การเมือง

อัดฉีดงบกลาง ซื้อใจรากหญ้า

  • 12 มกราคม 2561 เวลา 10:32 น.
  • | เปิดอ่าน 2,029
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

อัดฉีดงบกลาง ซื้อใจรากหญ้า

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นอีกประเด็นร้อนที่ถูกสังคมจับตา เมื่อกระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณางบประมาณกลางปี 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท ในช่วงต้นเดือน ก.พ. ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในเดือน มี.ค.นี้

เหตุผลจาก อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ชี้แจงว่าการตั้งงบกลางปี ครั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นที่ต้องเร่งปฏิรูปเพื่อยกระดับประเทศ จำเป็นต้องขยายการใช้นโยบายการคลังออกไปอีก ขณะที่เป้าหมายการ จัดทำงบประมาณสมดุลนั้นก็ยังคงมีอยู่แต่ต้องใช้ระยะอีก 10 กว่าปี

"การจัดสรรงบกลางปีดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปประเทศ โดยเน้นไปที่เศรษฐกิจระดับฐานราก"

ทั้งนี้ หากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่าส่วนใหญ่ 1 แสนล้านบาท จะใช้ใน 4 เรื่องหลัก คือ 1.งบประมาณในโครงการช่วยคนจนเฟส 2 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท 2.โครงการปฏิรูปราคาสินค้าเกษตร 4 หมื่นล้านบาท เช่น การแก้ไขราคายางตกต่ำ 3.งบประมาณในโครงการพัฒนาตำบลวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และ 4. นำไปใช้เพิ่มความเข้มแข็งกองทุนหมู่บ้าน 1-1.5 หมื่นล้านบาท

ในแง่การช่วยเหลือประชาชนด้วยการอัดเม็ดเงินลงพื้นที่ 1.5 แสนล้านบาท แง่หนึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับรัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือคลี่คลายความเดือดร้อน แก้ปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงสภาวะที่สินค้าราคาเกษตรตกต่ำ จนมีกลุ่มเกษตรกรออกมามาเรียกร้องให้ช่วยเหลือต่อเนื่อง

แต่อีกด้านหนึ่งเรื่องทำนองนี้หากเกิดในช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมักถูกมองว่าเป็น "ยุทธศาสตร์" ซื้อใจประชาชน หวังผลไปถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยใช้ทรัพยากรในมือให้เกิดประโยชน์

แม้ครั้งนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตัวเป็นนักการเมืองชัดเจน

ที่สำคัญยังแบะท่าพร้อมเป็น "นายกรัฐมนตรีคนนอก" หากได้รับเสียงสนับสนุน

การอัดฉีดงบกลาง 1.5 แสนล้านบาท ไปยังรากหญ้าในช่วงนี้ จึงไม่แปลกที่จะถูกมองว่าเป็นการเร่งฟื้นความเชื่อมั่นที่กำลังตกต่ำของ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล คสช.

รวมทั้งหวังโกยคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งจากรากหญ้าด้วยการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาล คสช. ก็ไม่ได้ทอดทิ้งหรือละเลยเกษตรกร คนจน เอาใจแต่นายทุนเหมือนอย่าง ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงที่ผ่านมา

ยิ่งหากดูในรายละเอียดทั้งเรื่องโครงการช่วยเหลือคนจน โครงการพัฒนาตำบล และการเพิ่มความเข้มแข็งให้กองทุนหมู่บ้าน ทั้งหมดเป็นการอัดเม็ดเงินเข้าถึงมือประชาชนโดยตรง

ที่สำคัญปัญหาเรื่องราคายางพาราตกต่ำที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตกแม้จะอัดฉีดเม็ดเงินไปหลายรอบ แต่ก็ยังไม่อาจฉุดราคาให้พลิกฟื้นกลับมาสร้างรายได้ให้เกษตรกรสวนยางได้อย่างที่ต้องการ กลายเป็นชนวนที่ฉุดความเชื่อมั่นและสร้างแรงกดดันให้รัฐบาล คสช.

รอบนี้รัฐบาลให้ความสนใจแก้ปัญหาราคายางพาราอย่างเป็นระบบ ทั้งนโยบายให้ลดพื้นที่การปลูกอย่างน้อย 10-20% เพื่อดันราคายาง โดยกระทรวงเกษตรและสหรกรณ์จะเข้ามาทำแผนให้

ในรายละเอียด ลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า งบกลาง 4 หมื่นล้านบาท จะใช้ผ่าน 5 โครงการ คือ 1.ชดเชยเงินสำหรับชาวสวนยางที่สมัครใจโค่นยางเพื่อเปลี่ยนอาชีพอีก 1 หมื่นบาท/ไร่ จากเดิมการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จ่าย 2 หมื่นบาท/ไร่ ซึ่งจะทำให้ชาวสวนยางจะได้รับเงินรวม 3 หมื่นบาท/ไร่

2.จัดทำข้อมูลพื้นฐานเกษตรกร หรือ บิ๊กดาต้า เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาภาคเกษตรในอนาคต 3.จัดทำถังบรรจุผลผลิต (ไซโล) เพื่อชะลอผลผลิตการเกษตรและพักสินค้าไว้รอขายในช่วงผลผลิตตกต่ำ 4.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก และ 5.สร้างอาชีพในฤดูแล้ง

เรียกได้ว่าเป็นการเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำที่ชัดเจนครั้งหนึ่งของรัฐบาล คสช.

ในมุมของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มองว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยตลอดเวลาที่ไม่สมดุลทำให้ไทยเป็นเมือง 2 นครา คือ มีเมืองทันสมัยกับเมืองล้าสมัย ดังนั้นปี 2561 จึงต้องโฟกัสให้เชื่อมโยงกันเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ด้วยการเน้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

หลังจากช่วยให้ประชาชนมีรายได้จุนเจือตนเองจากบัตรคนจนแล้ว จะต้องปฏิรูปอาชีพเกษตรกรรมอย่างจริงจังที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะยกเครื่องเกษตรกรรมของไทย

ทั้งหมดนี้ สอดรับกับกรอบเวลาการเลือกตั้งที่หากไม่มีอะไรผิดพลาด จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี

คู่ขนานไปกับอีกด้านที่มีความเคลื่อนไหวจากหลายฝ่าย ประกาศความชัดเจนเตรียมตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต่ออีกสมัย

การอัดฉีดเม็ดเงินในช่วงที่คะแนนนิยมของรัฐบาล คสช.กำลังตกต่ำ ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นฟื้นคืนกลับมาไม่มากก็น้อย

ที่สำคัญในวันที่เม็ดเงินเหล่านี้ลงไปผ่านทั้งกองทุนหมู่บ้านและโครงการพัฒนาตำบล อันจะเป็นกลไกเพิ่มการจบจ่ายใช้สอย ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมให้ ดีขึ้นตามไปด้วย

ทั้งหมดจะแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นคะแนนนิยมให้รัฐบาล คสช.ในที่สุด

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดวิเคราะห์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์