สัมภาษณ์คนดัง

อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ มรดกความแรงถ่ายทอดผ่านดีเอ็นเอ

  • 12 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:00 น.
  • | เปิดอ่าน 2,371
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ มรดกความแรงถ่ายทอดผ่านดีเอ็นเอ

เรื่อง ปอยภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ธุรกิจครอบครัวอยู่ในวงการสื่อรถยนต์ อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ บอกในฐานะทายาทคนโตบุตรของ "อาจารย์พัฒนเดช" กูรูเรื่องรถยนต์เจ้าของนิตยสาร Magazine Autocar Thailand จึงต้องมีหน้าที่ทำงานส่งต่อรุ่นสู่รุ่น ซึ่งนามสกุลนี้การันตีได้ถึงการคร่ำหวอดยาวนานในวงการเครื่องยนต์ ล่าสุดกับการจัดงานโชว์รถยนต์มือสอง "ฟาสต์ ออโต้โชว์ ไทยแลนด์" โชว์ผลงานประสบความสำเร็จได้อย่างน่าปลาบปลื้มใจ โดยการกุมพวงมาลัยโชว์ความแรงของหนุ่มผู้บริหารร่างใหญ่มาดนุ่มคนนี้

อัษฎาวุธ ยอมรับว่าในรุ่นลูก เรื่องการทำงานเน้นสไตล์ผ่องถ่ายดีเอ็นเอจากบิดาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องรถยนต์ ได้เต็มร้อยแบบไม่ผิดฝาผิดตัวแน่นอน ระยะเวลายาวนานสำหรับวงการนี้ คงต้องย้อนไปตั้งแต่วัย 7 ขวบ ก็ได้รับมอบหมายจากคุณพ่อพัฒนเดช ให้ทำหน้าที่เป็นกรรมการในสนามแรลลี่แล้ว

นับเป็นฐานประสบการณ์ที่ดีของทั้งงานนิตยสารรถยนต์ งานทางด้านรายการโทรทัศน์และวิทยุ การให้ความรู้เรื่องรถยนต์ ไปจนงานด้านจัดอีเวนต์ระดับประเทศของวงการรถยนต์ ทุกๆ งานทำด้วยความรู้แน่นปึ้ก

รักเครื่องยนต์ไม่แพ้พ่อ

โจทย์เกี่ยวกับการทำงานวงการรถยนต์มีให้ทำไม่รู้จบ อัษฎาวุธ งานแรกขอกล่าวถึงอีเวนต์สนุกๆ แถมได้ท่องเที่ยวไปทั้งในและต่างประเทศ ก็คือการจัดเส้นทางคาราวานทดสอบเครื่องยนต์ให้กับแบรนด์รถยนต์ชั้นนำ ด้วยสไตล์การครีเอทที่ไม่แค่พิจารณาเรื่องรถยนต์รุ่นนั้นรุ่นนี้ ใครแรงแค่ไหน? ใครแรงกว่าใคร?!!

แต่การสร้างสีสันให้กับอีเวนต์รูปแบบนี้ ต้องคิดออกแบบไปจนถึงเส้นทางท่องเที่ยว ความท้าทายของงานก็คือการขบคิดให้ได้ครบวงจรที่สุด

"เส้นทางคาราวานล่าสุด ผมเพิ่งกลับมาจาก จ.ตรัง พาลูกค้าของรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดในแบบครอบครัว ไปกันเต็มพิกัด 300 คนครับ ขับจากกรุงเทพฯ 1 วันเต็มในระยะทางยาวกว่า 300 กม. สนุกกว่าการทดลองสมรรถนะรถยนต์ เพราะเหมือนกับพาเพื่อนฝูงไปท่องเที่ยวด้วยกันเยอะๆ บางครอบครัวพาสมาชิกไปครบทุกคน รถ 1 คันนั่งเต็มพิกัด 6 คน พ่อแม่ลูกบรรยากาศอบอุ่น

ไปตรังทริปนี้ได้ไปเที่ยวศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ได้ความรู้ความสนุกเพลิดเพลินไปอีกด้วยนะครับ เปิดโลกทัศน์จึงเป็นงานที่ได้มากกว่าการทำงาน

ผมออกแบบเส้นทางเอง ซึ่งก็ต้องคิดครอบคลุมไปถึงความสะดวกสบาย ที่พัก อาหาร แล้วก็มีการทำงานการกุศล พาขบวนไปบริจาคอุปกรณ์การเรียนให้โรงเรียนขาดแคลนในเส้นทางที่เราขับผ่านไปด้วย" อัษฎาวุธ เริ่มต้นสนทนาเล่าถึงหนึ่งในหลายๆ งานที่ทำเกี่ยวข้องกับวงการรถยนต์

"สมัยเด็กๆ พ่อก็พาผมออกไปท่องเที่ยวแบบนี้ครับ ธุรกิจครอบครัวจึงสานทำมาจากความรักความชอบล้วนๆ เลยครับ ทั้งการสอน การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการขับขี่อย่างปลอดภัย หรือให้ความรู้เรื่องเครื่องยนต์ผ่านสื่อต่างๆ ของเรา

ถ้าให้นับอายุงานในวงการนี้ คงตอบยากครับ (บอกพลางยิ้ม) เพราะครอบครัวปลูกฝังว่าการทำงานต้องรู้จริง ผมอายุ 7 ขวบ เรียกว่าพอเขียนหนังสือเป็นเรียนชั้นประถมปีที่ 1 คุณพ่อก็มอบหมายงานให้ทำทันทีในหน้าที่กรรมการจดอาร์ซีแรลลี่ ต่อด้วยมัธยมปลาย พ่อก็สอนให้จัดรายการวิทยุ ผมชอบเรื่องรถยนต์อยู่แล้วด้วยสายเลือด แต่ผมก็ไม่ได้เรียนวิศวกรเครื่องยนต์ ซึ่งกลับกลายเป็นเรื่องดีที่เราสามารถพูดเรื่องเครื่องยนต์กลไกให้เป็นภาษาชาวบ้านๆ ได้ กอปรกับนิสัยของผมชอบสอน เพราะตอนเรียนปริญญาตรีผมอยากเป็นครูจึงตัดสินใจเลือกเรียนคณะครุศาสตรบัณฑิต เอกจิตวิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จบมาได้ฝึกงานเป็นครูฝึกสอนก็ค้นพบว่าเป็น พ่อพิมพ์ที่สมบูรณ์แบบยากมาก

จึงเบนเข็มไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นคำแนะนำของคุณพ่ออีกแล้วครับ (ยิ้ม) ท่านชอบท่องเที่ยวเดินทางรอบโลก และสอนผมเสมอว่าการเรียนก็ไม่ควรคร่ำเคร่งอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว คนเราจะประสบความสำเร็จต้องมีสังคม มีกลุ่มเพื่อนฝูง จึงทำให้ผมไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านทรัพยากรบุคคล ที่เมืองแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย อยู่ที่นั่นได้ 3 ปีก็กลับมาทำงานจริงจัง"

อัษฎาวุธ เล่าโปรไฟล์ให้ฟังซึ่งก็ดูไม่ใกล้เคียงกับวงการรถยนต์สักเท่าไรนัก แต่ในเมื่อเส้นทางรุ่นพ่อได้กรุยทางบุกเบิกไว้แล้ว อย่างไรเสียก็หนีกันไม่พ้นในเรื่องรถยนต์และความเร็ว

"ไปอยู่ออสเตรเลียก็ทำงานร้านอาหารเหมือนๆ เด็กไทยทั่วไปนะครับ แต่ผมก็มีความฝันตลอดเวลาว่าต้องซื้อรถยนต์ในฝันจากน้ำพักน้ำแรงของเราให้ได้ เป้าหมายในชีวิตวัยรุ่นคือต้องซื้อรถยนต์คันแรกในชีวิตได้โดยไม่ขอเงินพ่อแม่เลยสักบาทเดียว ผมรับจ้างล้างจานขีดเป็นสัญลักษณ์คร่าวๆ จดไว้น่าจะล้างจานไปกว่า 2 แสนใบ (หัวเราะ) กว่าจะเก็บสตางค์ซื้อรถยนต์ราคา 2,500 ดอลลาร์ออสเตรเลียได้สำเร็จ

ผมชอบรถยี่ห้อโฮลเด้น (Holden) ซึ่งเป็นยี่ห้อรถยนต์ ยอดนิยมของออสเตรเลีย ผลิตโดยจีเอ็ม บริษัทผลิตรถยนต์จากสหรัฐอเมริกา ผมชอบเครื่องยนต์ใหญ่ๆ ที่เวลาสตาร์ทแล้ว เสียงดังๆ เวลาเหนื่อยผมชอบสตาร์ทรถฟังเสียงกระหึ่มๆ ของเครื่องยนต์ เชื่อไหม...แค่นี้ก็ทำให้หายเหนื่อยได้แล้วครับ" อัษฎาวุธ บอกพร้อมรอยยิ้มเบาๆ เมื่อได้พูดถึงของรักรถยนต์คันแรกในชีวิต

ก้าวสู่วงการสื่ออีเวนต์วงการรถยนต์

คุณพ่อพัฒนเดชขับรถท่องไทยไปถึงไหน ที่นั่งเบาะข้างๆ ก็คือลูกชายคนนี้ อัษฎาวุธ บอกว่าสิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จในสายอาชีพนี้มี 3 ปัจจัย คือ ข้อแรกต้องรู้จริง ข้อสองต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจน

และข้อสามที่จำเป็นไม่แพ้สองข้อแรกคือ การทำงานต้องมีเพื่อนฝูงเกื้อหนุนส่งให้งานไปไกล ซึ่งนี่คือคำตอบของความประสบความสำเร็จของคนรุ่นบุกเบิก

"ผมรักรถ ชอบขับรถ ซึ่งก็แปลกกว่าเพื่อนๆ ที่แทบไม่มีใครชอบขับรถเลยครับ หยุดเรียนเด็กๆ ไทยก็รวมตัวพากันเช่ารถขับออกไปท่องเที่ยวนอกเมือง ขับไปเที่ยวถึงซิดนีย์ คนเลือกเช่ารถยี่ห้อไหนดีไซน์เส้นทางอย่างไรก็คือผม ที่ได้อภิสิทธิ์เพราะเป็นคนขับ เพื่อนๆ ขี้เกียจชอบนั่งสบายๆ ก็เลือกไม่ได้ (หัวเราะ) ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับรถยนต์หลายๆ ยี่ห้อ เป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์นำมาใช้ตอบคำถามปัญหาเรื่องรถทางรายการวิทยุและโทรทัศน์ของเราได้ดี

เรื่องการตอบคำถามผ่านรายการผมจดจำได้ดีเลยครับ เมื่อคุณพ่อริเริ่มจัดรายการรูปแบบนี้ขึ้นมา มีแต่คนหัวเราะและสบประมาทว่าการตอบด้วยหลักการความรู้ที่มีรายละเอียดเยอะๆ จะถามตอบแบบนี้กันได้อย่างไร ไม่มีทางเข้าใจง่ายๆ หรอก

รูปแบบการตอบคำถามแบบนี้เกิดจากไอเดียพ่อเปลี่ยนไปตลอดเวลาครับ การไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ จากการเริ่มต้นทำนิตยสารให้ความรู้เรื่องรถยนต์ ใครมีอะไรก็ส่งคำถามเข้ามาที่นิตยสาร แล้วกว่าที่จะส่งคำตอบจากกองบรรณาธิการกลับไป บางคำถามยาวนานเป็นเดือนๆ เลยนะครับ พ่อจึงหาทางแก้ไขปัญหานี้ด้วยหาการสื่อสารที่รวดเร็วกว่านี้ คือการตอบคำถามทางวิทยุ ปรากฏการณ์รูปแบบใหม่ของการจัดรายการเกี่ยวกับรถยนต์จึงเกิดขึ้น โดยใช้ข้อมูลรู้จริงที่มีนำมาสื่อสารกับคนดูคนฟังให้ได้ประโยชน์มากที่สุดครับ" อัษฎาวุธ บอกถึงงานที่ทำอย่างมีไฟในวันนี้

และล่าสุดกับงาน ฟาสต์ ออโต้ โชว์ ไทยแลนด์ 2017 อัษฎาวุธ เปิดเผยถึงความสำเร็จของการจัดงานในครั้งนี้ว่า เรียกได้ว่าเป็นปีที่งานฟาสต์ฯ ประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของรถยนต์ใช้แล้ว และรถใหม่ป้ายแดง นับเป็นการรวมตัวไปจนถึงสถาบันการเงินผู้ให้สินเชื่อภายในงาน ตัวเลขยอดขาย และยอดให้สินเชื่อขยายตัวเพิ่มขึ้นจากครั้งที่แล้วค่อนข้างชัดเจน

"ปีนี้ยอดจองรถใหม่ป้ายแดงในงานอยู่ที่ 2,256 คัน รถยนต์ใช้แล้วมียอดขายอยู่ที่ 1,241 คัน รวมยอดขายทั้งสิ้น 3,497 คัน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 2,852,600,000 บาท โดยเป้าที่ตั้งไว้ตอนเริ่มงาน 3,000 คัน รถใหม่ 2,000 คัน รถใช้แล้ว 1,000 คัน การที่ยอดขายรถยนต์ภายในงานเติบโตขึ้นก็เป็นเพราะทุกค่ายแข่งขันนำเสนอรถยนต์ และแคมเปญโปรโมชั่นตอบโจทย์ และทำได้ตรงใจผู้ใช้รถได้เป็นอย่างดีเลยครับ

ผมเติบโตมาในวงการนี้ วันนี้ก็บอกได้เลยครับว่าตลาดรถยนต์เติบโตได้ไม่หยุดชะงักแน่นอน แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างซบเซา แต่ตลาดรถยนต์กลับกลายคือสิ่งตรงกันข้าม โดยเฉพาะตลาดรถมือสองที่เราได้สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ยอดซื้อก็ยิ่งพุ่ง กอปรกับปีนี้ตลาดเกษตรกรพืชผลขายดีมาก คนก็มีกำลังซื้อมากตามไปด้วย อีเวนต์รถยนต์ปีนี้มีหลายๆ อย่างให้ครีเอท รับรองว่าสนุกแน่นอนครับ" อัษฎาวุธ บอกเล่าเกี่ยวกับหลายๆ งานกับการก้าวตามรอยทางบุกเบิกที่มีไฟคุโชนไม่แพ้กัน n

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ที่สุดบันเทิงในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์