สัมภาษณ์คนดัง

อนันต์ ดีศรีวงศ์ คุณหมอนักชะลอวัย

  • 19 มิถุนายน 2560 เวลา 15:58 น.
  • | เปิดอ่าน 19,108
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

อนันต์ ดีศรีวงศ์ คุณหมอนักชะลอวัย

โดย...โยธิน อยู่จงดี

“การทำให้เราดูหน้าเด็กไม่ใช่เรื่องยาก มีอยู่จริงแต่คนมักจะไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง แค่เรารับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมให้ร่างกายเราแข็งแรงจากภายในแล้วภายนอกก็จะดูอ่อนเยาว์ตามไปด้วย” หมอไก่ นพ.อนันต์ ดีศรีวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม และการชะลอวัย แห่ง พอสส์ คลินิก (Poss Clinic) สรุปอย่างได้ใจความ

ขอเป็นคุณหมอที่สร้างเสียงหัวเราะ


หมอไก่ เรียนจบจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จากนั้นจึงเข้าทำงานด้านการแพทย์ในหลายๆ สาย จนค้นพบตัวเองว่า แท้จริงแล้วเขามีความสามารถและความสุขมากที่สุดกับการเป็นแพทย์หัตถการ และในช่วงเวลานั้นเองที่ทำให้เขาค้นพบในอีกหลายสิ่ง ที่ทำให้เขาตัดสินใจเลือกศึกษาต่อด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย

ย้อนกลับไปในช่วงที่คุณหมอยังเป็นวัยรุ่นกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่อง Patch Adams นำแสดงโดย โรบิน วิลเลียมส์ เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงของ นพ.แพตช์ ฮันเตอร์ อดัมส์ ที่เขาค้นพบว่าแพทย์ส่วนใหญ่รักษาผู้ป่วยแค่ภายนอก ไม่ได้เข้าถึงจิตใจของผู้ป่วย เขาจึงต้องการเป็นหมอที่รักษาคนป่วยทั้งภายนอกและภายในด้วยรอยยิ้ม จนกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาตัดสินใจเรียนแพทย์ เพื่อที่จะได้เป็นคุณหมอที่ทำให้คนไข้มีความสุข มีรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ เฉกเช่นคุณหมอในภาพยนตร์เรื่องนี้

“เราก็อยากจะเป็นคุณหมอในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะภาพของหมอในหัวของคนเรา หมอจะต้องดูเคร่งเครียด เคร่งขรึม จริงจัง เก่ง ฉลาด มีความสามารถ ทำให้ความรู้สึกของคนเรา เวลาที่ไปหาหมอจะต้องเป็นความรู้สึกว่า ชีวิตกำลังเจอเรื่องใหญ่ ทำให้เรากลัวที่จะเจอแพทย์ ซึ่งผมไม่อยากให้คนไข้มีความรู้สึกแบบนั้น

หลังเรียนจบแพทย์ผมใช้เวลาค้นหาตัวเองด้วยการทำงานเป็นแพทย์ทั่วไปอยู่ประมาณ 2 ปี ดูว่าแท้จริงแล้วตัวผมเองถนัดสายไหนกันแน่ มีพรสวรรค์ที่จะเป็นหมอทางสายไหน

จนเริ่มรู้ตัวว่าผมมีความสามารถทางด้านหัตถการ ซึ่งเรารู้สึกว่าเราทำสิ่งนี้ได้ดีและทำแล้วรู้สึกว่ามีความสุข ประกอบกับช่วงเวลานั้นศาสตร์ด้านความสวยความงามกำลังเริ่มได้รับความนิยม แต่ด้วยความที่เราไม่ค่อยตามกระแสเหมือนคนอื่นๆ ชอบสิ่งที่ทำแล้วเป็นผลดีกับคนไข้ในระยะยาวเราก็เลยสนใจศึกษาทางศาสตร์ของการชะลอวัย ซึ่งทำให้เราพบว่าแนวคิดของเราที่เคยเชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่าจะทำได้ และทำได้จริงๆ เป็นความจริงขึ้นมาจึงเลือกที่จะมาเป็นแพทย์ทางด้านสายนี้”


ทำในสิ่งที่ดีในระยะยาวเท่านั้น

หมอไก่ บอกว่า ชอบอยู่กับความจริงเป็นตัวของตัวเอง เรียบง่าย และสบายๆ มากกว่า "ดังนั้นการทำงานของผม จึงเลือกที่จะใช้วิธีที่ใช้ได้จริง สิ่งไหนทำแล้วไม่ดีในระยะยาวผมจะบอกกับคนไข้ของผมเสมอ ผมเลยไม่ได้ตามกระแสใคร มีอะไรใหม่ๆ ที่นิยมทำกันผมก็จะดูก่อนว่าทำแล้วน่าจะดีในระยะยาวหรือเปล่า ประเภททำแล้วสวยในทันทีแต่อีก 10 ปีหน้าพังผมไม่เอา

ดังนั้น ในช่วงแรกที่ผมเริ่มทำจึงเจออุปสรรคค่อนข้างเยอะเหมือนกัน เพราะต้องอธิบายให้คนอื่นเข้าใจว่าสิ่งที่ผมกำลังทำคืออะไร เพราะกระแสของการเสริมสวยความงามมีหลากหลายแนว และไม่ใช่ว่าการทำศัลยกรรมจะเหมาะกับทุกคน ด้วยความที่ผมต้องอธิบายให้ความรู้ที่ถูกต้องกับคนไข้บ่อยครั้ง พอเฟซบุ๊กมีเฟซบุ๊กไลฟ์ ผมจึงเห็นว่าน่าจะเป็นช่องทางให้ความรู้กับคนไข้อย่างดีที่สุดก็เลยเริ่มทำเฟซบุ๊กไลฟ์ กับเคสการรักษาจริงๆ ขึ้นมา ไม่ใช่แค่เฉพาะคนไข้ที่มาทำให้ผมรักษา แต่ยังส่งความรู้ถึงคนทั่วไปให้เข้าใจวิธีการชะลอวัยอย่างถูกต้องอีกด้วย”

200 กว่าคลิปวิดีโอที่คุณหมอหน้าใสผู้นี้ไลฟ์สดในเฟซบุ๊ก possclinicclub ได้เสียงตอบรับที่ดีจากทุกคน ซึ่งไม่เพียงแต่อธิบายทุกขั้นตอนอย่างตรงไปตรงมา แต่ทุกคนยังได้ความรู้ด้านการแพทย์และการดูแลตัวเองไปด้วยในตัว แต่แน่นอนว่าการที่จะต้องให้คนไข้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาก็จะต้องอนุญาตให้สามารถทำเฟซบุ๊กไลฟ์ได้เสียก่อน ซึ่งแน่นอนว่าคนไข้ส่วนใหญ่ย่อมปฏิเสธ ใน 10 คนจะมีคนไข้แค่เพียง 1 คนที่ยอมให้ทำเฟซบุ๊กไลฟ์

“ผมพูดเรื่องจริงเลยนะหลายครั้งเวลาหมอออกมาพูดว่าทำแบบนั้นดีหรือไม่ดี จะไม่มีใครเชื่อได้มากเท่ากับคนที่ประสบปัญหามาพูดด้วยตัวเอง แล้วทำให้คนอื่นเห็นภาพว่าเขาเจออะไรมาบ้างหลังการทำ จะมีทั้งประสบการณ์และความรู้สึกที่ถ่ายทอดให้คนอื่นได้เข้าใจถึงปัญหาที่เขาพบ ซึ่งคนที่ดูจะได้เห็นภาพเลยว่าทำแบบนี้แล้วต่อไปเขาจะต้องเจอกับอะไร เราไลฟ์สดกันแบบเหมือนหมอคุยกับคนไข้ในห้องตรวจรักษา ไม่มีสคริปต์ ไม่มีการจัดแสง มีสายโทรเข้ามาระหว่างการไลฟ์เราก็รับไปตามปกติ เพื่อให้ทุกคนเห็นว่านี่คือเรื่องจริงไม่มีการเมกหรือแต่งเรื่องขึ้นมา

จากประสบการณ์ของผมเคสคนไข้ที่ผมพบเจอมากที่สุดเราต้องเข้าไปแก้ปัญหา คือผลข้างเคียงจากการใช้ยาสเตียรอยด์ และการทำเลเซอร์ที่มีความเข้มสูง หน้าขาวแบบเห็นผลก็จริง ยิ่งพวกโฆษณาครีมขาวเร็วขาวไวขาวภายใน 3 เดือน เร็วขึ้นมาอีกก็เป็น 7 วัน ตอนนี้อาจจะเป็นภายใน 3 ชั่วโมง หรืออาจจะขาวทันทีแล้วก็ไม่ทราบ แต่ในระยะยาวแล้วหน้าจะพัง ซึ่งผมเจอปัญหานี้เยอะมาก ผมจะพูดในไลฟ์สดเสมอว่าอย่าไปทำแบบนี้มันไม่ดีจริงๆ

อีกกรณีหนึ่งที่ผมเจออย่างมากก็คือในเรื่องของการทำศัลยกรรม ที่ส่งผลตามมาต่อคนไข้ แต่ผมต้องขอย้ำก่อนว่าการทำศัลยกรรมนั้นไม่ใช่ว่าไม่ดี เพียงแต่ว่าไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน เหมือนกับอาหารเผ็ดเป็นอาหารอร่อย แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่รับประทานไปแล้วจะดีต่อร่างกาย บางคนรับประทานไปแล้วอาจจะท้องเสียก็ได้ ศัลยกรรมก็เช่นเดียวกัน

โดยเฉพาะคนไข้ที่อายุเกิน 35 ปีมักจะมีผลข้างเคียงเสมอ เพราะอายุยิ่งมากร่างกายจะมีการสมาน หรือซ่อมแซมได้น้อยลง พูดง่ายๆ ก็คือศัลยกรรมจะต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่าการสมานแผลของร่างกาย ต้องให้แผลปิดแผลสนิท ยิ่งเร็วยิ่งได้ผลดี ดังนั้นผลของการทำตอนอายุ 25 กับ 35 จึงได้ผลแตกต่างกันพอสมควร”


ชะลอวัยจากภายในสู่ภายนอก


คุณหมอหนุ่มแนะนำต่อว่า ใจความที่แท้จริงของศาสตร์ชะลอวัยนั้นคือการดูแลตัวเองให้ดีขึ้นจากภายใน จนส่งผลสู่ภายนอก ถ้ามองในมุมของคนทั่วไปคือการทำให้ภายในร่างกายเราเสื่อมช้าลง แล้วก็จะทำให้ภายนอกเช่นหน้าตาผิวพรรณเสื่อมช้าลงไปด้วย เหมือนการขับรถ ถ้าเกิดเราขับอย่างมีวิธีการดูแล มีวิธีการถนอมรถเราก็จะขับได้นาน ถ้าเปรียบเทียบกับบ้าน ก็คือการอยู่และรู้วิธีดูแลรักษาบ้านให้แข็งแรงไม่ทรุดโทรม

ดังนั้น วิธีการชะลอวัยที่ดี คือการดูแลสุขภาพที่ดี เป็นวิธีที่คนทั่วไปทราบแต่ไม่รู้ว่าลึกๆ แล้วส่งผลดีต่อร่างกายมากกว่าที่คิด มีเรื่องของการรับประทานอาหารที่ดี การออกกำลังกายที่ถูกต้อง รวมทั้งวิธีการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

มีวิธีการดูแลตัวเองง่ายๆ โดยไม่ต้องไปพบแพทย์ และตัวหมอเองก็ปฏิบัติอยู่เป็นประจำก็คือ การออกกำลังกาย 30 นาที 3 วัน/สัปดาห์ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ยากเลย โดยไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนสด้วย วิ่งปั่นจักรยานหรือเดิน 1 ชั่วโมงก็ได้ 3 วัน/สัปดาห์เท่านั้น ให้ร่างกายแข็งแรง รับประทานอาหารที่ดี พักผ่อนให้เพียงพอ งดเสพสารเสพติดที่จะส่งผลให้เกิดการเสื่อมของเซลล์ในร่างกายอย่างรวดเร็ว แค่นี้ก็ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพผิวที่ดีได้

การให้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

นพ.อนันต์ เห็นว่า วิชาชีพของการเป็นหมอไม่ใช่เพียงแค่การเอาเงินจากการรักษาคนไข้ แต่ต้องนำเอาความรู้จากประสบการณ์ทางการแพทย์และการรักษาคนไข้ที่เรามีเผยแพร่สู่โลกภายนอกด้วย

"ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า หากเราเริ่มจุดประกายการให้ ก็จะมีคนให้ต่อกันไป ผมคิดว่าการให้เป็นสิ่งที่สวยงามมันมีความสุข เพราะเป็นสิ่งที่เราทำจากใจของเราจริงๆ

ถ้าเราได้สร้างคุณค่าให้คนอื่น จะเป็นอาชีพอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นหมอ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดแล้วถึงจะบอกต่อคนอื่นได้ ขอเพียงแค่เราสร้างคุณค่าสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นเท่านี้ก็ดีพอแล้ว สำหรับคนที่อยากจะก้าวขึ้นมาเป็นแพทย์ที่ดี ผมแนะนำว่าอย่างแรกสิ่งที่คุณควรทำก็คือการได้รับการศึกษามาตรฐานทางด้านการแพทย์จากสถาบันต่างๆ ให้ดีเสียก่อน ต่อมาคือควรมีแรงบันดาลใจ มีความชอบ ความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่จะเป็นหมอที่ดี และที่สำคัญก็คือการค้นหาตัวตนของตัวเองว่าแท้จริงแล้วเรามีความถนัดและความสามารถทางด้านไหนมากที่สุด

เหมือนกับที่ผมใช้เวลาถึง 2 ปีในการค้นหาตัวเองว่าแท้จริงแล้วผมมีความถนัดทางด้านอะไร ซึ่งการค้นหาตัวเองนี้ก็ต้องมาจากการเรียนรู้และลองทำ บางคนยังไม่รู้ตัวเองว่าแท้จริงแล้วต้องการอะไรกันแน่ ก็ไปเรียนเลยโดยที่ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำ แต่สำหรับตัวผมเองแล้วผมจะเริ่มจากการลองทำงานหลายๆ สายดูก่อนว่าเรามีความถนัดทางสายไหน แล้วค่อยเบนเข็มไปทางสายนั้น ซึ่งเราต้องหาจุดนี้ให้พบว่าเราทำสิ่งใดแล้วมีความสุขก็ทำได้ดี ถ้าเกิดทำแล้วรู้สึกไม่มีความสุขอย่าไปทำ ทุกอย่างสำคัญที่ความสุข”

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ที่สุดบันเทิงในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์