คมคิด

ตัดกิ่งเลาะใบเพื่อถอนราก

  • 20 มีนาคม 2560 เวลา 10:26 น.
  • | เปิดอ่าน 41,372
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

ตัดกิ่งเลาะใบเพื่อถอนราก

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

เมื่อปี 2513 ไชยบูลย์และเผด็จ สองอดีตนิสิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บวชเป็นพระจากวัดปากน้ำ ฉายาธัมมชโยและทัตตชีโว ได้ร่วมกันสร้างวัดที่คลองหลวง จากที่ดินที่ วรณี สุนทรเวช บริจาคให้ โดยใช้ชื่อว่า วัดวรณีธรรมกายาราม แต่ต่อมาตัดชื่อวรณีออก จากผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว เปลี่ยนชื่อเป็น วัดพระธรรมกาย ธัมมชโย ใช้บุญเป็นสินค้า หาเงินจากความศรัทธาของชาวพุทธ ล่อหลอกด้วยอภินิหาร จนมีเงินสร้างวัดพระธรรมกายให้ยิ่งใหญ่อลังการ มีอิทธิพลครอบงำทั้งอาณาจักรและศาสนจักร จนดูทำให้หลงไปว่า ไม่มีใครจะโค่นล้มอาณาจักรจานบินลงได้ แต่วันนี้ธรรมกายที่ไชยบูลย์สร้างมากับมือ กำลังจะสิ้นสลายด้วยความหลงของตัวเอง

อันเป็นไปตามกฎแห่งไตรลักษณ์ ที่ว่าด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ สรรพสิ่งทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และจะต้องดับไป ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหน เป็นธรรมดาของโลก

ใครที่เคยคิดว่า ยุทธการตรวจค้นวัดพระธรรมกายภายใต้มาตรา 44 ของดีเอสไอ เป็นมวยล้มต้มคนดู นั้น ขอบอกว่าให้กลับไปคิดเสียใหม่ ยุทธการกดดันด้วยการบังคับใช้กฎหมายเต็มรูปแบบ ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด เป็นการปิดประตูตีแมวจนอ่อนล้า และเป็นการส่งสัญญาณเอาจริงแต่ไม่ปะทะให้เข้าทางของอลัชชี ไม่ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใด ทำให้สาวกต้องยอมถอย ยอมเปิดทางให้เข้าไปค้นเพื่อให้ยุติการปิดล้อม แม้จะดูเหมือนว่าเป็นเกมของธรรมกายที่รู้อยู่แล้วว่า ดีเอสไอจะไม่เจอตัวไชยบูลย์ก็ตาม

ไม่ว่าข้อมูลของดีเอสไอ ที่ว่าไชยบูลย์ยังอยู่ในวัด แต่ได้เจาะกำแพงหลบหนีในระหว่างการตรวจค้น นั้น จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ปฏิบัติการในครั้งนี้ไม่สูญเปล่า แม้จะสูญเสียงบประมาณค่าใช้จ่ายมากมายเพียงใดก็ตาม ย่อมเป็นความจำเป็นและเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นสิ่งที่รัฐจะต้องบังคับใช้กฎหมายให้ได้ในทุกพื้นที่ของประเทศ

ลัทธิธรรมกายเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและศาสนา แม้หากจะต้องใช้กำลังคนและงบประมาณมากกว่านี้ เพื่อกำจัดอลัชชีตัวร้าย กำจัดลัทธิแปลกปลอม ก็ยังถือว่าคุ้มค่า เพราะหากปล่อยไว้พุทธศาสนาที่แท้จริงจะหมดไปจากประเทศไทย นักการเมืองจะอยู่ในความครอบงำของลัทธินี้ จะร้ายยิ่งกว่าทั้งทักษิโณมิกส์ในอดีตเสียอีก

ปฏิบัติการค้นวัดพระธรรมกายภายใต้อำนาจพิเศษในครั้งนี้ แม้จะไม่ได้ตัวไชยบูลย์ ซึ่งเป็นที่คาดหมายไว้แต่แรกแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่จะต้องทำให้ได้นั้น ไม่ใช่เพียงการกำจัดตัวบุคคลอลัชชีเท่านั้น แต่ต้องเป็นการกำจัดลัทธิแบบถอนรากถอนโคน ซึ่งจะสำเร็จหรือไม่ ก็อยู่ที่ดีเอสไอ จะเอาจริงหรือไม่ หรือจะยอมเป็นมวยล้มต้มคนดูในตอนต่อไป

จากปฏิบัติการตรวจค้นทั้งสามครั้งโดยเฉพาะครั้งล่าสุด ประกอบกับข้อมูลจากการสอบสวน การติดตามเส้นทางการเงิน เชื่อว่า  ดีเอสไอ น่าจะมีข้อมูลมากเพียงพอที่จะจัดการถอนรากถอนโคนลัทธิจานบินนี้ได้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ อย่าขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา ก็แล้วกัน

ลัทธิธรรมกายในวันนี้ถูกเด็ดหัวไปแล้ว หัวใหญ่สุดหมดสภาพกลายเป็นสัมภเวสีขาเน่าไปแล้ว  ส่วนหัวรอง กำลังจะถูกมาตรา 157 กรณีนำเงินวัดไปเล่นหุ้น ดูจากรูปมวยแล้วอาการน่าเป็นห่วง น่าจะอยู่ไม่ครบยก ทั้งธัมมชโยและทัตตชีโว จะรักษาเสื้อเหลืองผ้าเหลืองไว้ได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดพิชยญาติ ที่เคยอุ้มชูธรรมกายมาก่อน จะทนแรงกดดันจากชาวพุทธได้หรือไม่

สัญญาณจากฝ่ายอาณาจักรนั้นชัดเจนว่า รัฐบาลลุงตู่เอาจริงในการกำจัดอลัชชี ท่าทีที่ชัดเจนอย่างนี้ เจ้าคณะใหญ่หนหลาง ผู้บังคับบัญชาโดยตรง ซึ่งได้รับมอบหมายจากมหาเถรสมาคม จะยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวได้อีกนานเท่าใด ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ไชยบูลย์ไม่ใช่พระ หมดความเป็นพระไปตั้งแต่ปี 2542 ตามพระลิขิตแล้ว หลังจากนั้น เขามีสถานะเป็นเพียงไชยบูลย์ที่โกนหัวใส่เสื้อเหลืองเอาจีวรพระคลุมกายเท่านั้น เจ้าคณะใหญ่หนกลางในวันนี้ วันที่สมเด็จช่วงไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จะยังเป็นเกาะปกป้องไชยบูลย์ต่อไปโดยไม่ดูทิศทางลมอีกหรือ 

ลัทธิจานบินที่ยิ่งใหญ่สร้างความเสียหายให้กับพุทธศาสนามากว่า 40 ปี กำลังถูกตัดกิ่งก้านสาขา เลาะใบออก เพื่อจะได้โค่นล้มได้โดยง่าย พระในระดับผู้บริหาร แกนนำของลัทธิธรรมกาย ต่างก็ถูกคดีอาญากันเป็นทิวแถว ต้องไปประกันตัวที่ศาลโดยมีเงื่อนไขไม่ให้เคลื่อนไหวอะไร

นอกจากพระแล้ว สาวกญาติโยมก็โดนคดีกันถ้วนหน้า เจ้าสัวอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ที่สนับสนุนและมีผลประโยชน์อยู่กับลัทธิการจานบิน ก็พลอยจะติดร่างแหไปด้วย ชะตาชีวิตมีโอกาสที่จะเจริญรอยตามสาวกคนสนิทอย่าง ศุภชัย ศรีศุภอักษร

การตรวจสอบแกะรอยเส้นทางการเงิน เป็นการตามหาตัวผู้กระทำความผิดอย่างได้ผล ยิ่งในขณะกระทำความผิดมีความยิ่งใหญ่มากเท่าใด ก็จะอหังการชะล่าใจทิ้งร่องรอยหลักฐานให้สาวไปถึงได้ง่าย ประกอบกับการเคลื่อนย้ายเงินเป็นร้อยเป็นพันล้านบาทนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะแบกเงินสดใส่ถุงไปมอบให้กัน วิธีที่สะดวกจึงต้องใช้กระบวนการโอนเงินหรือสั่งจ่ายเช็ค ซึ่งหลักฐานต่างๆ สามารถตรวจสอบย้อนหลังจากธนาคารได้ไม่ยาก

ล่าสุดลูกสาวเจ้าสัวคนดัง มีชื่อพัวพันไปเป็นเจ้าของที่ดินที่ตั้ง อาคารบุญรักษา ที่อยู่ในอาณาจักรจานบิน อยู่ในอาณาบริเวณที่คนทั่วไปเข้าใจว่า เป็นเขตวัด

อาคารหลังนี้เป็นอาคารใหญ่อยู่บนที่ดิน 130 ไร่ เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2557 ทำพิธีตอกเสาเข็มต้นสุดท้ายโดยทัตตชีโว เมื่อ 28 เม.ย. 2558 ตรงกับวันเกิดของไชยบูลย์ การก่อสร้างใช้เงินที่ได้จากการบอกบุญญาติโยม เอาบุญใหญ่มาหลอกล่อว่า จะเป็นอาคารที่ใช้สำหรับรักษาพยาบาลพระภิกษุเจ็บป่วย ซึ่งจะได้บุญกุศลเหมือนได้ทำบุญกับพระพุทธเจ้า

นอกจากการก่อสร้างจะไม่ขออนุญาตแล้ว ว่ากันว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่เป็นผู้รับเหมา มีการจ่ายเงินค่าก่อสร้างครบถ้วนก่อนที่จะสร้างเสร็จ แต่ที่แปลกไปกว่านั้น ที่ดินที่ตั้งอาคาร เดิมเป็นของ ศุภชัย ศรีศุภอักษร ไวยาวัจกรคนสนิทไชยบูลย์ ซึ่งต้องโทษอยู่ในเรือนจำ ได้ขายให้กับลูกสาวเจ้าสัวแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เมื่อปี 2556 ก่อนที่ศุภชัย จะถูกอายัดทรัพย์เพียงไม่กี่สัปดาห์

เป็นเรื่องแปลกเพราะจะซื้อที่ในวัดมาทำอะไร ถ้าจะถวายวัดก็น่าจะใส่ชื่อวัดเป็นเจ้าของไปเลย จะซื้อไว้ทำธุรกิจก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะในที่สุดก็ใช้สร้างอาคารในกิจการของวัด ประเด็นนี้ ดีเอสไอ กำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร เท่าที่ทราบข้อมูล มีการจ่ายเงินจริง แต่เงินที่จ่ายไหลมาจากบัญชีของวัด

การตรวจสอบเส้นทางการเงินไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องใหญ่ให้กิ่งก้านสาขาของลัทธิจานบิน ถูกตัดเลาะออกไป

ลัทธิธรรมกายกำลังเป็นบทเรียนเพื่อพิสูจน์ว่า ธรรมย่อมชนะอธรรม

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดสังคมในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์