ไลฟ์

สเปซสำหรับน้องหมา โดนใจ ‘ด็อก เลิฟเวอร์’

  • 18 เมษายน 2560 เวลา 10:04 น.
  • | เปิดอ่าน 4,490
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

สเปซสำหรับน้องหมา โดนใจ ‘ด็อก เลิฟเวอร์’

โดย...วราภรณ์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ข้อดีของการเลี้ยงสุนัข นอกจากส่งผลดีต่อจิตใจแล้ว การเล่นกับสุนัขยังช่วยลดความเครียดในการทำงานและปัญหาในชีวิตประจำวัน

ประกอบกับคนยุคปัจจุบันนิยมอยู่เป็นโสด จึงรู้สึกเหงาการเลี้ยงสุนัขจะช่วยให้รู้สึกสุขสงบมากขึ้น จึงมีแนวโน้มนิยมหันมาเลี้ยงสุนัขเป็นเพื่อนมากขึ้น

ผลการวิจัยของ แกรี่ เอ. คริสเตนเซ่น ผู้นำด้านการแพทย์ที่ศูนย์สุขภาพบอยน์ตัน มหาวิทยาลัยมินนิโซตา ระบุว่า การเลี้ยงสุนัขมักจะทำให้เรายอมรับเขาได้อย่างไม่มีเงื่อนไขให้ความรักกับเรา และอยู่กับเราเสมอ จึงเกิดความรู้สึกผูกพันและมิตรภาพระหว่างสัตว์เลี้ยงกับมนุษย์ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพจิตที่ดี

เมื่อการเลี้ยงสุนัขมีคุณมากกว่าโทษ หลายสถานที่ในเมืองไทยจึงอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงด้วย เพราะเชื่อว่าการอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงมาทำงานด้วย ทำให้ระดับความเครียดลดลงและส่งผลต่อการทำงานที่ดีขึ้น และพบว่าอัตราการลาออกก็ลดลง เช่น ในธุรกิจเอเยนซีที่อนุญาตให้นำสุนัขไปทำงานด้วยอย่าง แอดยิ้ม ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่น บริษัทดิจิทัลระดับแนวหน้าของเมืองไทยและมีบริษัทในเครือกว่า 5 บริษัท มีจำนวนพนักงานราว 130 คน ซึ่งมีอัตราการลาออกเพียง 5% เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจเดียวกันคือ 20% ทีเดียว

ไม่เพียงออฟฟิศเท่านั้นที่มีนโยบายให้นำสุนัขไปทำงานด้วยได้ ร้านขนมสำหรับคนอย่าง CUP CAKE LOVE ตั้งอยู่ชั้น 1 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล อีสต์วิลล์ ก็อนุญาตให้น้องหมาเข้าไปนั่งกินขนมในร้านได้ แถมยังครีเอทคัพเค้กที่มีสารอาหารสำหรับน้องหมาไว้คอยบริการอีกด้วย

ออฟฟิศเป็นมิตรกับน้องหมา

เป้-อนรรฆนาฎ ก้องพานิชกุล ผู้บริหารแอดยิ้ม ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่น เล่าถึงแรงบันดาลใจในการอนุญาตให้พนักงานนำสุนัขรวมแล้วราวๆ 20 ตัว ล้วนเป็นสุนัขพันธุ์เล็กและสัตว์อื่นๆ มาทำงานด้วย

เกิดจากพื้นฐานเธอรักสุนัขอยู่แล้ว ผนวกด้วยเป็นคนรุ่นใหม่ เธออยากให้ออฟฟิศเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของพนักงาน และทำงานกันภายในบริษัทเหมือนพี่น้องครอบครัวเดียวกัน ซึ่งลูกน้องก็รู้สึกแบบนั้น อีกทั้งด้วยเป็นบริษัทดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่น ลักษณะแนวคิดทำธุรกิจ ไม่ชอบอยู่ในกรอบ

“เราไม่เข้าใจทำงานออฟฟิศทำไมต้องซีเรียส ทำไมคนชอบคิดว่า ทำงานเครียดๆ ในบรรยากาศที่เวรี่ โพรเฟสชันนัลแล้วเราจะรู้ได้ไงว่าพนักงานจะทำงานได้ดีที่สุด พนักงานทุกคนในบริษัทต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ ทำงานให้ลูกค้าให้ดีที่สุด แต่เราคิดว่าทำไมเราต้องทำบรรยากาศให้เหมือนคนอื่น

“เป้จึงทำออฟฟิศให้เหมือนบ้านหลังที่สอง ออฟฟิศเราเปิดมา 8 ปี เราอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้ามา ซึ่งเมื่อก่อนมีทั้งเม่น กระรอกบิน เพื่อนๆ ร่วมงานทีแรกๆ อาจไม่ชอบ แต่สุดท้ายแล้ว อย่างคนที่กลัวหมาก็กลายเป็นคนรักหมาไปเลย เขาเริ่มเห็นมุมหมาว่า ไม่ได้น่ากลัวมันกลับน่ารักมาก”

ข้อดีของการอนุญาตให้พนักงานนำสุนัขมาเลี้ยงในทำงานด้วย ที่ชัดเจนคือการสร้างบรรยากาศในการทำงานให้ดีขึ้น เหมือนพนักงานได้นั่งทำงานที่บ้าน

แนวคิดตรงนี้ช่วยส่งต่อถึงงานที่ดีไปสู่ลูกค้า สุขภาพจิตพนักงานก็ดี ถือเป็นการบำบัดของคนไม่มีสุนัขได้เหมือนเป็น “ด็อก เทอราพี” ที่ดีด้วย

“งานเอเยนซีมีพาร์ตหนึ่งเราต้องดีลกับลูกค้า ต้องมีรู้สึกกดดันกับการทำงาน อีกทั้งธุรกิจดิจิทัลเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก คู่แข่งก็เยอะ เราหนีความเครียดไม่ได้ น้องๆ หลายคนบอกว่าที่นี่ถ้าไม่มีหมาหนูแย่แน่ เหมือนเขาได้รับพลังบวก ได้ชาร์จแบตเตอรี่จากน้องหมา ซึ่งสุนัขทุกตัวผ่านการฝึกระบบขับถ่ายมาอย่างดี ถือเป็นการสร้างลิงค์เกต เป็นการสร้างสตรอง เอนเกจเมนต์ ว่าที่ทำงานไม่ใช่สถานที่ที่เครียด

“บางคนรู้สึกต้องทำงานเพื่อแลกเงิน หรือตอนเย็นต้องรีบกลับบ้าน แต่ที่นี่ไม่ใช่ ลูกน้องกลับรู้สึกเซ็งที่อยู่บ้าน อยากมาออฟฟิศ อย่างตอนมีประชุมเราก็อนุญาตให้น้องหมาเข้าประชุมด้วย เขาก็มานั่งมองเวลาเราประชุมจริงจัง บางครั้งต้องประชุมเนื้อหาอีเวนต์ที่เครียดมาก แค่ได้นั่งลูบขนเขา ได้ดูอิริยาบถตลกๆ ความเครียดก็หายไปนะคะ หรือแค่นั่งมองหน้าเขาก็หายเครียด

“เราเชื่อว่าศักยภาพการทำงาน พนักงานทำงานไม่เครียดจะส่งต่องานที่ต่อลูกค้าค่ะ หรือใครอยากจัดวันเกิดให้น้องหมาก็สามารถทำได้ คิดธีมแล้วเพื่อนๆ แต่งตัวน้องหมาตัวเองมาร่วมปาร์ตี้กันถือเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ในออฟฟิศผ่านความชอบเดียวกัน”

ซึ่งข้อเสียของการมีน้องหมาอยู่ออฟฟิศก็มีบ้างแต่น้อยมาก อาจมีเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว เช่น เวลาที่ลูกค้าโทรมายังแซวว่าให้น้องหมาเห่าเบาๆ หน่อย บางทีมีความป่วนแย่งของเล่นของกินกันบ้างก็
น่ารักวุ่นวายไปอีกแบบ

CUP CAKE LOVE แบ่งปันความอร่อยระหว่างคนกับสุนัข

นิสา ชินสุภัคกุล เจ้าของร้าน CUP CAKE LOVE ที่มี 7 สาขา บนห้างสรรพสินค้าชั้นนำ แต่มีสาขาเดียวคือที่ชั้น 1 เซ็นทรัล อีสต์วิว เลียบทางด่วนรามอินทราที่ให้เจ้าของนำน้องหมามานั่งกินขนมในร้านได้ เพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์คอมมูนิตี้มอลล์ที่อนุญาตให้นำสุนัขมาเดินห้างได้

เธอจึงเกิดไอเดียสร้างสรรค์คัพเค้กสำหรับน้องหมาไว้คอยบริการด็อก เลิฟเวอร์ ด้วย โดยคิดส่วนผสมที่มีคุณค่ากับสุนัขคือน้ำตาลน้อย ใช้น้ำผึ้งให้รสหวานแทนน้ำตาล เพื่อน้องหมาจะได้ไม่อ้วน

“ตอนนี้การเลี้ยงสุนัขเหมือนเป็นเทรนด์ ซึ่งคิดว่าน่าจะนิยมไปอีกนาน อีกหน่อยต้องมีร้านที่อนุญาตให้น้องหมาเข้าไปกินภายในร้านด้วยมากขึ้น เช่น เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ เลียบด่วนรามอินทราตอบโจทย์คนรักสุนัขได้ดี คนก็อยู่คอนโดกันมากขึ้น อีกทั้งคนอยู่นอกเมืองก็สามารถเที่ยวห้างแถวบ้านได้อย่างสบายและไม่ต้องนั่งจับเจ่าอยู่บ้าน

“เราก็จับเทรนด์นี้มาไว้ในร้าน ซึ่งขนมน้องหมาออกเร็วกว่าขนมคนเสียอีก คัพเค้กสำหรับน้องหมาเราคิดสูตรมาอย่างดี เช่น มีเค้กกล้วยหอมซึ่งสุนัขชอบมาก เท่าที่ผ่านมากราฟฟิกดีมาก เพราะบางทีน้องหมาหิวเจ้าของไม่รู้จะซื้ออะไรให้กินอาหารสุนัขเดิมๆ น้องหมาก็เบื่อขนมที่ดีต่อสุขภาพน้องหมา จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งค่ะ”

‘น้องหมา’ บัดดี้คู่ใจส่งผลดีกับงาน

ปาน-ศศิวิมล ดวงแก้ว ซีเนียร์ โซเชียลมีเดีย คอนเทนต์ บริษัท แอดยิ้ม ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่น หนึ่งในด็อกเลิฟ เวอร์ กล่าวว่า ครั้งแรกที่มาทำงาน แล้วรู้ว่าออฟฟิศอนุญาตให้นำน้องหมามาทำงานด้วยได้ เธอรู้สึกแปลกใจมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอเห็นจากเมืองนอกเท่านั้น

จากเดิมเธอชื่นชอบความน่ารักของแมวเหมียว แต่พอเห็นเพื่อนร่วมงานเลี้ยงน้องหมา เธอก็ตกหลุมรักความน่ารักของสุนัขบ้าง โดยเธอมีสุนัขคู่ใจชื่อ เกี้ยมอี๋ เป็นสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียลแสนซนเพศเมียวัยขวบเศษ อีกทั้งยังตั้งเพจให้น้องหมาชื่อว่า หญิงอี๋ กุลสตรีปอม อีกด้วย

การอนุญาตให้พนักงานนำสุนัขมาทำงานด้วยช่วยเรื่องความคิดสร้างสรรค์ของเธอได้มากทีเดียว เพราะเวลาแค่ได้มองหน้าน้องหมาเธอก็รู้สึกผ่อนคลาย หรือเวลาคิดงานไม่ออกแค่ได้เล่นกับเกี้ยมอี๋ เหมือนได้ดูแลจิตใจซึ่งกันและกัน

“เวลาหนูทำงานเครียดๆ หนูก็คุยกับเขา เวลาพูดกับเขา เขาจะคอยอยู่เป็นเพื่อนเรา เหมือนเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ไปไหนก็เอาไปเที่ยว พยายามหาโรงแรมที่เอาน้องหมาไปด้วยได้ ช่วยให้หนูคิดงานได้ดี อย่างคิดคอนเทนส์ให้ลูกค้าไม่ออก ช่วงพักเบรก เราก็เล่นกับหมา เหมือนเราก็ได้ปลดปล่อย ปลดความเครียด รู้สึกสบายใจขึ้น แล้วก็กลับไปทำงานก็คิดงานออก เช่น คิดโปรดักต์น้องหมาออก เพราะหนูก็ศึกษาพฤติกรรมของเกี้ยมอี๋

“หนูมีลูกค้าเป็นคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์ หนูก็เอาน้องหมาไปถ่ายแบบด้วย เหมือนช่วยกันทำงาน บางทีทำให้เรารู้จักคนในออฟฟิศเพิ่มขึ้น ก็เพราะน้องหมาของเราไปเล่นกับเขา สังเกตตั้งแต่หนูเลี้ยงน้องหมา นิสัยหนูเปลี่ยนไป อ่อนโยนลง รู้สึกใจเย็น นุ่มนวลไม่ก้าวร้าว เวลาเราได้เขามายังเป็นหมาเด็กๆ ต้องใจเย็นในการสอน หนูฝึกทุกอย่าง ทั้งเรื่องการขับถ่าย จนเขาเป็นเด็กดี มีมารยาทและฟังเราค่ะ”

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดไลฟ์สไตล์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์