ไลฟ์

มิตรภาพสู่ธุรกิจของสามหนุ่ม Gen y

  • 08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:10 น.
  • | เปิดอ่าน 3,576
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

มิตรภาพสู่ธุรกิจของสามหนุ่ม Gen y

โดย...วรธาร

 ผ่านไป 4 รุ่นแล้วกับการจัดคอร์สอบรมแนวใหม่ ภายใต้แนวคิดสตาร์ทอัพ เพื่อสตาร์ทอัพ กับคอร์ส FINE (Future Innovative Entrepreneur) คอร์สที่พัฒนาขึ้นจากมุมมองแนวคิดของคนยังเจน 3 คนผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป (Wise Men Group) ผู้ให้บริการและจัดอบรมความรู้ด้านการศึกษาและธุรกิจทุกประเภท

 ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีเกินคาดจากกลุ่มนิวเจนเพราะทุกคนสามารถนำเอาความรู้ที่ได้จากการอบรมไปใช้กับธุรกิจที่ทำอยู่และสร้างธุรกิจใหม่ ปัจจุบันกำลังเปิดรับรุ่นที่ 5

มิตรภาพเกิดขึ้นในที่ทำงานเดียวกัน

 จา-วศิน วินิชบุตร ปริญญาโท 2 ใบ ด้านวิศวะเครื่องกล และบริหารธุรกิจ จาก University College London (UCL) และ London School of Economics (LSE) ปัจจุบันรับผิดชอบด้านพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป เล่าที่มาของมิตรภาพให้ฟังว่า เขาทั้งสามเคยทำงานที่เดียวกันในธนาคารชื่อดังแห่งหนึ่งมาก่อน และทำอยู่นานเป็นเวลา 10 ปี ต่อมาได้ลาออกมาเปิดบริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป ร่วมกัน

 “หลังจบโทกลับมาเมืองไทยผมก็ได้ทำงานธนาคารโดยทำอยู่หลายแผนก รวมทั้งแผนกดูแลลูกค้าบริษัทด้วย (ตำแหน่งล่าสุดก่อนลาออกมาดูแลธุรกิจของบริษัทได้เป็นหัวหน้าฝ่ายธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ) ที่นี่ทำให้ผมได้พบกับแทน (ธนดล จันทรลาวัณย์) และบูม (ปณิธิ อินทราวุธ) เห็นหน้าทุกวัน มีโอกาสได้พูดคุยกันตลอดในที่ทำงานบ้าง นอกเวลางานก็บ่อย จุดนี้ทำให้พวกเราเริ่มสนิทกัน เลิกงานก็มีไปแฮงเอาต์ เล่นกีฬาด้วยกันเรื่อยๆ”

ธนดล

 บูม-ปณิธิ อินทราวุธ ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจจาก University of Wisconsin Madison และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดูแลด้านการสร้างแบรนด์และการตลาด กล่าวเสริมว่า ในปีแรกที่เข้ามาทำงานเพื่อนสองคนเคยทำงานแผนกเดียวกันมาก่อน ขณะที่เขาอยู่แผนกอื่นและมารู้จักสนิทกันในภายหลัง

 ด้าน แทน-ธนดล จันทรลาวัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีแรกที่ทำงานธนาคารเขากับจาทำอยู่ที่โปรแกรมหนึ่งด้วยกันมาก่อนทำให้เขากับจารู้จักกันเป็นอย่างดี แม้ว่าต่อมาจะย้ายไปอยู่คนละแผนก แต่ก็เห็นหน้ากันทุกวัน สนิทสนมคุ้นเคยกันดี

จับมือทำธุรกิจด้วยกัน

 การทำงานในที่เดียวกัน เห็นหน้ากันทุกวันและได้พูดคุยกันอยู่บ่อยๆ บางวันเลิกงานก็ไปทำกิจกรรมเพื่อความผ่อนคลายด้วยกัน เช่น แฮงเอาต์ เล่นกีฬา ทำให้วันหนึ่งทั้งสามได้มีโอกาสนั่งคุยกันถึงการทำธุรกิจร่วมกัน     

 “จุดเริ่มมาจากคุยกันเล่นๆ เกี่ยวกับคอร์สอบรมที่เกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน จึงคุยกันว่าด้วยจุดเด่น ความสามารถและหน้าที่ความรับผิดชอบในงานของแต่ละคน ผมดูเรื่องการขาย การติดต่อกับลูกค้า บูมดูมาร์เก็ตติ้ง คอมมิวนิเคชั่นทั้งหมด จาดูเรื่องโอเปอเรชั่นและดีเวลอปเมนต์ จึงน่าจะทำคอร์สที่ดีกว่าในตลาดได้ คุยไปคุยมาเล่นๆ แต่กลับลงมือทำจริง 2 เดือน หลังจากคุยกันเริ่มเห็นเป็นรูปร่าง พวกเราติดต่อสปีกเกอร์ หาที่ให้นักเรียนไปเรียน หาคนมาเรียน ทำโบรชัวร์ ทำมาร์เก็ตติ้งอะไรต่างๆ พอผ่านไปหลังจากที่คุยกันประมาณ 4-5 เดือน ก็เลยเกิดเป็นคอร์สแรกที่ของเราก็คือคอร์สไฟน์ (FINE)" แทน เล่าถึงจุดเริ่มและบทบาทแต่ละคน

ปณิธิ

 วศิน เสริมต่อว่า ตอนนั้นในตลาดมีหลักสูตรเยอะแยะที่คนวัยนิวเจนนิยมไปเรียนกัน เช่น เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ วิธีการครีเอทีฟธิงกิ้ง หลักสูตรที่เปิดสอนเกี่ยวกับการทำสตาร์ทอัพ ถ้ามองลึกลงไปหลักสูตรส่วนมากจะเรียนไปทางใดทางหนึ่ง ถ้าไม่เอนไปในทางวิชาการก็เอนไปทางเน็ตเวิร์กกิ้ง พูดง่ายๆ คนที่ไปเรียนจะต้องได้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

 “ถ้าว่ามาเรียนจ่ายเงิน 1 แสนกว่าบาทแล้วอยากได้อะไรกลับไป เราก็ต้องอยากได้ทั้งความรู้ทั้งเน็ตเวิร์ก หรือคอนเนกชั่นด้วย ดังนั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของคอร์แวลู (Core Value) ของตัวหลักสูตร FINE ของเราเลยว่าอยากให้ทุกคนที่มาเรียนได้ทั้งสองอย่าง ตอนนั้นพวกเราคิดว่าในไทยลึกๆ แล้วยังไม่มี เลยพัฒนาคอร์สชื่อ FINE เพื่อที่ทุกคนมาเรียนจะได้ความรู้กลับไปแล้วยังได้คอนเนกชั่นที่ดีกลับไปด้วยเนื่องจากคนที่เรียนมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ” วศิน กล่าว

จุดแข็งของคอร์ส FINE

 บูม ปณิธิ เล่าจุดแข็งที่เป็นจุดเด่นของหลักสูตรว่า มีอยู่ 4 ด้าน คือ ด้านสีสันของหลักสูตร ด้านคอนเนกชั่นเพื่อต่อยอดธุรกิจ ด้านวิทยากร สปีกเกอร์หรือโค้ชที่รอบรู้เกี่ยวกับธุรกิจสตาร์ทอัพที่จะมาสอนให้ความรู้อย่างเข้มข้น รวมทั้งด้านบรรยากาศและความสัมพันธ์ในห้องเรียน

 “คอร์สเราเรียน 3 เดือน 12 อาทิตย์ เรียนทุกวันเสาร์ หลักสูตรที่สอนคือความรู้ในการทำธุรกิจสมัยใหม่ส่วนใหญ่ใช้แนวทางสตาร์ทอัพเข้ามาเป็นแบบ เพราะตอนนี้สตาร์ทอัพก็มีแนวการทำธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม ยกตัวอย่างธุรกิจสมัยรุ่นพ่อรุ่นปู่อาจใช้เวลา 20 ปี 30 ปี ค่อยสร้างผลกำไร 40 ปีจึงเข้าตลาด แต่เดียวนี้มายด์เซตในการทำธุรกิจของเจเนอเรชั่นนี้ต่างไปเขาสร้างธุรกิจผ่านเทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นแล้วและสามารถเข้าตลาดภายใน 5 ปี ไม่ต้องรอ 20 ปี 30 ปี เหมือนรุ่นปู่รุ่นพ่อ แล้วจะทำยังไงคำตอบมีอยู่ในคอร์ส FINE ครับ” บูม กล่าว

 ขณะที่เป้าหมายในอนาคต บูม กล่าวว่า กำลังมองถึงการขยายคอร์ส FINE ไปในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นการเพิ่มเครือข่ายให้กับนักเรียน FINE แข็งแกร่งขึ้น และที่ผ่านมาได้ไปศึกษาตลาดประเทศ เช่น เกาหลี ไต้หวัน และประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว และเมียนมา มาแล้ว ปรากฏว่ามีกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ต้องการความรู้ด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ ฉะนั้นถ้าขยายไปต่างประเทศก็จะเป็นผลดีกับนักเรียน FINE ในเมืองไทยด้วยหากพวกเขาต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ

วศิน

“เราจะพัฒนาหลักสูตร FINE ให้ดียิ่งขึ้นอีก ซึ่งเราก็พัฒนามาทุกปีและได้พิสูจน์ให้จากการจัดคอร์สที่ผ่านมาจนถึงรุ่นที่ 5 แล้ว ถ้าโอกาสนั้นมาถึงเราจะขยายไปประเทศเพื่อนบ้านด้วย ขณะที่อีกโปรเจกต์หนึ่งที่พวกเราคิดไว้คือการจัดตั้งกองทุนเพื่อลงทุนใสตาร์ทอัพ โดยเอาเงินไปลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีซึ่งเรามองไว้ที่กูเกิล เฟซบุ๊ก เทสลา สองเราจะเอาเงินส่วนหนึ่งไปลงในสตาร์ทอัพในประเทศไทย รวมไปถึงการซัพพอร์ตนักเรียน FINE ที่มีโปรเจกต์ไอเดียดีๆ เพื่อให้เขาเริ่มธุรกิจได้ และผู้จัดการกองทุนเราจะเลือกผู้เชี่ยวชาญเรื่องการบริหารกองทุนและรู้เกี่ยวกับสตาร์ทอัพเป็นอย่างดีมาบริหาร” วศิน กล่าว

แตกไลน์ธุรกิจเปิดโรงเรียนสอนภาษา

 นอกจากพัฒนาคอร์ส FINE ภายใต้บริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป ทั้งสามหนุ่มยังได้แตกไลน์ธุรกิจใหม่ด้วยการเปิดโรงเรียนสอนภาษา ภายใต้บริษัท IT Edutainment ที่ตั้งขึ้นใหม่ มีกำหนดจะเปิดสาขาแรกในเดือน ส.ค.นี้ ที่เซ็นทรัล บางนา

 “เรามองว่าการเรียนภาษาสำหรับเด็กอาจไม่จำเป็นต้องเรียนเพื่อสอบเท่านั้น ถ้าการที่เด็กๆ จะเอาไปใช้จริงได้ควรจะเรียนและเรียนด้วยความสนุก คอร์สของเราจะแตกต่างจากตลาดในประเทศ โดยจะนำเอานวัตกรรมทางเทคโนโลยีของพาร์ตเนอร์ต่างชาติมาเป็นเครื่องช่วยสอนซึ่งจะช่วยให้เกิดการจดจำที่ดีและสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนที่สนุกสนาน ขณะที่กลุ่มเป้าหมายของเราคือเด็กอายุ 3-12 ขวบ” แทน กล่าว

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดไลฟ์สไตล์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์