สัมภาษณ์คนดัง

‘อัษฎางค์โยคะ อยากสุขภาพดีต้องฝึกเอง’ อลิสา อัศวโภคิน

  • 11 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:28 น.
  • | เปิดอ่าน 7,136
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

‘อัษฎางค์โยคะ อยากสุขภาพดีต้องฝึกเอง’ อลิสา อัศวโภคิน

โดย...วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลังจากก่อตั้งลัลลาบายโยคะ ที่ตึกคิวเฮ้าส์จนประสบความสำเร็จ แตง-อลิสา อัศวโภคิน ต่อยอดความชื่นชอบในโยคะด้วยการเปิดสตูดิโออัชทางก้า สมสถิติ (สะ-มะ-สะ-ถิ-ติ) บาย ลัลลาบายโยคะ ที่ชั้น F แกรนด์ เซนเตอร์พอยต์ สุขุมวิท 55 โดยตั้งใจให้ที่นี่กลายเป็นสตูดิโอโยคะระดับเอ็กซ์คลูซีฟ

สิ่งที่อลิสาได้จากการฝึกอัชทางก้า คือ คติที่ว่าอยากได้สุขภาพที่ดีต้องฝึกเอง ถือเป็นความท้าทายใหม่ๆ ที่ยิ่งฝึกโยคะศาสตร์นี้ไปเรื่อยๆ เธอยิ่งทึ่ง และขอเป็นสาวกอัชทางก้า เช่นเดียวกับ มาดอนนา กวินเน็ธ พัลโทรว์ หรือนักออกแบบไทยชื่อดัง วิค-ธีร์รัฐ ว่องวัฒนะสิน ที่ก็หลงเสน่ห์ในโยคะศาสตร์นี้

อลิสาศึกษาจบปริญญาตรีจาก University of Pennsylvania ด้านศึกษาเอเชียตะวันออกและเศรษฐศาสตร์ และศึกษาจบระดับปริญญาโทจาก New York University ด้านการสอนภาษาอังกฤษ เมื่อกลับมาเมืองไทย จึงเริ่มทำงานจากสิ่งที่เรียนมา และยังได้ศึกษาเพิ่มเติมด้าน MBA จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์  และเธอก็ก้าวสู่งานที่รักเลย โดยเธอเป็นหนึ่งในทีมครูสอนโยคะที่มุ่งมั่นในการสอน เธอเดินทางรอบโลกเพื่อเฟ้นหาหลักสูตรโยคะที่ดี ทีมคุณครูที่มีความสามารถ รวมทั้งยังเข้าร่วมอบรมคอร์สเทรนนิ่งกับครูสอนโยคะที่มีชื่อเสียงระดับโลกรวมๆ แล้วมากกว่า 1,000 ชั่วโมง เช่น โยคะเวิร์ก 200 ชั่วโมง ชีวามุติโยคะ 300 ชั่วโมงอีกด้วย

อลิสาเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกชีวิตให้หันมาสนใจโยคะว่าเกิดขึ้นเมื่ออายุประมาณ 20 ปี ช่วงที่เธอเรียนปริญญาโทในนิวยอร์ก ช่วงนั้นเรียนหนักและเครียดมาก เธอจึงต้องหากิจกรรมช่วยผ่อนคลายและได้ค้นพบว่า โยคะคือคำตอบที่ใช่ที่สุด ทำให้คลายความเครียด นิ่งขึ้น และได้สุขภาพเป็นโบนัสแถม

หลังจากเรียนจบและกลับมาอยู่เมืองไทย อลิสาจึงคิดอยากทำธุรกิจด้วยตัวเอง โดยมีแนวคิดในการทำธุรกิจที่ว่า การได้ทำในสิ่งที่ชอบ ผลที่ออกมาย่อมดี ทำให้อลิสาเลือกทางของตัวเองตัดสินใจเปิดธุรกิจโยคะสตูดิโอของตัวเองแห่งแรก จนกระทั่งล่าสุดกับการเปิดอัชทางก้า สมสถิติ บาย ลัลลาบายโยคะ สตูดิโอโยคะระดับพรีเมียมแห่งใหม่สายอัษฎางค์โยคะ ใจกลางทองหล่อ

อลิสาโชคดีที่เจอ ครูนวรัตน์ ตรีประเสริฐ 1 ใน 4 ของคุณครูสอนโยคะสายอัชทางก้า (Ashtanga) ในประเทศไทย (Authorized level2 ashtanga) ที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน K Pattabhi Jois Ashtanga Yoga Institute (KPJAYI) เมืองมัยซอร์ ประเทศอินเดีย จึงชักชวนกันมาร่วมงาน

“การที่แตงฝึกอัชทางก้ามานาน ซึ่งเป็นการฝึกที่ต้องมีระเบียบวินัยและต้องตั้งใจ แตงจะฝึกทุกเช้าและฝึกทั้งวัน โดยแตงจะทำท่าช้าๆ แรกๆ อาจทำได้ไม่มาก แต่ถ้าเราฝึกบ่อยขึ้นเราจะทำได้มากขึ้น อย่างที่บอกว่าเป็นการฝึกที่เน้นสมาธิ

โยคะปัจจุบันแปรรูปแบบไปหลายแบบมาก แต่สุดท้ายแตงกลับมาดูที่จิตใจ คนที่ฝึกโยคะอื่นๆ สักพักจะรู้สึกเบื่อแล้วก็กลับสู่อัชทางก้า ที่แตงมาเปิดใจกลางทองหล่อเพราะแตงอยากให้เป็นไลฟ์สไตล์ของการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ต่างชาติเยอะนะคะ เพื่อเป็นการบาลานซ์ในเรื่องของร่างกายและจิตใจ

อย่างที่บอกว่าเราตั้งใจให้ที่นี่เอ็กซ์คลูซีฟนิดหนึ่ง เพื่อที่เราจะได้ดูแลลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ไม่ได้ฝึกเป็นกรุ๊ป แตงเน้นคนน้อย เพื่อที่ครูจะได้ดูแลได้ทั่วถึงแบบวันออนวัน อีกหนึ่งข้อดีของอัชทางก้า คือ สามารถสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย แต่บางคนจะทำไม่ถูก 100% บางคนบอกว่าเล่นแล้วเหนื่อย อีกคนบอกช้าไป ซึ่งจริงๆ เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

โยคะทั่วไป หรืออัชทางก้า 60-90 นาที ที่ฝึกมันเคลื่อนไหวตลอดเวลา ลมหายใจกำหนดความเคลื่อนไหว เวลาฝึกแล้วนิ่ง เราเหมือนได้อยู่กับตัวเอง เหมือนได้เพิ่มพลัง เพิ่มความนิ่งให้กับร่างกาย เวลาเราเล่นไปเราจะเริ่มสังเกตที่ร่างกาย เราทำได้มากกว่าเมื่อวานเสมอ”

ข้อดีของการฝึกอัชทางก้า อลิสาเพิ่มเติมอีกว่า เป็นการเปิดกล้ามเนื้อ อย่างเล่นเวตกล้ามเนื้อตึงไปแล้ว แต่การฝึกโยคะทำให้กล้ามเนื้อยืดด้วย เรียกว่าถ้าออกกำลังกายทั้งสองแบบ จะเป็นการออกกำลังกายที่ครบวงจรซึ่งดีมากๆ

“แตงออกกำลังกายทุกวัน เราต้องให้กำลังใจตัวเอง เหมือนต้องมีระเบียบวินัย ทำให้ภายในมีความแข็งแรงออกมาข้างนอก เช่น จิตใจเราดี เราก็ทำอะไรได้กระฉับกระเฉง อย่างแตงฝึกวินยาสะโยคะแต่ฝึกสักพักแตงต้องการความสงบและสมาธิที่มากขึ้น แต่อัชทางก้าแตงทำได้แค่ไหน ครูจะช่วยจัดท่าให้ สิ่งที่แตงได้จากอัชทางก้าคือการมีสมาธิและมีวินัย แต่ถ้าเราโหยหาสุขภาพที่ดีแต่เราไม่มาฝึก อยากออกกำลังกายเราต้องลองด้วยตัวเอง อยากได้อะไรต้องทำเอง เพราะไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ พอเรามีวินัยจะส่งผลถึงเรื่องงาน ทำงานก็รอบคอบขึ้น เพราะเรานิ่งขึ้น มีสมาธิมากขึ้น ใจร้อนน้อยลง ปล่อยวางได้มากขึ้น”

แม้การเป็นทายาทเจ้าสัวอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แต่คำสอนหนึ่งของพ่อคือทำอะไรก็ต้องขวนขวายด้วยตัวเอง

“พ่อแม่ไม่ได้ตามใจนะคะ อยากได้อะไรแตงต้องทำเอง อย่างจะเปิดโยคะแตงก็ต้องไปเทรนเอง อยากทำอะไรให้ดีต้องเรียนรู้เอง รวบรวมคนมีแนวคิดเดียวกันมาเปิดสตูดิโอโยคะ ถ้าเราจะจ้างคนอื่นมันจะไม่ยาวนาน อย่างโยคะเมื่อก่อนอยากทำท่าต่างๆ ได้ เพราะแตงตัวอ่อน แต่ทำเสร็จปุบหลังเจ็บไป 4 เดือน เกิดจุดเปลี่ยนเลยค่ะ คือทำได้แค่ไหน ทำได้แค่นั้น อย่าผลักดันตัวเองมาก ได้แค่นี้ก็แค่นี้ เราต้องรู้ลิมิตตัวเอง

แตงมองว่าอัชทางก้าคือความพอดี บางทีเราฝึกมากก็บาดเจ็บ โยงกับการทำงาน ถ้าเราทำงาน อยากมีกิจการเยอะๆ เราทำไม่ไหว ก็ต้องค่อยๆ ทำอย่ารีบ ทำไปช้าๆ เราค่อยๆ เปิด แตงไม่เน้นกำไร เพราะอยากให้คุณภาพ จริงๆ โยคะเป็นการฝึกจิตใจคนนะคะ”

อลิสาจัดเป็นเจ้านายที่ทำธุรกิจอย่างมีวินัย เธอมีกฎเหล็ก คือ ควรมาทำงานเช้ากว่าลูกน้อง มีนัดหมายต้องมาตรงเวลา ทั้งหมดเธอได้จากการออกกำลังกายให้มีประสิทธิภาพ คือ ต้องมีวินัยล้วนๆ

“บางคนอยากผอมจึงมาออกกำลังกาย แต่หลังออกแล้วก็กินเยอะเท่าเดิม จึงไม่ผอมสักที ตอนนี้เทรนด์ออกกำลังกายคือเน้นสุขภาพ มากกว่าการมีรูปร่างที่ผอมแล้วนะคะ บางคนต้องปรับค่านิยม พอมาออกกำลังกายสักพักแตงไม่แคร์เรื่องผอมเลยนะคะ แม้อ้วนนิดแต่ร่างกายเราดี ดีกว่าผอมสวยแล้วเป็นโรค แต่การฝึกโยคะทำให้เรามีรูปร่างสมส่วน กล้ามเนื้อกระชับ สำคัญที่สุดคือความสมดุลของร่างกาย เล่นแล้วไม่ควรเครียด แล้วหน้าจะอ่อนเยาว์ลงค่ะในมุมมองของแตง”

การมีคุณพ่อเป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่คุณพ่อก็ไม่บังคับลูกสาวให้ต้องก้าวเดินตาม

“จริงๆ คุณพ่อมีแนวคิดอีกแบบ เวลาทำต้องทำในสิ่งที่เราถนัด ไม่ถนัดไม่ต้องทำ ทุกวันนี้พ่ออยากให้แตงสร้างแบรนด์เพื่อความภูมิใจของตัวเอง ซึ่งดีมากๆ ถือว่าตัวเองโชคดี พ่อมีธุรกิจเยอะมาก เช่น ช็อปปิ้งมอลล์ ทำโรงแรม ขายบ้าน พ่อทำเยอะมาก แต่ในที่สุดพ่อบอกว่าไม่ได้ให้แตงมาทำที่บ้าน แต่ให้แตงสตาร์ทจากศูนย์ก่อน เรามีพร้อมแล้วทุกอย่าง มาอยู่ในตำแหน่งที่สูงเลย เราจะไม่รู้ว่าพื้นฐานต้องทำอะไรบ้าง

ธุรกิจไม่ว่าอะไรก็ตามเราต้องมีลูกน้อง เราต้องรู้คอสติ้ง รู้ว่าทำธุรกิจนี้ต้นทุนเท่าไหร่ วิธีทำให้มีกำไร ทำอะไรก็ต้องมีรายได้มาเลี้ยงคน เราทำอย่างไรที่ให้รายได้มากกว่ารายจ่าย พอแตงมาทำเราจะได้รู้จากศูนย์ พ่อเน้นว่าทำอะไรต้องมีความสุข เราต้องมีแรงปรารถนากับสิ่งที่เราทำ

แตงชอบพบปะกับลูกค้า เราช่วยเขาในเรื่องสุขภาพได้ สำหรับแตงเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญ แตงมีความสุขกับการเห็นคนมีสุขภาพดี เหมือนแตงเป็นครูที่ให้การศึกษาแก่คนอื่นบ้าง เมื่อเรามีเราควรให้คนอื่นบ้าง สำคัญมากๆ ที่เราจะต้องบริหารคนจำนวนเป็นร้อยในหลายธุรกิจ เราต้องอดทนต่อสู้ ดูคนเป็น”

อลิสา บอกว่า คุณพ่อของเธอถือเป็นต้นแบบในการทำงานทุกอย่าง ที่สำคัญคุณพ่อยังเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับเธอในทุกเรื่องอีกด้วย “หากมีปัญหาปรึกษาพ่อทุกเรื่องนะคะ พ่อสอนแตงว่าพ่อจะให้อุปกรณ์แตงไปตกปลา แต่ไม่ให้ปลา เหมือนให้เครื่องมือทำมาหากิน อยากได้ต้องทำเองเหมือนการออกกำลังกายเลยค่ะ พ่อสอนว่าให้ช่วยเหลือคน ต้องซื่อสัตย์ ต้องเวิร์กสมาร์ท แต่ไม่ใช่เวิร์กฮาร์ด

พ่อบอกว่าประชุม 5 ชั่วโมงไม่ได้หมายความว่าการประชุมนั้นจะมีคุณภาพ แต่ประชุมแค่ 2 ชั่วโมงถ้ามีคุณภาพเราก็ได้อะไรแล้ว พ่อดูแลแตงน้อยกว่าลูกน้องด้วยซ้ำ ทำให้แตงไม่รู้สึกเหลิง เพราะไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ จริงๆ แตงไม่ได้ดีใจที่มี 100 บริษัทในมือ ซึ่งถือว่าเราโชคดี แต่ก็ทำให้เรารู้ว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น แต่เราจะช่วยเหลือคนอื่นต่อได้ไหม”

สุดท้ายอลิสา กล่าวว่า ปัจจุบันเธอพอใจกับชีวิตมาก เพราะภารกิจหนึ่งคือการให้สุขภาพที่ดีกับคน เธอสามารถทำได้แล้ว

“ตอนนี้แตงอยากทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง แตงเคยไปร่วมกับโซเชียลกิฟเวอร์ส่งครูไปสอนโยคะ แล้วนำรายได้ทั้งหมดไปบริจาคให้ผู้ยากไร้ในองค์กรที่เขาต้องการความช่วยเหลือจริงๆ แตงอยากช่วยอยากให้คนที่ขาดจริงๆ เรามีจัดโปรแกรมสอนโยคะในคุกหญิงด้วยนะคะ เพราะเขาต้องการโยคะ โยคะไม่น่าเบื่อค่ะ”

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดบันเทิงในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์