สัมภาษณ์คนดัง

โอลิวิเยร์ โอเดอมาร์ ผู้ส่งต่อศิลปะแห่งเรือนเวลา

  • 10 เมษายน 2560 เวลา 10:52 น.
  • | เปิดอ่าน 1,546
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

โอลิวิเยร์ โอเดอมาร์ ผู้ส่งต่อศิลปะแห่งเรือนเวลา

โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา

เพราะเชื่อว่าเรือนเวลาไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือบอกเวลา แต่แฝงไปด้วยแรงบันดาลใจ ความประณีตในการสร้างสรรค์ไม่ต่างกับงานศิลปะ จึงไม่แปลกที่โอเดอมาร์ส ปิเกต์ (Audemars Piguet) ผู้นำแห่งโลกของเครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะร่วมเป็นผู้สนับสนุนรองอย่างเป็นทางการในงานอาร์ต บาเซิล ตั้งแต่ปี 2013 และยังร่วมกับศิลปินชื่อดังเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะที่น่าประทับใจมาโชว์ ณ เลานจ์ของแบรนด์ในงาน “อาร์ต บาเซิล 2017” ซึ่งจัดขึ้น ณ คอลเลกเตอร์ เลานจ์ คอนเวนชั่น แอนด์ เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ประเทศฮ่องกงอีกด้วย

เลานจ์ของโอเดอมาร์ส ปิเกต์ในปีนี้ โดดเด่นตั้งแต่แรกเห็นด้วยผลงานประติมากรรมต้นไม้ “Second Nature” โดยเซบาส เตียน เออร์ราซูริส โดยผลงานชิ้นนี้จะจัดแสดงเป็นซีรี่ส์ให้เห็นพัฒนาการการเติบโตในแต่ละยุคของต้นไม้ โดยจะหมุนเวียนไปโชว์ในงานอาร์ต บาเซิลทั้ง 3 เมือง ได้แก่ ฮ่องกง บาเซิล และไมอามี เปรียบเหมือนจิตวิญญาณของโอเดอมาร์ส ปิเกต์ที่ถ่ายทอดเป็นมรดกจากเจเนอเรชั่นสู่เจเนอเรชั่น ไม่ต่างกับต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึกภายใต้ผืนดินพร้อมขยายกิ่งก้านสาขาและผลิใบ

ถัดจากประติมากรรมต้นไม้ แขกผู้มีเกียรติจะได้ตื่นตาตื่นใจกับการจัดแสดงเรือนเวลารุ่นประวัติศาสตร์และรุ่นพิเศษต่างๆ ก่อนจะได้ชื่นชมผลงานวิดีโอ “Circadian Rhythm” โดยเฉิง ราน ศิลปินดาวรุ่งจากจีน วิดีโออินสตอลเลชั่นชิ้นนี้จะพาผู้ชมท่องผ่านโลกแห่งภูมิทัศน์อันน่าอัศจรรย์ของ “วัลเลย์ เดอ ฌูซ์” ก่อนดำดิ่งเข้าสู่แต่ละองค์ประกอบของเรือนเวลาอันทรงคุณค่า

ในงานนี้ โอลิวิเยร์ โอเดอมาร์ รองประธานบอร์ดแห่งโอเดอมาร์ส ปิเกต์ ไม่เพียงเดินทางมาร่วมงานด้วยตัวเอง แต่ยังให้สัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อพาไปรู้จักกับแบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 141 ปี โดยโอลิวิเยร์ ร่วมพาย้อนวันวานไปสู่วัยเด็กอย่างน่าสนใจว่า ในวัยเด็ก เขาเคยสงสัยว่า ทำไมคุณปู่ (พอล เอ็ดเวิร์ด ปิเกต์) ถึงทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับจักรกลเล็กๆ เหล่านี้ กระทั่งวันหนึ่ง คุณปู่ได้ไขปริศนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้จักรกลเล็กๆ จนจุดประกายให้เขาเริ่มหลงใหลในโลกของเรือนเวลาแบบไม่รู้ตัว

“ผมจำได้ว่า วันหนึ่งคุณปู่กลับมาพร้อมชิ้นส่วนของนาฬิกา ท่านค่อยๆ อธิบายให้ผมฟังถึงการทำงานของพวกมัน แถมยังประกอบชิ้นส่วนเหล่านั้นให้ผมดู ว่ามันทำให้นาฬิกาสามารถบอกเวลาได้อย่างไร เท่านั้นยังไม่พอ ท่านยังพาผมไปที่โรงงานไปนั่งอยู่ข้างๆ ช่างทำนาฬิกา เพื่อดูการทำงานแบบใกล้ชิด ทำให้ผมเริ่มอินกับโลกของการทำนาฬิกามาตั้งแต่ตอนนั้น”

ความประทับใจนี้ ถูกบันทึกไว้ในเสี้ยวความทรงจำของโอลิวิเยร์เสมอมา หลังจากเรียนจบด้าน Materials Physics เขาเปิดบริษัทของตัวเองเพื่อทำงานเกี่ยวกับการทดลองและวิจัยนานถึง 10 ปี ก่อนจะเข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจของครอบครัว เขาเริ่มต้นจากการทำงานในฝ่ายปฏิบัติการก่อนเป็นเวลา 8 ปี ถึงก้าวขึ้นมาร่วมเป็นบอร์ดของบริษัท

“การเข้ามาทำงานที่นี่ทำให้ผมได้เรียนรู้มากมาย ความท้าทายของผมในเวลานั้นคือ จะนำความรู้ในสายงานเดิมที่อิงกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ มาเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินธุรกิจของครอบครัว ซึ่งยังคงรูปแบบดั้งเดิมได้อย่างไร ตอนนั้นผมได้แต่ตั้งคำถามในใจ จนเมื่อทำงานไปสักพัก ผมถึงได้รู้ว่า ผมไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะหัวใจในการผลิตของเรา คือ การใช้ทักษะแรงงานคนในการสร้างสรรค์เรือนเวลา เราไม่ได้เป็นผู้ผลิตนาฬิกาให้บอกเวลาได้เท่านั้น แต่เรากำลังสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยความประณีตและสวยงามที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ถามถึงความกดดันในฐานะผู้สืบทอดตำนานของแบรนด์นาฬิการะดับตำนานจากวัลเลย์ เดอ ฌูซ์ โอลิวิเยร์ ตอบอย่างน่าสนใจว่า ถึงจะเป็นธุรกิจครอบครัว แต่เขาไม่ได้มองว่า โอเดอมาร์ส ปิเกต์ เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือสิ่งที่สะท้อนถึงแหล่งกำเนิดของศาสตร์นาฬิกาชั้นสูง อย่างวัลเลย์ เดอ ฌูซ์

“หน้าที่ของผม คือ รักษาแบรนด์โอเดอมาร์ส ปิเกต์ที่มีเอกลักษณ์ คือ การสร้างสรรค์เรือนเวลาด้วยฝีมือ ในฐานะแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์สืบทอดกันมายาวนานให้คงอยู่ในวัลเลย์แห่งนี้ต่อไป พร้อมส่งต่อความภาคภูมิใจจากรุ่นสู่รุ่นเหมือนที่บรรพบุรุษได้ส่งต่อมาให้ผม กว่าจะมาถึงวันนี้ บรรพบุรุษของเราต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจมหาศาล ผมจำได้ว่าคุณปู่เคยเล่าให้ฟังว่า ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เราเหลือช่างทำนาฬิกาอยู่เพียง 3 คน ผลิตนาฬิกาได้แค่ 1 เรือนต่อปี แต่บรรพบุรุษของเราก็สามารถนำพาแบรนด์ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นมาได้ เพราะฉะนั้นตัวผมเองในฐานะฟันเฟืองที่ทำงานร่วมกับฟันเฟืองอื่นๆอีกนับร้อย ก็ต้องทำให้เต็มที่เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้กับแบรนด์ของเรา”

อย่างไรก็ตาม โอลิวิเยร์ยังย้ำถึงอีกหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้โอเดอมาร์ส ปิเกต์ ยังคงโลดแล่นในฐานะแบรนด์นาฬิกาชั้นสูงได้อย่างสง่างาม คือ โอเดอมาร์ส ปิเกต์ เป็นเพียงไม่กี่แบรนด์เรือนเวลาที่ยังคงสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้ครอบครัวผู้ก่อตั้งมาจวบจนปัจจุบัน

“เหตุผลที่ยังเป็นเช่นนั้น เพราะพวกเราในฐานะผู้สืบทอดยังคงมุ่งมั่นที่จะสานต่อความเชื่อในอิสรภาพ การเป็นตัวของตัวเอง เพื่อสานต่อศิลปะชั้นสูงที่ได้รับการส่งต่อจากบรรพบุรุษอย่างแท้จริง สิ่งที่เราทำในวันนี้จะต้องดีกว่าเมื่อวาน และเรียนรู้ที่จะนำทุกบทเรียนมาพัฒนา เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าภายใต้หัวใจหลัก นั่นคือ ความสง่างาม ความแม่นยำเที่ยงตรง และประสิทธิภาพอันเป็นเลิศ”

มาถึงคำถามสุดท้ายซึ่งเป็นที่มาที่ทำให้เราได้มาร่วมพูดคุยในวันนี้ นั่นคือ ในฐานะผู้ผลิตเรือนเวลา โอลิวิเยร์มองว่าเรือนเวลานั้นมีความสัมพันธ์กับงานศิลปะในแง่มุมใด

“ผมมีความเชื่อว่าศิลปิน หรือคนที่ทำงานเกี่ยวเนื่องกับศิลปะล้วนมีความเชื่อและแรงบันดาลใจมาจากรากฐานคล้ายๆ กัน หลายครั้งที่ศิลปะเป็นบ่อเกิดของแรงบันดาลในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ให้กับโอเดอมาร์ส ปิเกต์ หรือต่อยอดไปสู่ชิ้นงานที่เป็นเอกลักษณ์ เพราะฉะนั้นผมมองว่า เรือนเวลาก็เหมือนกับงานศิลปะชิ้นหนึ่ง เป็นมากกว่าเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ในการบอกเวลา แต่สามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างให้กับผู้พบเห็นได้ไม่ต่างกัน” โอลิวิเยร์กล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดบันเทิงในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์