ไลฟ์

คู่หูพิธีกรฝีปากกล้า ดนยกฤตย์ แดงหวานปีสีห์ & วิยดา พีรรัฐกุล

  • 13 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:34 น.
  • | เปิดอ่าน 11,772
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

คู่หูพิธีกรฝีปากกล้า ดนยกฤตย์ แดงหวานปีสีห์ & วิยดา พีรรัฐกุล

โดย...วราภรณ์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

 แฟนคลับรายการ "คุยข่าวเช้า" ทางช่อง 8 เวลา 05.00-09.30 น. คงคุ้นหน้า 2 ใน 3 พิธีกรฝีปากกล้า เอ-ดนยกฤตย์ แดงหวานปีสีห์ กับ หลีแช-วิยดา พีรรัฐกุล ได้ดี ทั้งสองคร่ำหวอดอยู่ในวงการเล่าข่าวมาตลอด 3 ปี กับเรตติ้งที่ดีวันดีคืน

 โดยเรตติ้งรายการเล่าข่าวในวันจันทร-ศุกร์ ติดอันดับ 3 ของประเทศ และอันดับ 1 ของรายการเล่าข่าวของทีวีดิจิทัลช่วงวันเสาร์และอาทิตย์เลยทีเดียว อาจเป็นเพราะด้วยรูปแบบรายการแปลข่าว พิธีกรใช้ภาษาที่คุณผู้ชมเข้าใจข่าวทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้ง่ายๆ โดยใช้ภาษาชาวบ้านภายใต้สโลแกน "เล่าง่าย ดูง่าย เข้าใจง่าย" จึงทำให้ข่าวเช้าที่มีความยาวนานกว่า 4 ชั่วโมง กลายเป็นเรื่องไม่น่าเบื่อ

 ทั้ง ดนยกฤตย์ และวิยดา กล้าการันตีว่าเป็นรายการเล่าข่าวที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ณ พ.ศ.นี้   

 มีใครหลายคนกล่าวว่า การที่เรามีเพื่อนร่วมงานที่รู้ใจกันเป็นเรื่องที่ดีแค่ไหน ซึ่งกว่า 2 ใน 3 พิธีกรจะปรับจูนให้เล่าข่าวในทิศทางเดียวกันก็ต้องใช้เวลา แต่ก็ถือว่าเป็นการผสมผสานคาแรกเตอร์แต่ละคนให้เข้ากันกลายเป็นส่วนที่ลงตัว สะท้อนการทำงานกันเป็นทีมที่เข้าขากันเป็นอย่างดี

 ปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยคาแรกเตอร์ของดนยกฤตย์ ที่ออกสไตล์ชาวบ้านเสียงดังฟังชัดจึงถูกใจผู้ชม มีลีลาการพูดเหมือนโฆษกรายการวิทยุสมัยก่อน ส่วน วิยดา เอกลักษณ์โดดเด่นของเธอคือ การเล่าข่าวที่ฉีกแหวกแนว มีการสร้างสรรค์เล่าข่าวเป็นกลอน หรือเล่าเป็นเพลง ด้วยลีลาของผู้เล่าข่าวที่แตกต่างกัน จึงถือเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดใจผู้ชมท่ามกลางกระแสทั้งทีวีอะนาล็อก และทีวีดิจิทัลที่แข่งขันกันสูงในปัจจุบัน

 “ทีมเรามีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก เราทำตามโจทย์ของเฮียฮ้อ (สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์) ที่บอกว่าเราอย่าเหมือนใคร ให้เราเป็นเรา พวกเราจึงไม่มีไอดอล เราเป็นตัวเองให้ดีที่สุด” ดนยกฤตย์ บอก และเล่าต่อถึงพรสวรรค์และพรแสวงด้านการพูดของเขาว่า

 "คนจะมองว่าผมเป็นลูกชาวบ้าน ซึ่งการค้นพบตัวเองเพื่อทดแทนผลการเรียนที่ยอมรับว่าตอนเด็กๆ มีผลการเรียนที่ไม่ดีสักเท่าไหร่ จึงหาข้อเด่นไปประกวดพูด และได้พูดในเวทีต่างๆ ในที่สุดก็ค้นพบว่าผมมีการพูดที่น่าฟัง ซึ่งตลอดการเป็นผู้ประกาศข่าวตลอด 5 ปี พยายามพัฒนาตนเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ"

 ด้าน หลีแช ศึกษาจบจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอตั้งใจเป็นคนข่าวตั้งแต่เรียนจบ ซึ่งงานแต่ละงานที่เธอผ่านมาล้วนเป็นงานที่ใช้ศิลปะด้านการพูดแทบทั้งสิ้น โดยเริ่มจากการเป็นผู้ประกาศข่าวกีฬา ในที่สุดเธอก็ค้นพบว่าเธออยากเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี เล่าข่าวอย่างไรให้ไม่เหมือนคนอื่น เธอจึงสร้างสรรค์สไตล์ที่ไม่เหมือนใคร คือแต่งกลอนและร้องเพลงเพื่อสร้างความแตกต่าง

หลีแช-วิยดา คือ "ผู้หญิงที่ตั้งใจทำงานสูง"

 เอ-ดนยกฤตย์ พูดถึงพิธีกรคู่หูของเขาว่า หลีแช-วิยดา เป็นผู้หญิงร่าเริง ครั้งแรกที่เขาได้เจอหลีแช เขาตอบได้คำเดียวว่ารู้สึกเสียดาย (หัวเราะ) ที่เสียดายคือทำไมเขามีภรรยาแล้ว เพราะหลีแชเป็นผู้หญิงน่ารักสดใส ตั้งใจทำงานมาก แม้ทำงานอยู่ในองค์กรเดียวกัน

 หลีแช เริ่มจากการเป็นผู้ประกาศข่าวกีฬาที่ช่อง 8 พอต้องมาร่วมงานกัน ดนยกฤตย์ บอกว่าก็เริ่มคุยมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะเพื่อนร่วมงานก็มีทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ เนื่องจากเป็นคนตรงด้วยกันทั้งคู่ มีบางมุมที่ไม่เข้าใจกัน เพราะต่างก็มั่นใจกันคนละมุม แต่ไม่ใช่ปัญหาในการทำงาน เพราะทำงานร่วมกันไม่ต้องเออออกันหมดทุกเรื่องก็ได้ 

 “บางคนเห็นเราทะเลาะกัน แต่ผมจะไม่เอามาคิดมาก ผมค่อนข้างมีความเป็นธรรมชาติสูง บางครั้งทำงานด้วยกัน แชเล่าข่าวไป แต่ชาวบ้านคิดอีกแบบหนึ่งซึ่งแตกต่างจากแช ซึ่งเป็นธรรมชาติของคนที่จะคิดกันคนละมุมได้ คนเราแตกต่างกันได้ ซึ่งแชก็ถูกของแช แฟนรายการก็คิดอีกแบบหนึ่งของเขา ไม่มีใครผิดใครถูก แต่เราต้องรับฟังกัน ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ”

 เอ กล่าวถึงเวลาทำงานร่วมกันเป็นทีม ทีมเวิร์กจะเกิดทันทีเพราะเขา หลีแชและพิธีกรเล่าข่าวอีกคนจะช่วยกันเตรียมข้อมูล เติมเชิงลึกของข่าวด้วยกัน

 "เมื่อก่อนตอนเอทำงานร่วมกับหลีแชเมื่อ 3 ปีก่อน ก่อนเล่นอะไรกันก็ต้องถามกันก่อน แต่ปัจจุบันแค่มองตาก็รู้ใจ ต้องทำงานด้วยการพูดให้ไหลลื่นอย่ามีเดดแอร์ การทำงานร่วมกันต้องรู้ใจรู้นิสัยกัน แม้คาแรกเตอร์เราจะแตกต่างกัน แต่เวลาทำงานด้วยกันมันไปด้วยกันได้ ความสนิทในฐานะเพื่อนร่วมงานเกิดจากเราเจอกันทุกวัน วันละ 4 ชั่วโมง ตลอด 3 ปี เรียกว่าเราอยู่ด้วยกันทุกวัน ในฐานะเพื่อนร่วมงานเราสนิทใจกัน อย่างเวลาหลีแชมีปัญหาในการทำงาน เขาจะรู้ว่าปัญหาคืออะไร แล้วมีการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน" ดนยกฤตย์ กล่าว

 การเติมสีสันให้ชีวิตด้วยการถามความโก๊ะของอีกฝ่าย เอเล่าถึงความโก๊ะกังของหลีแชก็คือ ด้วยเล่าข่าวติดกันยาว 4 ชั่วโมง หลีแชมักหยิบกล้วยออกมากินประทังความหิวระหว่างจัดรายการอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นความคิดสร้างสรรค์ของหลีแชคือแต่งกลอนหรือร้องเพลงสดๆ เพื่อเล่าข่าวบางอย่างได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจของเพื่อนร่วมงาน

 “แชมักเอาเพลงซึ่งมาจากจินตนาการของเขามาร้องเล่าข่าว ผมคิดว่าแชคงคิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ (หัวเราะ) แต่สำหรับคนอื่นก็แล้วแต่ ซึ่งแชก็ยอมรับว่าตัวเองร้องเพลงยังเพี้ยนอยู่ (หัวเราะ) อย่างผมเล่าข่าวอยู่ดีๆ แชก็ร้องแร็ปขึ้นมา ผมถือว่ามันเป็นปรากฏการณ์สำคัญ คือเราฟังเพลงต้องเพราะมาก แต่แชสามารถร้องเพลงไม่เพราะได้ กลอนก็ไม่ค่อยเชื่อม แต่คนยังสนใจ จนผมรู้สึกทึ่ง”

 อย่างไรก็ดี สิ่งที่เอเป็นห่วงหลีแชก็คือ ด้วยหลีแชเป็นคนตรง บางครั้งคำพูดที่ตรงอาจไปกระทบคนบางกลุ่ม เช่น เด็กชอบเล่นเกม แชได้แสดงทัศนะว่าเกมไม่เห็นสนุกเลย เด็กบางกลุ่มก็มีปฏิกิริยากับคำพูดของหลีแชทันที ซึ่งในฐานะเพื่อนร่วมงานเอรู้สึกเป็นห่วง และก็ให้คำปลอบใจว่า

 "ไม่ต้องคิดมาก ความหวังดีของแชอาจมีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ ดังนั้นต้องทำใจ อย่าไปมองว่าเป็นเรื่องเครียด คนเครียดคือคนไม่เข้าใจ ดังนั้นใครไม่เข้าใจอธิบายแล้ว หากยังไม่เข้าใจอยู่ก็ต้องปล่อยให้เป็นธรรมชาติไป อย่างที่บอกว่าเขาตั้งใจทำงานมาก และตั้งใจทำงานอย่างสม่ำเสมอ เราเกิดจินตนาการเพราะเราไม่หยุดคิด และในความตั้งใจทำงานของแชบางวันที่ผมรู้สึกซึมๆ ผมก็ยังได้พลังงานจากแชนะครับ”

เอ-ดนยกฤตย์ คือ "พิธีกรที่ไร้กรอบ"

 ถึงคราว หลีแช-วิยดา พูดถึง เอ-ดนยกฤตย์ เพื่อนคู่หูในรายการเล่าข่าวว่า ดนยกฤตย์เป็นผู้ประกาศข่าวที่ไร้กรอบ ทำให้คนชื่นชอบความแปลกใหม่ เป็นเพราะเอสตรองที่จะกล้าแตกต่าง ซึ่งบางครั้งเอก็เป็นทั้งเพื่อนและพี่ที่ให้คำปรึกษาได้ในบางเรื่อง เพราะเขาค่อนข้างมีโลกส่วนตัวสูง

 “ครั้งแรกที่เจอเอ แชรู้สึกว่าเขาเป็นคนเฟรนด์ลี่ แชเลยไม่มีกำแพงกับเขา เวลาแชฟังเอนั่งเล่าข่าว แชรู้สึกว่าคนอะไรเล่าข่าวโคตรฟังง่ายเลย หลายอย่างแชเรียนรู้จากเอนะคะ แชรู้สึกประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ทำงานร่วมกันเอเลย เขามีข้อดีหลายอย่าง อีกทั้งแชชอบเรียนรู้จากคนเก่งๆ สิ่งที่แชเรียนรู้จากเอคือการใช้คำพูดที่ง่าย ขนาดแชยังอยากฟังเลย โดยเอไม่ต้องใช้คำพูดที่สวยหรู แต่เขาใช้คำพูดชาวบ้านง่ายๆ เช่น ข่าวการเมืองที่ฟังยากมากๆ แต่ฟังเอเล่าข่าวการเมืองแล้วเราเข้าใจคำพูดของเขา โดยที่เขาไม่ได้จำเป็นสคริปต์ แต่เขาใช้ความเข้าใจและพูดเป็นธรรมชาติมากๆ”

 การทำงานร่วมกันตลอด 3 ปี หลีแชถ่ายทอดนิสัยของเพื่อนคนนี้ให้ฟังว่า เป็นผู้ชายที่มีโลกส่วนตัวสูงมาก มีความคิดเป็นของตัวเอง  

 “เราสนิทกันในเรื่องงานเป็นส่วนใหญ่ แต่เรื่องอะไรที่เป็นส่วนตัว เอไม่ชอบเล่าให้ใครฟัง คุยเรื่องงานเราเต็มที่ เอไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะเหมือนเขาคิดตลอดเวลา ซึ่งบางเรื่องเราเข้าใจ แต่บางเรื่องเขาคงไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้ คือเอชอบพูด พูดตลอดเวลา (หัวเราะ) อย่างเรานั่งรถไปด้วยกันไปทำงานอะไรสักแห่งหนึ่ง เขาพูดตลอดเวลา คือเอชอบอยู่ติดบ้าน แต่แชต้องได้เที่ยวทุกวัน เรามีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน แต่เรื่องงานเอเต็มที่ บางครั้งเอเหมือนคนแก่ (หัวเราะ) คือเขาชอบคิด และก็พูดในสิ่งที่เขาคิด แล้วเขาเป็นคนคิดตลอดเวลา เรื่องพูดเลยมาก ส่วนแชชอบฟังแต่พูดไม่เยอะ บางทีเอพูดเรื่องที่แชไม่อยากฟัง แต่เวลาเบรกเขา เขาก็หยุดนะคะ (หัวเราะ)”

 สำคัญไหมกับการทำงานที่ต้องมีบัดดี้ที่ดี หลีแช กล่าวว่า สำคัญมาก ยิ่งเธอเป็นคนตรง อะไรที่ไม่ใช่มิตรภาพที่ดีในการร่วมงาน เธอพูดเลย จึงมักทำให้เสียมิตรภาพได้

 “ด้วยความที่แชพูดตรง พฤติกรรมไหนของเพื่อนร่วมงานที่ไม่ใช่ เช่น เห็นแก่ตัว แชจะพูดเลย ซึ่งคนเข้าใจก็ดี แต่ถ้าไม่เข้าใจ เราจะเสียมิตรภาพกับคนนั้นไปเลย ดังนั้นจึงสำคัญมากกับการมีเพื่อนร่วมงานที่ดี ทุกวันนี้แชมีความสุขกับการตื่นมาทำงาน แชเล่าข่าวแบบไม่รู้สึกแข่งขัน เราทำงานเป็นทีมจับมือกันสามคนกับเอและพี่ก้อย เราไม่รู้สึกว่าคนไหนเด่นกว่ากัน แชรู้สึกดีมากๆ แชทำงานมาหลายที่กับคนหลายลักษณะ บางคนก็อยากเด่น แชรู้สึกทำไปทำไม แต่กับเรา 3 คน เราไม่แย่งซีนกันเลย ทำให้เราทำงานเป็นภาพเดียวกันหมด มันเป็นความสุข แชตื่นตีสาม แชทำงานด้วยใจ สนุกมีความสุข ทีมงานและบรรณาธิการข่าวก็ดีมากๆ”

 ถึงเวลาที่เผาเพื่อนเอบ้าง เห็นเอสุขุมเล่าข่าวด้วยเสียงดังฟังชัดแบบนี้ บางมุมก็มีซุ่มซ่ามเปิดประตูให้ชนจมูกตัวเองเลือดอาบได้เหมือนกัน

 “เวลาเล่าข่าวจะมีช่วงเบรก เอก็ไปเข้าห้องน้ำ แต่ไม่รู้เปิดประตูยังไง ประตูชนจมูก เลือดออก พอกลับมานั่งเล่าข่าวสักพัก อยู่ดีๆ เลือดก็ไหลออกทางจมูก แชก็ขำ ส่วนเรื่องอื่นๆ เขาจะมาถึงคนท้ายๆ และจะมาทุกครั้งพร้อมแว่นตา แต่บางวันก็ไม่มีแว่นตามาด้วย คือสิ่งที่เขาไม่เคยลืมเลยคือโทรศัพท์มือถือ แต่สิ่งที่เขาลืมคือแว่นตา ซึ่งเขาสายตาเอียง แว่นก็ถือเป็นเครื่องมือทำงานที่สำคัญ เขาจึงต้องยืมแว่นทีมงานใส่อ่านข่าวทั้งรายการเลย จนเพื่อนงงว่าลืมแว่นได้อย่างไร แล้วอย่างมาเช้าๆ เขาจะเตรียมข้อมูลมาจากบ้านและมานั่งอ่านในรถต่ออีก พอมาถึงกองเขาจะไม่คุยกับใครเลย เขาบอกว่าเขากลัวข้อมูลกระฉอกออก นี่ละค่ะคือเอ-ดนยกฤตย์" (ยิ้ม)

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดไลฟ์สไตล์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์