือนไม่เยอะเหมือนกับไปทำงานเป็นเซลส์ขายยาหรืออยู่บริษัทยาใหญ่ๆ ก็ตาม”

เขาสอนที่คณะเภสัชฯ ให้กับนักศึกษาตั้งแต่ระดับตรี โท เอก แล้วยังเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยรังสิตอีกด้วย

นอกจากนั้นตอนที่เขาไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษเขาก็คิดโครงการ Stem kids เพื่อเป็นการให้เด็กไทยได้เรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ และให้ครูทั่วประเทศได้นำไปใช้ประโยชน์ด้านการเรียนการสอนเทคโนโลยี จนเขาได้รับรางวัลนี้จากบริติช เคานซิล ให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นในการทำประโยชน์เพื่อสังคม

เขาบอกว่าถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรที่ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์จากการเรียนในสหราชอาณาจักรมาสร้างประโยชน์แก่สังคม ผู้คน และประเทศชาติ พร้อมกันนี้ ยังเป็นการแสดงความยินดีและเฉลิมฉลองความสำเร็จของศิษย์เก่า และยังเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันยาวนานทางการศึกษาระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร และเน้นย้ำถึงพันธกิจของบริติช เคานซิลในการสนับสนุนศิษย์เก่าในฐานะผู้นำในอนาคต

ดร.วีระพงษ์ กล่าวว่า สเต็มคิดส์มีพันธกิจหลักคือการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีกลยุทธ์สำคัญโดยใช้วิทยาศาสตร์เซลล์ต้นกำเนิดเป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่อง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่เชื่อมต่อกัน ในทุกสาขาวิชาภายใต้บริบทที่เหมาะสม

นอกจากการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ในสถานศึกษาให้ผู้เรียนและผู้สอนได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มที่แล้ว สเต็มคิดส์ยังเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของการเรียนรู้ระหว่างสถานศึกษา, ครอบครัว, ชุมชนท้องถิ่น, สังคมไทย และประชาคมโลก เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับพลวัตของโลกในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นแนวทางการดำเนินงานของสเต็มคิดส์จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนไทยซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาของยุทธศาสตร์การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน สเต็มคิดส์มุ่งเน้นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์บทบาทของเซลล์ต้นกำเนิดที่มีต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็กและเยาวชน และหลักการทำงานของสมองในด้านพัฒนาการและการพัฒนาศักยภาพการรู้คิด

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า ในร่างกายของคนเรามีเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งทำหน้าที่ทั้งในสุขภาวะและซ่อมแซมเนื้อเยื่อเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะในวัยเด็กนั้นเซลล์ต้นกำเนิดมีส่วนสำคัญในการสร้างเสริมพัฒนาการร่างกายที่สมวัยและอาจจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ดีมีสุขเมื่อมีอายุมากขึ้น ดังนั้นพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเด็กจึงมีผลต่อการทำงานของเซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ในร่างกายและเป็นแนวทางส่งเสริมสุขภาพในอนาคต

นอกจากนี้ เขายังได้รับเลือกให้เป็นทูตสเต็ม (STEM Ambassador) คือ บุคลากรที่มีประสบการณ์ในอาชีพด้านสเต็ม ได้แก่ ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี จากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และวิสาหกิจ โดยอาสาสมัครมาถ่ายทอดความรู้ ให้คำแนะนำ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน สร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียน และจัดกิจกรรมสเต็มในโรงเรียนเพื่อให้ครูและนักเรียนได้เห็นประโยชน์ของการนำความรู้ไปใช้ในบริบทของชีวิตจริงและการประกอบอาชีพ ทูตสเต็มจะต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรของ สสวท. เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของทูตสเต็มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทบาทของการเป็นทูตสเต็ม ก็คือจะต้องเดินสายไปยังโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้นักเรียนมีความสนใจในการเรียนและการประกอบอาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี แนะแนวการศึกษาและการทำงานในอาชีพสเต็มแก่นักเรียน

ทั้งยังให้คำแนะนำกับครูในการจัดกิจกรรมสเต็มให้แก่นักเรียน โดยใช้บริบทจากชีวิตจริง และเป็นที่ปรึกษาและเป็นกรรมการตัดสินการประกวดโครงงานสเต็ม รวมทั้งร่วมจัดกิจกรรมพิเศษทั้งในและนอกโรงเรียน เช่น ค่ายสเต็ม การประชุมวิชาการเพื่อเผยแพร่ผลงานเกี่ยวกับสเต็มศึกษาของครูและนักเรียน การศึกษาดูงาน ณ สถานที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับสเต็ม

โครงการของเขาได้รับรางวัล Alumni Awards เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของบริติช เคานซิล ที่จะสร้างเครือข่ายศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรทั่วโลกให้แข็งแกร่ง ในฐานะผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมโลก และในปีนี้ประเทศไทยได้เปิดตัวรางวัลศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรดีเด่นเป็นครั้งแรกพร้อมกับอีก 14 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ กรีซ กานา ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี ไนจีเรีย ปากีสถาน มาเลเซีย เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา อินเดีย อินโดนีเซีย อียิปต์ ฮ่องกง รวมถึงประเทศไทย

สำหรับหลักคิดในการทำงานของเขานั้นก็คือ ต้องสนใจใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอ และถ้ามีโอกาสต้องแบ่งปันเพื่อสังคม ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ถ้าสังคมดีทุกอย่างก็จะดีไปด้วย

“ผมพยายามจะบอกเด็กๆ เสมอเวลาไปพูดที่โรงเรียนต่างจังหวัดว่าโอกาสในชีวิตเราสร้างได้ ด้วยการพยายามเรียนให้ดีโอกาสดีๆ ก็จะเข้ามา ทุกคนสามารถพัฒนาได้เสมออยากมีชีวิตที่ดีต้องเรียนให้เก่ง ทำตัวให้ดี ผมอยากสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ผมทำได้คนอื่นก็ทำได้ความจนไม่ใช่อุปสรรคของชีวิต การศึกษาที่ดีช่วยแก้ปัญหาได้เกือบทุกสิ่ง” เขากล่าวอย่างมั่นใจ

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดบันเทิงในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์