คมคิด

ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จึงมั่นใจว่าอยู่ยาว?

  • 27 สิงหาคม 2560 เวลา 14:56 น.
  • | เปิดอ่าน 29,372
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จึงมั่นใจว่าอยู่ยาว?

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ตอบแบบไทยๆ ก็คือ “ท่านเป็นผู้มีบุญ”

คนไทยเชื่อว่า “ผู้มีบุญ” คือผู้ที่ประกอบคุณงามความดีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานอย่างเช่น พระโพธิสัตว์ที่เป็นผู้มีบารมีในระดับสูง ก็ต้องประกอบคุณงามความดีมาหลายชาติหลายภพ อย่างพระพุทธเจ้าของเราก็เสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์มาถึง 500 ชาติ โดยมีชาติใหญ่ๆ 10 ชาติ เรียกว่า “ทศชาติ” โดยในชาติสุดท้ายได้เสวยชาติเป็นพระเวสสันดรนั้น

สำหรับคนทั่วไปการประกอบคุณงามความดีก็คือ การสั่งสม “บุญบารมี” โดย “บุญ” ซึ่งก็หมายถึงคุณงามความดีที่ได้กระทำจะส่งเสริมให้เกิด “บารมี” คือได้รับความเคารพนับถือจากคนอื่น หรือคนทั้งหลายให้การยอมรับและเชื่อฟัง ในลักษณะที่เรียกว่าเป็น “ผู้มีอำนาจ” ไปจนถึงทำให้เกิดความศรัทธาเชื่อมั่นที่อาจจะถึงขั้นเป็น “ศาสดา” หรือ “ผู้วิเศษ” แต่บางคนเมื่อมีบารมีแล้วก็ละเลยไม่ได้ทำคุณงามความดีสืบต่อ แต่ได้ใช้ความเคารพนับถือเพิ่มพูนอำนาจให้แก่ตนเอง หรือแสวงหาประโยชน์เข้าตัวตนเองและพวกพ้อง กลายเป็น “คุณชั่วความเลว” บารมีนั้นก็จะค่อยๆ เสื่อมลงไป กลายเป็น “ผู้สิ้นบุญ” หรือ “หมดบุญ” ในที่สุด

สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในทัศนะนี้ก็ต้องถือว่าเป็นผู้มีบุญมากๆ อย่างยิ่งท่านหนึ่ง อย่างที่สำนวนไทยเรียกว่า “ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่” ซึ่งจากข้อมูลที่ผู้เขียนรวบรวมมาได้ ท่านน่าจะมีบุญที่สำคัญๆ อยู่ทั้งภายในและรอบๆ ตัวท่านถึง “3 ประการ” ดังนี้

“บุญประการแรก” ของท่านก็คือ ท่านมีความเจริญก้าวหน้าในกองทัพจนได้เป็นถึงผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกนี้เป็นตำแหน่งเดียวที่สามารถจะทำรัฐประหารได้สำเร็จ ทั้งนี้ การที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ไม่ใช่ว่าจะสามารถเป็นได้ง่ายๆ ตามระบบของกองทัพแล้วจะต้องเห็นแววกันมาตั้งแต่เป็นนักเรียนนายร้อย และเมื่อมารับราชการที่เติบโตมาตามลำดับก็จะมีการเชื่อมโยงกันเป็นรุ่นเป็นเหล่า สร้างสมบารมีมาเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อจะทำการใดก็จะมีความพร้อมเพรียงและเป็นพลังสนับสนุนไปยาวนาน

“บุญประการที่สอง” ของท่านก็คือ ความเจริญก้าวหน้าทางอาชีพทหารของท่านดำเนินไปในยุคที่สังคมมีความขัดแย้ง “อย่างสูงสุด” จนกระทั่งคู่ขัดแย้งนั้นฟาดฟันกันถึงขั้นย่อยยับไปทั้งคู่ โดยพวกหนึ่งต้องเผชิญชะตากรรมด้านคดีความและหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ อีกพวกหนึ่งแอบซบฝ่ายทหารและพยายามยกย่องเชิดชูทหาร ดังนั้น เมื่อท่านทำรัฐประหารได้ จึงดู “ลอยลม” คือแรงเสียดทานก็ถูกทำลาย แถมแรงส่งก็เข้มแข็ง ตามภาษาของคนเล่นว่าวว่า “ติดลมบน” ยากที่จะมีแรงกระชากใดๆ ทำให้ร่วงหล่นมาสู่พื้นได้

“บุญประการที่สาม” ของท่านก็คือ สถานการณ์ “พิเศษ” ในบ้านเมืองที่เสริมส่งให้ท่านมีความโดดเด่น เพราะในสถานการณ์อย่างนี้ ถ้าให้นักการเมืองที่จากการเลือกตั้งมาจัดการ ก็อาจจะมีข้อครหาถึงเรื่องความเชื่อใจ หรืออาจจะทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม แต่เนื่องเพราะทหารเป็นสถาบันที่ค้ำจุนสถาบันสูงสุดมาช้านาน จึงเป็นที่เชื่อใจของสังคม แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือสังคมไทยได้มอบความไว้วางใจให้กับทหารในการดำเนินบทบาท เพื่อค้ำจุนและปกป้องสถาบัน โดยที่สถาบันหรือองค์กรทางการเมืองอื่นไม่อาจจะทำหน้าที่นี้ได้

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้ก็ไม่ใช่ตำแหน่งที่ “สุขสบาย” เท่าใดนัก แม้ว่าในสายตาของคนภายนอกอาจจะมองว่าเป็น “บุญหล่นทับ” หรือ “ราชรถมาเกย” แต่ความจริงสำหรับคนที่ไปรับตำแหน่งนี้มักจะเป็น “ทุกขลาภ” คือต้องทำงานอยู่บนกองปัญหา ท่ามกลางผู้คนที่มีความต้องการหลากหลายที่มักจะมีความขัดแย้งกัน ลักษณะการทำงาน จึงเป็นเหมือนอยู่ใน “กองไฟ” ที่มีทุกข์ร้อนรุมเร้าอยู่ตลอดเวลา

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้เคยเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ 11 เดือน ในช่วงเวลาที่บ้านเมือง “ลุกเป็นไฟ” เคยกล่าวไว้ว่าผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ทนทานต้องเป็นคนประเภท “คอทั่งสันหลังเหล็ก” คือทนต่อการถูกทุบตีได้เหมือนทั่ง ทนต่อความร้อน และแรงเสียดสีได้เหมือนเหล็ก อนึ่งผู้ที่อยู่ในตำแหน่งนี้จะต้อง “เสพวิกฤตเป็นภักษาหาร” คือจะต้องหล่อเลี้ยงชีวิตอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย หาความสงบสุขมิได้ ดังนั้น ใครที่คิดว่าจะมาเสวยสุขในตำแหน่งนี้ จึงเป็นการคิดที่ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง

ถ้าท่านทั้งหลายยังจำได้ ในอดีตเคยมีนายทหารท่านหนึ่งคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้มีบุญบารมี “สุดๆ” ทั้งในส่วนของกองทัพและพรรคการเมือง รวมถึงประชาชนในทุกระดับชั้น ท่านเป็นคนพูดน้อยจนได้ฉายาว่า “เตมีย์ใบ้” (พระโพธิสัตว์องค์หนึ่งในทศชาติ) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองหลายคนในสมัยนั้นวิเคราะห์ว่า ท่านพูดน้อยเพื่อไม่ให้มีการกระทบกระทั่ง และเป็นกุศโลบายที่จะให้ทุกคน “ทำมากกว่าพูด” กระนั้นท่านก็ต้องเผชิญวิกฤตต่างๆ มากมาย เคยถูกลอบสังหารก็หลายครั้ง มีเหตุการณ์กบฏ และการแย่งชิงผลประโยชน์ของลิ่วล้อบริวาร แต่ท่านก็สามารถอยู่ในตำแหน่งได้กว่า 8 ปี ทว่าที่สุดท่านก็แพ้ภัยในความที่อยู่ในตำแหน่งอย่างยาวนานนั้นเอง นั่นก็คือสภาวะ “เบื่อป๋า” และท่านต้องประกาศว่า “ป๋าพอแล้ว” เพื่อลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างสง่างาม

ผู้เขียนไม่อาจจะเปรียบเทียบได้ว่าระหว่าง พล.อ.เปรม กับ พล.อ.ประยุทธ์ ท่านใดจะมีบุญบารมีสูงส่งกว่ากัน เพราะต่างยุคต่างสมัยและต่างสภาพแวดล้อม รวมถึงบุคลิกภาพเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน แต่ถ้าจะเปรียบเทียบโดยอาศัยทฤษฎี “สถานการณ์พิเศษ” ก็น่าจะทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ อยู่ไปอีกได้ยาวๆ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ เองก็น่าจะเชื่ออย่างนั้น

ใครที่จะลงเลือกตั้งในปีหน้าก็คงจะต้อง “อาศัยใบบุญ” ของ พล.อ.ประยุทธ์ นี้ด้วย

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดสังคมในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์