สัมภาษณ์พิเศษ

จากเด็กสาวคิดสั้นฆ่าตัวตายสู่จิตอาสาแต่งหน้าศพ "สนุ๊ก-วรางค์อร เดชารชตะ"

  • 09 มกราคม 2561 เวลา 19:21 น.
  • | เปิดอ่าน 5,235
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

จากเด็กสาวคิดสั้นฆ่าตัวตายสู่จิตอาสาแต่งหน้าศพ "สนุ๊ก-วรางค์อร เดชารชตะ"

โดย...วรรณโชค ไชยสะอาด

สังคมออนไลน์ในปัจจุบันเราเห็นจิตอาสาหลายคนโดดเด่นเเละได้รับเสียงชื่นชมกว้างขวาง หนึ่งในนั้นคือสาวสวย "สนุ๊ก-วรางค์อร เดชารชตะ" เจ้าของฉายาสะพานบุญ

จากเด็กคิดสั้นน้อยใจพ่อแม่ วางแผนฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องความสนใจด้วยการกินยาล้างห้องน้ำ สุดท้ายทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ ผ่านการผ่าตัดจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด กว่าจะกลายเป็นจิตอาสา สะพานบุญเหมือนทุกวันนี้ ชีวิตของเธอเกือบไปถึงนรกมาแล้ว

กินยาล้างห้องน้ำฆ่าตัวตาย

สนุ๊ก เกิดที่จังหวัดสุรินทร์ เป็นลูกสาวคนโตจาก 3 ใบเถาของคุณพ่อพ.ต.อ.เดชเดชา เเละคุณแม่แพรอังคณาเดชารชตะ ด้วยความที่คุณพ่อรับราชการตำรวจ ทำให้ต้องย้ายถิ่นฐานบ่อยครั้ง โดยเธอเองถูกส่งไปอยู่กับคุณย่าที่ราชบุรี บ้านเกิดของคุณพ่อตั้งแต่ยังเล็กจนเกิดเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ

“ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาเราไปอยู่กับย่าด้วย ทำไมเลี้ยงน้องได้แต่เลี้ยงเราไม่ได้ รู้สึกพ่อแม่ไม่รัก ขาดความอบอุ่น เสียใจและเก็บกดตั้งแต่เด็ก ไม่เคยกอดแม่ คิดมาตลอดว่าไม่มีพ่อแม่ฉันก็อยู่ได้”

กว่าจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาก็เมื่อเธออายุได้ 9 ขวบ ทุกคนย้ายมาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ ก่อนจะย้ายไปอยู่ราชบุรีกันทั้งครอบครัวเมื่อตอนเธออายุ 13 ปีโดยจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2545 ในวัย 17 ปี เธอทำรายงานอยู่ที่บ้านเพื่อนและกลับถึงบ้านเวลา 20.00 น. ซึ่งมันเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมในสายตาของคุณพ่อ นายตำรวจที่หวงลูกสาวมาก

“โทรบอกคุณแม่แล้วแต่พ่อไม่ทราบ เช้าวันถัดมา กำลังจะออกไปเรียน พ่อเข้ามาดุและตี ด้วยความที่เราเป็นคนชอบเถียงและอยากเอาชนะ ทำให้พ่อยิ่งโมโห เอาเข็มขัดฟาดบีบกรามและเหวี่ยงลงโซฟา ผิดหวังมากเพราะที่ผ่านมาพ่อไม่เคยตีและพูดด้วยเหตุผลเสมอ”

ความที่ไม่คิดว่าเป็นตัวเองเป็นคนผิดและเถียงไม่หยุด ทำให้คุณแม่ต้องมาห้ามปราบและจบลงด้วยการตบหน้าลูกสาว

“เราตะโกนเถียง แม่เลยตบ พ่อถามว่าทำไมไม่บอก เราเลยสวนว่า บอกแม่แล้วไง ทีนี้เขานิ่งไปเลย เข้ามากอดเราและบอกว่าขอโทษ จับมือเรากอดที่เอวเขาด้วย แต่ตอนนั้นเราไม่ไหวแล้ว มันเกินไป”

สนุ๊กวิ่งร้องไห้เข้าห้องนอนด้วยความเจ็บปวดทั้งกายและใจ กดโทรศัพท์โทรเรียกเพื่อนให้มารับ หวังให้พ่อตามมาง้อและรู้สึกผิดกับสิ่งที่ได้ทำกับลูก อย่างไรก็ตามเวลาผ่านไปเกือบสองวัน ยังไม่มีท่าทีจากพ่อ จนนำไปสู่การเรียกร้องความสนใจครั้งใหญ่ด้วยการวางแผนกับเพื่อนบอกลาโลกใบนี้

“คืนวันที่ 5 พ่อยังไม่มา เรามีเงินเหลืออยู่ 60 บาท ด้วยความนึกสนุก วางแผนฆ่าตัวตาย ไปซื้อยาล้างห้องน้ำกับเพื่อน เลือกยี่ห้อถูกที่สุด จำได้แม่น 24 บาท”

หญิงสาวเขียนจดหมายลาตายอย่างเจ็บแสบถึงพ่อแม่ นัดแนะกับเพื่อนว่าหลังจากกินยาล้างห้องน้ำ ให้ช่วยชีวิตเธอด้วยนม วิธีล้างพิษตามที่อ่านเจอมาและนำไปส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อล้างท้อง

“หัวเราะกันสนุกสนาน แกเอาฉันไปส่งโรงพยาบาลเอกชนนะ รัฐบาลไม่เอา ล้างท้องเดี๋ยวก็หายเหมือนในละคร”

เช้าวันที่ 6 ธ.ค. สนุ๊กหยิบน้ำยาล้างห้องน้ำ เปิดขวด ก่อนกระดกเข้าปากผ่านลำคอไป 3 อึก ร่างกายปวดแสบปวดร้อนไปทั้งตัว

“มันไม่เหมือนในละครที่น้ำลายฟูมปาก เราแสบตั้งแต่คอถึงท้อง นอนขดทุรนทุรายอยู่กับพื้นและตะโกนเรียกเพื่อน เพื่อนลงมาเจอก็ตกใจไม่คิดว่าจะเป็นขนาดนี้ รีบพาซ้อนมอเตอร์ไซค์ส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดห่างออกไปประมาณ 300 เมตร”

ระหว่างอยู่บนมอเตอร์ไซค์สนุ๊กอาเจียนเป็นน้ำสีดำ มีเนื้อเยื่อของร่างกายออกมาตลอดทาง จนกระทั่งถึงโรงพยาบาล โชคยังดีว่าเพื่อนตกใจไม่ได้นำนมให้เธอกิน เนื่องจากเป็นวิธีที่ผิดและมีผลทำให้อาการแย่ลง

“เบลอไปหมด ถึงโรงพยาบาล แขนขายกไม่ขึ้น หมอสั่งงดน้ำทุกอย่างรอส่องกล้องอีก 6 ชั่วโมง หมอบอกทำอะไรไม่ได้ เราก็นอนทุรนทุรายอยู่บนเตียง”

สิ่งที่เธอต้องการมาตลอดตั้งแต่ยังเด็กเกิดขึ้นในช่วงที่ทรมานและเฉียดตายมากที่สุดในชีวิต “ภาพที่เห็นคือแม่วิ่งมาแต่ไกลและเข้ามากอด นั่นเป็นกอดของแม่ครั้งแรกที่เราจำได้”

หลังส่องกล้อง แพทย์แจ้งว่า ฤทธิ์ของน้ำยาล้างห้องน้ำได้กัดกร่อนอวัยวะภายในเเต่กระเพาะยังไม่ทะลุ อย่างไรก็ตามต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่กรุงเทพฯ เนื่องจากเครื่องมือไม่พร้อมเมื่อถึงโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภาพของหญิงสาวคือ ปากเปื่อยลอก พูดได้แต่ไม่มีเสียงออกมา และได้รับแจ้งว่า เสียงอาจจะไม่กลับมาเป็นปกติ

“เริ่มอาเจียนเป็นเลือด หมอทำการล้างท้อง ใส่สายทางจมูกอัดน้ำเข้าไป และสุดท้ายต้องตัดหลอดอาหารทิ้ง เนื่องจากหลอดอาหารตีบ อีกประมาณ 3 สัปดาห์ถัดมา เริ่มกลืนไม่ได้ ต้องเจาะหน้าท้องใส่สายอาหาร สุดท้ายก็ต้องผ่าตัดเอาหลอดอาหารเเละกระเพาะที่ถูกเผาไหม้ทิ้ง” สนุ๊กบอกว่า ช่วงระยะเวลา 5 เดือนนั้น ความสุขของเธอคือการเคี้ยวอาหารและคายทิ้ง น้ำหนักลดลงจาก 51 กิโลกรัมเหลือเพียง 38 กิโลกรัม

ตัวผอม-เหมือนเปรต

หลังผ่านไป 5 เดือนเธอ ผลกระทบจากการกินยาล้างห้องน้ำยังไม่จบ เธอเข้ารับการถ่างขยายหลอดลมที่คอทุก 3 สัปดาห์ เพื่อให้มีขนาดเพียงพอต่อการรับประทานอาหาร

“ทรมานมาก การถ่างคอคือเอาสายยาวๆ อุปกรณ์เข้าไปถ่าง เริ่มตั้งแต่ 3 มิลลิเมตร เพิ่มเป็น 5 มิลลิเมตร 7 มิลลิเมตรจนกระทั่ง 15 มิลลิเมตร และเอาเข็มลงไปฉีดเพื่อล็อกไม่ให้หดตัวลงมา”

ความเจ็บป่วยในช่วงนั้น โดยเฉพาะช่วงที่กินอะไรไม่ได้ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเปรต ที่เชื่อกันว่ากินข้าวได้เพียงทีละเม็ด ตัวผอมบางแทบไม่มีแรงทำอะไร และนึกเสียใจที่เคยทำไม่ดีต่อพ่อแม่

“เปรตกินข้าวได้ทีละเม็ด แต่เรากินไม่ได้เลย คิดเลยว่าเพราะเราเถียงพ่อเถียงแม่ทำให้เราเป็นแบบนี้เหรอ นึกถึงตอน ป.4 โดนแม่ตี เคยเขียนใส่กระดาษเล่าเหตุการณ์และบอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันเรียกว่าแม่ แต่ไม่ใช่ตีฉัน ตั้งใจวางให้เขาเห็น พอแม่เห็นแม่ร้องไห้และบอกว่า “ผู้หญิงคนนี้จะพาไปหาแม่เอง”

ความทรมานครั้งนั้นกินเวลายาวนานเกือบ 2 ปี โดยมีช่วงที่เข้าออกนอนโรงพยาบาลถึง 6 เดือน คุณแม่ดูแลเธอทุกวัน และทำให้คิดได้ว่า ใครคือคนที่รักเธอมากที่สุด ขณะที่คุณพ่อช่วงเวลานั้นด้วยหน้าที่การงานและความห่างไกล ทำให้ไม่ค่อยได้มาเยี่ยมเยียน

"คิดฆ่าตัวตายและร้องไห้ทุกวัน ไม่รู้จะหายหรือเปล่า เข้าใจคนป่วยกินไม่ได้ พลิกซ้ายขวาไม่ได้ มองเพดาน กระพริบตาอย่างเดียวมันเป็นอย่างไร รู้เลยว่ากำลังใจนั้นสำคัญ ขอบคุณแม่มากๆ"

ทุกวันนี้หญิงสาวมีบาดแผลย้ำเตือนความผิดพลาดในอดีตหลายจุด ไล่ตั้งแต่ที่บริเวณคอขนาดความยาว 20 ซม. กลางหน้าอกถึงใต้สะดือ 25 ซม. ข้างลำตัวตั้งแต่ด้านหลังไล่ไปถึงราวนมด้านขวาอีกประมาณ 20 ซม.

“ร่างกายไม่ได้ปกติ กินได้ทีละน้อย ต้องเคี้ยวนานๆ การทำงานของลำไส้เปลี่ยนแปลงไป บางทีก็ปวดท้องเกร็ง ขาดวิตามินสารอาหารหลายตัวเนื่องจากลำไส้ไม่สามารถดูดซึมได้เหมือนปกติ”

สะพานบุญ-แต่งหน้าศพ

การอกหักเเละผิดหวังเรื่องความรักหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยเมื่อปี 2553 กลายเป็นจุดกำเนิดให้เธอเดินหน้าเข้าหาทางสงบ บวชและถือศีลอยู่วัดตรีญาติ จ.ราชบุรีเธอเล่าว่าหากเป็นเมื่อก่อนคงคิดฆ่าตัวตายแต่พอผ่านความเจ็บปวดในอดีตมาแล้ว ทำให้ไม่กล้าทำร้ายตัวเอง โดยอยู่วัดนานถึง 3 เดือน มากกว่าความตั้งใจแรกที่คิดเพียงแค่ 5 วัน

“อยู่ไปแล้วสบายใจ เริ่มบริจาคสิ่งของและช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆ ของวัด เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหาร พอมีคนมาร่วมอนุโมทนา รู้สึกมีความสุขอิ่มเอมกับการให้มาก”

หลังบวชเสร็จอดีตพริตตี้สาว ทำบุญอย่างต่อเนื่องเริ่มออกโรงทาน เยี่ยมเยียนศูนย์รับดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย โดยตั้งเป้าปีละ 2 ครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 2554 เริ่มติดตามกิจกรรม “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” จิตอาสาคนดังทางเฟซบุ๊กและโอนเงินเล็กๆ น้อยๆ บริจาคให้ผู้ด้อยโอกาสตามที่บิณฑ์แจ้งไว้

หลังจากบริจาคตามอดีตพระเอกชื่อดังเรื่อยมา จุดเปลี่ยนอีกครั้งของเธอก็เกิดขึ้นเมื่อโพสต์เฟซบุ๊กแชร์เรื่องเด็กดักแด้ โดยระบุว่า โอนเงินช่วยเหลือไป 300 บาท ได้กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เพื่อนๆ ในกลุ่มได้ร่วมกันทำตาม

“มีคนบอกเราโอนตามไปนะถึง 5 คน เฮ้ยเรารู้สึกมีความสุขจังเลย โพสต์แค่นี้ได้ผลขนาดนี้เลยเหรอ จากนั้นโพสต์บอกตลอด ให้ข้าวขอทานก็โพสต์ ไม่ได้อยากคำชมแต่อยากให้คนทำตาม บางคนไม่เข้าใจว่าทำความดีทำไมต้องโพสต์ เก็บไว้ก็ได้ แต่รู้ไหมการโพสต์มันสามารถสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้คนทำตามต่อๆ กันไป จากเล็กๆ น้อยๆ กลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้”

สนุ๊กเดินทางเข้าสู่สายบุญมากขึ้น เริ่มเปิดรับบริจาคและนำสิ่งของไปมอบตามศูนย์รับดูแลผู้ป่วย เข้าร่วมกิจกรรมล้างป่าช้าในหลายจังหวัด ตลอดจนเยี่ยมบ้านผู้ป่วยตามสถานที่ต่างๆ จนได้รับฉายา “สนุ๊ก สะพานบุญ” ต่อมา คิดอยากแต่งหน้าศพ โดยได้รับคำแนะนำจาก กอล์ฟฟี่ นางฟ้าซาลอน และ ปฏิภาณ บุญยี่ กู้ภัยแต่งหน้าศพชื่อดัง

แต่งหน้าศพสำหรับเธอไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เนื่องจากมีประสบการณ์กับป่าช้าและความเฉียดตายมาแล้วในอดีต

“ไม่ได้กลัวศพนะ น้ำหนอง เลือด รอยแผลเราชินอยู่แล้ว แต่กลัวทำออกมาแล้วไม่ดี กลัวญาติเขาไม่ชอบ”

หลายคนสงสัยว่าแต่งหน้าศพไปเพื่ออะไรเมื่อมนุษย์หมดลมหายใจไปแล้ว เธอให้คำตอบว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการเยียวยาหัวใจญาติและสร้างความทรงจำอันดีครั้งสุดท้าย เพื่อให้ภาพตราตรึงไปตลอดชีวิตโดยความยากง่ายของแต่ละเคสนั้นแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพศพ ซึ่งแน่นอนว่า ผู้วายชนม์ที่จากไปอย่างสงบนั้นง่ายกว่าผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งมีบาดแผลรอยค่อนข้างมาก ต้องใช้เทคนิคการแต่งหน้าปรับผิวให้สว่างและใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น หากกระโหลกยุบต้องใส่หมวก ดวงตาไม่สมบูรณ์อาจต้องใช้แว่นปิดบัง

เธอบอกว่า แต่ละเคสพยายามให้ญาติมีส่วนร่วมกับคนที่ตนเองรักมากที่สุดและแต่งออกมาเป็นตัวเองมากที่สุดเช่นกัน

“สำรวจก่อนผู้หญิงคนนี้แต่งหน้า แต่งตัวแบบไหน มีรอยสักหรือเปล่า ดูจากรูปหน้าศพและคำบอกเล่าของญาติ เขาทำผมทรงอะไร เราไม่ได้ทำเพื่อความสวยงามจัดเต็มอย่างเดียว เราทำเพื่อให้ญาติรู้สึกว่า คนที่นอนอยู่คือคนที่เขารักและแค่หลับไปเท่านั้น”

หลายคนอาจเลือกใช้เครื่องสำอางแต่งหน้าร่างไร้วิญญาณ แต่ไม่ใช่กับสนุ๊กที่เห็นว่า จำเป็นต้องใช้ของที่มีคุณภาพเพื่อให้ผลงานออกมาดีและติดทน

“เราเชื่อว่า เรากับเขามีกรรมติดกันมา เราทำเต็มที่ให้กับเขา เครื่องสำอางก็ลงทุนเองทั้งหมด เลือกของดี 3-5 วันเปิดใบหน้าขึ้นมายังติดทน ไม่ใช่เอาแบบเครื่องสำอางหมดอายุมาใช้

อย่าหวงบุญ

เห็นเธอมีความสุขกับการทำบุญมากขนาดนี้ ใครจะรู้ว่าแรกเริ่มนั้นเป็นคนที่ยึดติดและหวงบุญมาก

“สร้างป้ายคาถาบูชา ป้ายละ 6,500หกป้ายชื่อเราหมดเลยนะ ตอนนั้นเข้าไม่ถึงบุญ ใครมาขอร่วมเราไม่ให้นะ กลัวได้ไม่เต็ม อย่ามาแย่งบุญฉัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเลย” สนุ๊กบอกต่อว่า ทุกวันนี้ทำบุญโดยไม่ได้คิดหวังสิ่งใดตอบแทน ไม่คาดหวังว่ากุศลจะส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

“บางคนบอกสร้างป้ายวัดแล้วจะดัง เราไม่คิดแบบนั้นเลย แค่เห็นวัดนี้ไม่มีป้าย ป้ายพังก็สร้างให้แค่นั้น ขัดกระดูกศพ ล้างป่าช้าทำแล้วไม่ปวดเข่า ไม่มีความเชื่อเรื่องพวกนี้ ทำแล้วมีความสุขก็ทำไป ไม่หวังใครกลับมาช่วยเหลือเราด้วย ถ้าหวังให้ใครกลับมาช่วยเหลือ เราไปช่วยคนรูปแบบอื่นดีกว่า”

ชีวิตด้านอื่นของจิตอาสาคนดัง ปัจจุบันทำธุรกิจค้าขายสินค้าออนไลน์และอุปกรณ์สิ่งทอร่วมกับเพื่อน โดยยืนยันว่าไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน และมีความสุขที่ได้ทำบุญกุศลอย่างสุจริต สามารถชี้แจงและทุกคนตรวจสอบเรื่องเงินบริจาคได้ทุกอย่าง

"ไม่ใช่ว่าเป็นสะพานบุญแล้วต้องใส่ชุดขาว ถือศีลเคร่งครัด ตื่นมาปฏิบัติธรรม จริงๆ เราเหมือนคนทั่วไปเลย เที่ยวผับดื่มแอลกอฮอล์ปกติ"

จากเด็กอายุ 17 ปีกินยาล้างห้องน้ำ วันนี้สนุ๊กอายุ 32 ปีแล้ว ผ่านบทเรียนและประสบการณ์มากมาย เธอยืนยันว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต คือการทำให้แม่มีความสุข

“พยายามทำให้แม่มีความสุขมากที่สุด ไม่เคยเลยรู้ว่าเขารักเรา จนเราแย่และเกือบตายนั่นแหละ ความเจ็บป่วยวันนั้นทำให้มีสนุ๊ก สะพานบุญวันนี้” หญิงสาวทิ้งท้าย

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดวิเคราะห์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์