การเมือง

"ทักษิณ" เปิดหน้าสู้ ปลุกใจ "เพื่อไทย"

  • 04 กันยายน 2560 เวลา 10:03 น.
  • | เปิดอ่าน 74,249
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

"ทักษิณ" เปิดหน้าสู้ ปลุกใจ "เพื่อไทย"

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เพียงแค่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ขยับปลายนิ้วด้วยโพสต์วรรคทองของ “มองเตสกิเออ” (Montesquieu) นักคิดทางการเมืองชาวฝรั่งเศส ผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัวจะทำให้การเมืองไทยระอุขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม” วรรคทองของมองเตสกิเออที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ยกขึ้นกล่าวอ้าง

วาทะของมองเตสกิเออดังกล่าวถูกนำมาเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1734 ในหนังสือที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Considerations on the Causes of the Greatness of the Romans and their Decline” ซึ่งผลงานที่ทำการศึกษาสาเหตุแห่งความยิ่งใหญ่และความล่มสลายของอาณาจักรโรมัน

แต่สำหรับนักปราชญ์รายนี้เป็นที่รู้จักของคนที่สนใจสังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ในฐานะผู้เป็นคนคิดค้นทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ อันเป็นต้นตำรับของการแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น “บริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ” ซึ่งระบบการปกครองของประเทศไทยก็เป็นไปตามหลักการดังกล่าว นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475

ถ้าอดีตนายกฯ ทักษิณ อยากจะทวีตหรือแชร์ข้อความใดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวของตัวเองในภาวะบรรยากาศการเมืองปกติก็คงไม่เป็นไร แต่การที่ออกมาโพสต์ข้อความเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่การเมืองไทยกลับมาระอุอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ ผู้ทรงอิทธิพลการเมืองรายนี้เคยปรากฏความเคลื่อนไหวผ่านทางสื่อออนไลน์มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยเป็นการโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว “Thaksin Shinawatra” เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2559 หลังจากถูกฝ่ายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการจ้างล็อบบี้ยิสต์ต่างประเทศเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

“อยากจะบอกว่า ผมไม่จำเป็นต้องไปจ้างใคร ให้เสียเงินเสียทอง เพื่อประจานนายกฯ ไทย ให้เสียภาพลักษณ์ประเทศหรอกครับ ประวัติศาสตร์มีให้เห็นอยู่เสมอว่า เผด็จการที่ลุแก่อำนาจ ด่ากราดคนที่พูดจาไม่ถูกใจ ดูถูกคนยากจนว่าโง่ ใช้อำนาจเกินขอบเขต และปกครองประเทศโดยไม่เห็นหัวประชาชนนั้น ล้วนแล้วแต่แพ้ภัยตัวเองทั้งนั้น” ส่วนหนึ่งของข้อความที่โพสต์ลงเฟซบุ๊ก

การโพสต์เฟซบุ๊กในครั้งนั้นเต็มไปด้วยข้อความที่ตอบโต้ คสช.อย่างดุเดือด ก่อนที่จะทิ้งหมัดใส่ คสช.ด้วยประโยคที่ระบุว่า “ไม่มีล็อบบี้ยิสต์ในโลกคนไหนที่จะมีความสามารถทำลายคุณได้ เท่ากับคุณทำลายตัวคุณเอง”

ทว่า การเคลื่อนไหวผ่านสื่อออนไลน์ของอดีตนายกฯ ทักษิณ ครั้งล่าสุดต่างจากอดีตที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นโพสต์ข้อความสั้นๆ แต่เล่นกับจังหวะและเวลาได้อย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวคือ เป็นการโพสต์ข้อความในช่วงที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาในคดีจำนำข้าวตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดหมาย จนศาลฎีกาฯ ต้องออกหมายจับและยึดเงินประกันเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ประกอบกับ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ ถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาให้จำคุกถึง 42 ปีจากการทุจริตในโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีการวิเคราะห์จากหลายฝ่ายว่าเป็นบทอวสานของ “ชินวัตร” ในทางการเมือง ซึ่งนั่นหมายถึงการแตกสลายของพรรคเพื่อไทย เพราะนายกรัฐมนตรีทั้งสามคนของครอบครัวนี้ต่างต้องลงจากตำแหน่งไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก

“ทักษิณ” ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยการรัฐประหารเมื่อปี 2549 และตามมาด้วยคดีความมากมาย อันนำมาสู่การพิพากษาจำคุกและยึดทรัพย์มูลค่ามหาศาลหลายหมื่นล้านบาท

“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” แม้จะไม่ได้พ้นจากตำแหน่งด้วยการรัฐประหาร แต่ก็ต้องโบกมือลาด้วยผลของคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชนของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมๆ กับการถูกกลุ่มมวลชนฝั่งตรงข้ามกดดันอย่างหนัก ยังดีที่ล่าสุดศาลฎีกาฯ พิพากษายกฟ้องในคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ส่วน ‘”ยิ่งลักษณ์” เมื่อมองลงไปแล้วพบว่ามีชะตากรรมที่ไม่ต่างจากผู้เป็นพี่ชายเท่าไรนัก ทั้งถูกกลุ่มมวลชนฝั่งตรงข้ามกดดัน ถูกรัฐประหารล้มรัฐบาล และนำมาซึ่งการตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างเข้มข้น ซึ่งจะมีบทสรุปในวันที่ 27 ก.ย.นี้

แน่นอนว่าการที่นายกฯ จากการเลือกตั้งทั้ง 3 คนต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยอุบัติเหตุทางการเมืองแบบไม่ค่อยสวยนัก ย่อมทำให้เหล่าขุนทหารในพรรคเพื่อไทยย่อมวิตกกังวลไม่น้อย โดยเฉพาะอนาคตของพรรคว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางไหน

นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่าอีกประมาณ 1 ปี หรือกลางปี 2561 จะมีการเลือกตั้ง เพราะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ มีความคืบหน้ามากขึ้นไปทุกที บรรดาคนของพรรคเพื่อไทยก็ต้องการกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง แต่หากจะให้ลงสนามโดยไร้กำลังสนับสนุนอย่างครอบครัวชินวัตร โอกาสที่จะฝ่าด่านเพื่อให้เข้าไปนั่งในสภาให้ได้มากที่สุด ย่อมเป็นงานยากยิ่งทวีคูณ

ด้วยเหตุนี้เอง อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทักษิณในฐานะนายใหญ่ของพรรคเพื่อไทยต้องออกมาเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงความชัดเจนว่าตนเองจะยังคงเป็นนายใหญ่ให้กับพรรคต่อไปในระยะยาว

เมื่อหมากตัวสำคัญขยับให้เห็นแล้ว การเมืองไทยนับจากนี้ไปจึงต้องห้ามกะพริบตากันเลยทีเดียว

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดวิเคราะห์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์