สัมภาษณ์พิเศษ

ชีวิตบนเส้นทางธรรม 1 พรรษาของพริ้ตตี้เงินล้าน "สต็อป ศรัณย์รักษ์ ศิริรำไพวงษ์"

  • 31 ตุลาคม 2560 เวลา 20:09 น.
  • | เปิดอ่าน 27,173
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

ชีวิตบนเส้นทางธรรม 1 พรรษาของพริ้ตตี้เงินล้าน "สต็อป ศรัณย์รักษ์ ศิริรำไพวงษ์"

โดย...วิรวินท์ ศรีโหมด

ช่วงปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา การตัดสินใจปลีกตัวออกจากวงการบันเทิงชั่วคราวของ ศรัณย์รักษ์ ศิริรำไพวงษ์ หรือ สต็อป พริตตี้ชื่อดังที่แวดวงงานแสดงรถยนต์รู้จักกันเป็นอย่างดี ก็ทำเอาแฟนคลับตกใจไม่น้อย

ยุคหนึ่งเธอมีงานมากกว่าดารานักแสดงบางคนจนได้รับฉายาพริตตี้เงินล้าน ทว่าเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว เธอกลับโกนผมออกบวชอย่างเงียบๆ ที่ วัดตรีวิสุทธิธรรม ในอำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี

ตลอดระยะเวลา 4 เดือน (ตั้งแต่ 26 มิ.ย.จนถึง 26 ต.ค.) ที่ ศรัณย์รักษ์ หันหน้าสู่ทางธรรมถือเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดและการดำเนินชีวิตของเธอไปอย่างสิ้นเชิง

"ตลอด 4 เดือนที่ปฏิบัติ เราสามารถละทิ้งกิเลสและความชั่วที่ฝังอยู่ในใจได้ เพราะการปฏิบัติภาวนาเป็นทางเดียวที่จะชำละล้างกิเลสได้"เธอบรรยายถึงสิ่งที่ได้รับจากการบวชในครั้งนี้

เมื่อบางมุมของความสวยทำให้เกิดทุกข์ จึงต้องหาทางดับ

ศรัณย์รักษ์ เปิดใจว่า เริ่มเข้ามาปฏิบัติธรรมได้ประมาณหนึ่งปี หลังเจอความผิดหวังครั้งใหญ่ในชีวิต เพราะตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดเป็นคนที่สมหวังมาตลอดแทบไม่เคยเจอความทุกข์ ประกอบกับเป็นคนที่ประสบความสำเร็จเร็วจึงทำให้เมื่อก่อนรู้สึกว่าตนเหมือนพระเจ้า แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อเจอความผิดหวังจากคนใกล้ตัวทำให้รู้สึกเหมือนฟ้าผ่า และเป็นจุดเริ่มต้นให้คนจากไม่ชอบเที่ยวตั้งใจทำงานเก็บเงิน ชีวิตเปลี่ยนเป็นคนเที่ยว 7 วัน หมดเงินมากมายไปกับการซื้อของต่างๆ

"เคยใช้ชีวิตแบบสุดโต่งเต็มที่ ไม่มีศาสนา เป็นพุทธเก๊ คือเป็นชาวพุทธที่ไม่เคยทำตัวแบบชาวพุทธ เพราะตลอดชีวิตแทบไม่เคยเจอความทุกข์ ชีวิตสมหวังตลอด จนวันหนึ่งเมื่อเจอความผิดหวัง เพราะคนที่เคยสัญญากลับผิดคำพูด ตอนนั้นเหมือนถูกฟ้าผ่าทำอะไรไม่ถูก เริ่มหาทางดับทุกข์ด้วยการใช้ชีวิตแบบผิดๆ"

กระทั่งวันหนึ่งขณะนอนคิดทบทวนหาเหตุที่ต้องจมความทุกข์อยู่เกิดมีคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็นคำสอนพระพุทธเจ้าที่เธอเคยได้ยินเข้ามาในหัว จนทำให้เธอรีบค้นหาความหมายจนพบว่าคำนั้นหมายถึง การเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป นี่จึงเป็นจุดทำให้เธอหันมาสนใจพระพุทธศาสนา

"ตอนนั้นคิดว่าชีวิตเรามีแค่นี้เองหรือ ตื่นนอน ออกไปทำงาน เลิกงาน หาร้านกินข้าวสวยๆ ถ่ายรูปลงโซเชียล รอคนมาคอมเมนท์กดไลค์ชื่นชม เราก็หลงใหลคำชื่นชมนั้น เมื่อตื่นเช้าอีกวันก็ทำแบบเดิมซ้ำๆ มันรู้สึกว่าชีวิตไร้แก่นสาร จนรู้สึกเอียนว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์และถามตัวเองว่าทำไมชีวิตเกิดมาแค่นี้ สุดท้ายก็คิดได้ว่าชีวิตตัวเองยังมีค่า"

สต็อป บอกว่าหลังจากเริ่มเข้าวัดปฏิบัติธรรมด้วยการบวชเนกขัมมะหรือบวชชีพราหมณ์ครั้งละ 5-13 วัน ก็ได้ลองเช็คว่าตัวเองติดเรื่องอะไรจนทราบมีปัญหาเรื่องความสวยงาม

"เมื่อก่อนเป็นสิวเม็ดเดียวก็ทุกข์แล้ว" จากนั้นเพื่อนแนะนำให้ดูภาพศพเพื่อฝึกอสุภะกรรมฐาน แต่ยังไม่สามารถตัดกิเลสเรื่องความสวยงานได้ จนคิดทบทวนว่าหากไม่มีผม คิ้ว เครื่องแต่งตัวสวยๆ รู้สึกยังไง ประกอบกับอยากบวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่และใกล้ถึงวันเกิดจึงปรึกษาครูบาอาจารย์ นี่จึงเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจบวชชี

เธอเล่าถึงความรู้สึกขณะโกนผมและคิ้วซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของผู้หญิงว่า ช่วงแรกรู้สึกกลัวแต่เมื่อถึงเวลาจริงความรู้สึกเหล่านั้นจางหายไปหมด มีเพียงรอยยิ้มและความปลื้มปิติเพราะไม่อยากร้องไห้ให้ผู้ที่มาร่วมอนุโมทนาเห็น สุดท้ายงานวันนั้นมีแต่รอยยิ้ม "มันไม่มีความกลัวหรือความเสียดายแม้แต่นิดเดียว"

24 ชั่วโมงต่อวัน ทุกนาทีคือการดูใจตัวเอง

ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติธรรม 24 ชั่วโมงของอดีตแม่ชีจะอยู่ในกุฏิเล็กๆ ข้างในมีห้องน้ำ ด้านหน้ากุฏิมีเพียงทางเดินเล็กๆ เพื่อใช้เดินจงกรมตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ปิดท้ายวัด ไม่มีการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก โดยทุกเช้าเวลา 8 โมงจะมีคนนำอาหารมังสวิรัติ 1 ชุด (ข้าว 1 ถุง กับข้าว 3 อย่างและผลไม้ 1 ถุง) มาให้

เธอเล่าว่าช่วงปฏิบัติธรรมตั้งใจหนักมาก 24 ชั่วโมงปฏิบัติเกือบทั้งวันมีเวลานอน 2-4 ชั่วโมง เพราะเวลาส่วนใหญ่หมดกับการเดินจงกรมนั่งสมาธิ บางครั้งเคยปฏิบัติแบบไม่นอน 2 วันจนร่างกายไม่ไหวสุดท้ายน็อคและหลับไปเอง

"ความรู้สึกช่วงแรกที่ปฏิบัติยอมรับว่าไม่นิ่งเลย จิตจะคอยเตลิดตลอดเวลา แต่พอฝึกบ่อยๆ รู้วิธีควบคุมจิต คือ ต้องพยายามทำให้สติและสมาธินิ่งอยู่ระดับเสมอกัน เมื่อทำได้จะเจอความนิ่งสงบ เช่นเดียกับเดินจงกรมการฝึกความนิ่งคือ การกำหนดจิตระหว่างก้าวเท้าเพื่อจิตจะได้ไม่ส่าย"

ศรัณย์รักษ์ แนะนำการฝึกจิตด้วยวิธีนั่งสมาธิว่า เมื่อบริกรรมพุทโธซักพัก จิตจะสงบและคำบริกรรมพุทโธจะหายไป จนเมื่อจิตสงบและอิ่มกับสมาธิจะคลายตัวเอง แต่คนส่วนใหญ่เมื่อบริกรรมพุทโธจบก็มักย้อนนับหนึ่งใหม่ ซึ่งตรงนี้เป็นความรู้ที่ครูอาจารย์แนะนำให้รับทราบและเข้าใจ

การปฏิบัติธรรม คือ เกราะป้องกันกิเลสในใจ

อดีตแม่ชีสต็อป เล่าว่าหลังผ่านพ้น 4 เดือนที่ปฏิบัติธรรมช่วงแรกถามตัวเองว่าได้อะไร แต่กลับไม่มีคำตอบและก็แปลกใจว่าเหตุใดถึงไม่รู้สึก แต่พอนั่งทบทวนหาเหตุผลก็เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมมีแต่สิ่งที่เสียไปในเรื่องกิเลส ตัณหา และราคะ ฉะนั้นเมื่อเสียเรื่องเหล่านั้นไปแล้วถึงจะได้อะไรกลับ เหมือนกับจิตเด็กตอนเกิดที่เป็นจิตเดิมแท้ แต่ด้วยวันเวลาทำให้มนุษย์เสพกิเลส ดังนั้นจึงคิดว่าทางเดียวที่ชำระล้างกิเลสได้คือการปฏิบัติภาวนา

สต็อป กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า ชีวิตตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปมากสามารถสู้กับกิเลสในจิตใจได้ เพราะปัญหาที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากกิเลสเพียงตัวเดียว แต่ถึงหลังสึกก็ยังเป็นคนปกติที่มีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนคนทั่วไปเพื่อไม่ให้แปลกประหลาดจากคนอื่น แต่สิ่งที่เพิ่มมากขึ้นคือ เมื่อเจอปัญหาจะรู้วิธีป้องกันจัดการกับกิเลสที่เข้ามาได้

"ธรรมะคือธรรมชาติ ต้องอยู่ที่ไหนก็ได้โดยไม่รู้สึกมีปัญหา สิ่งที่ได้จากการฝึกคือทำให้เราสามารถสร้างความนิ่งสงบได้ด้วยตนเอง ทั้งที่รอบข้างวุ่นวาย"

อดีตแม่ชี ทิ้งท้ายว่า การที่คนหันมาสนใจเรื่องธรรมะเป็นสิ่งดีกว่าไม่สนใจหรือคิดทำเลย ฉะนั้นอยากให้ทุกคนหันหน้ามาปฏิบัติธรรม เพราะทุกวันนี้ความน่ากลัวของจิตใจมนุษย์มีเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากข่าวที่ปรากฎ

"ชีวิตมันสั้น ยิ่งคิดว่าเราดีเท่าไหร่ความชั่วก็ยิ่งมาก แต่หากคิดว่าเราชั่วความดีก็จะเพิ่มขึ้น เพราะคนที่คิดว่าตัวเองชั่วจะมองสิ่งที่ตัวเองทำและพยายามละทิ้งความชั่วนั้น ต่างกับคนที่คิดว่าตัวเองดีก็อาจพลาดทำชั่วได้ง่าย"

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดวิเคราะห์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์