เที่ยวทั่วไทย

หนีความตึงมาพึ่งความช้า ศิริวัฒน์ มะลิแย้ม

  • 19 มีนาคม 2560 เวลา 14:46 น.
  • | เปิดอ่าน 742
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

หนีความตึงมาพึ่งความช้า ศิริวัฒน์ มะลิแย้ม

โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ศิริวัฒน์ มะลิแย้ม นักเขียนแว่นแก้ว เจ้าของผลงาน “เอกอีเอ้กเอย” สำนักพิมพ์ นานมีบุ๊คส์ ในปีที่ผ่านมา ได้รับรางวัลชมเชยในโครงการประกวดรางวัลวรรณกรรม “แว่นแก้ว” ครั้งที่ 12 เมื่อได้พูดคุยสนทนาด้วย ก็พบว่าน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ทำให้ทุกอย่างในชีวิตของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ศิริ มะลิแย้ม เป็นนามปากกาของ ศิริวัฒน์ มะลิแย้ม นักเขียนหนุ่มจากนครขีดขิน จ.สระบุรี เริ่มฝึกเขียนเรื่องสั้นขณะเรียนชั้นมัธยมศึกษา

เรื่องสั้นเรื่องแรกเป็นต้นฉบับลายมือส่งประกวด เมื่อไม่ประสบความสำเร็จจึงหยุดเขียนไปพักใหญ่ และกลับมาเขียนอย่างจริงจังเมื่อปี 2555 กระทั่งได้รับรางวัลแว่นแก้วปีล่าสุด

นานๆ จะเข้ากรุงเทพฯ เพราะเกิดและทำงานที่ต่างจังหวัด หากชีวิต “คนทำงาน” ในต่างจังหวัด ก็มิได้ผิดแผกแตกต่างจากคนทำงานในเมืองที่ไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง ทุกอย่างถูกกำหนดและบีบกรอบให้อยู่ในขอบเขตของงาน งาน และงานเสมอ แม้แต่ชีวิตส่วนตัวของนักเขียนหนุ่มก็แทบไม่มีเวลา

“ผมทำงานจันทร์ถึงเสาร์ ช่วงหยุดวันอาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ สมัยก่อนแทนที่จะหยุดก็คือไม่หยุด แต่จะทำงาน บ่อยมากที่เป็นอย่างนั้น หรือจะให้พูดจริงๆ ก็คือแทบจะทุกเสาร์-อาทิตย์ที่ต้องไปสะสางงาน เคลียร์งานที่ทำงาน เมื่อสองปีก่อนผมเป็นแบบนั้น” ศิริวัฒน์เล่า

เขาทำงานคลังสินค้าที่บริษัทเอกชนใหญ่แห่งหนึ่ง มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่หน้าคลัง รวมทั้งจัดส่งและรับสินค้าตามออร์เดอร์งาน งานจุกจิกและเต็มไปด้วยรายละเอียดให้ต้องติดตามดูแล

นอกจากนี้ คือภาระกดดันในจิตใจที่เริ่มงานช้า และออกจะล้าหลัง เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากไม่ได้เรียนมาตรงสายงาน ก็ไม่อยากรั้งท้ายอยู่ปลายแถว พยายามที่จะถีบตัวเองขึ้นมา ผลักดันตัวเองขึ้นมา

“สมัยนั้นผมทำงาน 6 วัน วันอาทิตย์ก็ยังจะทำ ในความรู้สึกคือ ต้องทำให้จบ งานไม่จบก็ไม่สบายใจ ค้างคาใจ วิตกกังวล เก็บมาครุ่นคิด ไม่อยากเครียดที่บ้าน ก็เอาตัวเองไปเครียดอยู่ที่ทำงานให้มันจบๆ ไปเลย”

ความเครียดของคนทำงาน แรกๆ ก็ไม่รู้สึกอะไร ไปทำงานวันหยุด ช่วงแรกสบายและไม่เครียดเลย แต่ทำไปเรื่อยๆ ก็ชักไม่ไหว เหมือนนักมวยที่ถูกต่อยหมัดแรกยังไม่รู้สึกอะไร แต่ถูกต่อยซ้ำๆ เข้าที่เดิมๆ นานเข้าก็ผล็อยเหมือนถูกสอยด้วยหมัด หมดแรงทั้งร่างกาย จิตใจ

จิตวิญญาณ

2 ปีเต็มๆ ที่ทำงานหักโหม เสาร์-อาทิตย์ไม่หยุด สมองล้า ร่างกายโทรมเสื่อมหมดแรงหมดสภาพ ความสัมพันธ์กับครอบครัวก็ไม่ดี ศิริวัฒน์แต่งงานแล้ว หากแทบจะไม่มีเวลาให้แก่กันเลย บิดาอยู่บ้านต่างจังหวัดอีกที่หนึ่งก็คอยแต่จะถามหา เป็นความรู้สึกที่ยากอธิบาย

“ผมพยายามมาก ในที่สุดก็ถึงจุดที่ถามตัวเอง ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ผมทำแบบนี้ทำไม เพราะไม่มีใครได้อะไรเลย แม้แต่ตัวผมเอง” ศิริวัฒน์เล่า

ชายหนุ่มตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตใหม่ เขาบอกว่า เหมือนคนที่กำลังจะหักดิบกับอะไรสักอย่าง เหมือนหักดิบเหล้าบุหรี่ แต่นี่เป็นการหักดิบจากความบ้างาน ต้องมีวินัย มีความซื่อตรงกับตนเอง ใช้ความพยายามมาก ก็แปลกเหมือนกันที่นึกย้อนไป หักดิบคือหักดิบ หมายถึงทำทันที สำหรับเขามันได้ผล

“ผมไม่เครียดกับงานอีก บังคับใจตน เมื่อก่อนเหมือนวางแผนชีวิตไว้ไกลๆ มองไปไกลๆ แล้วพยายามทำตามแผนให้ได้ แต่ผมคนใหม่คือไม่เอาแบบนี้เลย ไม่คิดมาก คิดวันต่อวัน เคล็ดลับคือการแบ่งเวลาให้เป็น งานคืองาน ทำเต็มที่ จนถึงจุดหนึ่งอนุญาตให้ตัวเองกดปุ่มหยุด”

ชีวิตดีขึ้นทันตาเห็น ความสัมพันธ์กับครอบครัวดีขึ้น ความสัมพันธ์กับภรรยาดีขึ้น และเหลือจะเชื่อที่หน้าที่การงานก็ดีขึ้น ไม่เฉพาะงานในหน้าที่ประจำที่ทำอยู่เท่านั้น หากงานเขียนหนังสือก็สามารถพัฒนาได้ รางวัลวรรณกรรมเยาวชนแว่นแก้วก็ได้รับต่อเมื่อระยะหลังๆ ที่เปลี่ยนชีวิตให้ช้าลงนี่เอง

“ภรรยาช่วยมากในเรื่องนี้ คือแฟนผมเป็นคนชอบเดินทางท่องเที่ยวอยู่แล้ว เขาดีใจมากที่ผมจะเปลี่ยนชีวิตให้ช้าลง อาสาทันที บอกว่าเดี๋ยวก็หาย เมื่อก่อนผมกับแฟนคือพยายามปรับตัวเข้าหากันมาตลอด แต่เมื่อผมเปลี่ยนและเริ่มออกไปเที่ยวกับเขามากขึ้น ไปพักผ่อนกับเขามากขึ้น ก็ดีขึ้นจริงๆ”

ถูกภรรยาชักนำไปในทางท่องเที่ยว ก็ไปกันทั้งครอบครัว วันหยุดจะหอบหิ้วกันไปหมด ทั้งพ่อแม่และภรรยา สนุกสนานและมีความสุขขึ้นมาก พ่อที่เคยบ่นน้อยใจลูกชาย ถึงทุกวันนี้ไม่เคยมีคำบ่นให้ได้ยิน แม้แต่โทรมาก็ยังน้อยเพราะก็จะได้เจอกันบ่อยช่วงสุดสัปดาห์อยู่แล้ว

วันเสาร์-อาทิตย์ ใช้ชีวิตนอกที่ทำงานโดยเด็ดขาด โดยถ้าไม่ไปเที่ยวก็คืออยู่บ้าน พักผ่อนสบายๆ และทำงานเขียน ได้ดูความคิดของตัวเองได้ชัดๆ สำหรับศิริวัฒน์ยังคิดว่าแปลก ชีวิตที่ลดความสับสนวุ่นวายลง มันทำให้สมองโล่งและเคลียร์ภาพได้แจ่มชัด ในแง่ของงานเขียนแล้วก็ต้องถือว่าดี

“เราได้ไปใช้ชีวิตที่มุมอื่นๆ ของโลกบ้างนะ อย่างเกาะขาม สัตหีบ ไม่เคยไปก็ไป เพชรบูรณ์ทางเหนือ หรือทางภาคใต้ผมก็เพิ่งไปเที่ยวเพิ่งกลับขึ้นมา ผมชอบทะเลนะ ผมชอบสีสดๆ ของสีเขียว ผมชอบสีแจ่มๆ ของสีฟ้า มองไปไม่มีที่สิ้นสุด หลากฉากในหนังสือของผม มาจากฉากต่างๆ ที่ได้ไปเที่ยวเห็นนี่เอง”

คนที่เปลี่ยนไปอีกคนคือพ่อของศิริวัฒน์เอง จากเมื่อก่อนที่พ่อพูดน้อย ซึมและดูเศร้า แต่เมื่อเขาเปลี่ยน พ่อก็เปลี่ยน วันนี้รู้ว่าลูกจะกลับบ้าน พ่อจะเสียงใสมาก (ฮา) กระปรี้กระเปร่า ทำกับข้าวทำต้มข่าไก่ พ่อทำอาหารภาคกลางเก่ง เป็นคนมีฝีมือเรื่องแกงกะทิหรือแกงอะไร ก็ได้ใช้เวลาด้วยกัน ซึ่งมีค่าที่สุด

“ผมเปลี่ยนชีวิตมา 3 ปีแล้ว มีความสุข งานก็โอเค หมายถึงผมมีความสุขในสิ่งที่ผมทำ งานที่เคยคิดว่าต้องหอบกลับมาทำบ้าน หรือต้องเอาตัวเองไปขลุกอยู่ด้วยทุกเมื่อเชื่อวัน เอาเข้าจริง กลับดีกว่าถ้าทิ้งระยะออกมาบ้าง กลายเป็นทำให้เรามองภาพชัด มองปัญหาชัด แก้ได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ”

เงินเดือนโบนัสที่เคยคิดเคยเครียดว่าปีนี้จะได้หรือไม่? กลับกลายเป็นเรื่อง “จิ๊บๆ” เพราะถ้ามองให้ขาดว่า เป็นการตัดสินใจของคนอื่น เป็นปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือตัวเรา ถึงกลุ้มหรือเครียดก็เท่านั้น อานิสงส์มากมายจากการปรับเปลี่ยนชีวิตให้ช้า เลิกบ้างาน สำคัญที่สุดคือชีวิตเปลี่ยนไปจากมุมมองที่คับแคบ เหมือนเราได้อยู่และอยู่ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คือความเป็นอิสระที่ได้ใช้ชีวิต ไม่เครียดแต่มีความสุขกับมัน แค่นี้เองที่เปลี่ยน

ชีวิตถูกใช้ในปัจจุบัน วันนี้ของศิริวัฒน์ เขาคือพนักงานที่เต็มร้อยในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง และเป็นนักเขียนสมัครเล่นอยู่ในโลกส่วนตัวอันแสนสงบ สนุกกับการสะสมต้นฉบับเรื่องเล่ามากมายที่เขียนขึ้น วันดีคืนดีก็จะเปิดต้นฉบับเรื่องเล่าเหล่านี้อ่านให้ตัวเองฟัง แล้วส่งให้นิตยสารพิจารณาตีพิมพ์ หรือไม่ก็ส่งประกวดในเวทีต่างๆ เท่าที่มีโอกาส

จึงเป็นชีวิตที่ตนเองเป็นผู้เลือก ผลของการเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรมากไปกว่า ความสุขและความเพลิดเพลิน กับชีวิตที่...ถูกเปลี่ยน...ให้ช้าลง

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ที่สุดกิน-เที่ยวในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์