รายงานพิเศษ

ถอดรหัสโผ‘นายพลตำรวจ’ วางคนค้ำรัฐบาล-เก้าอี้ผบ.ตร.

  • 08 กันยายน 2560 เวลา 11:13 น.
  • | เปิดอ่าน 23,911
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

ถอดรหัสโผ‘นายพลตำรวจ’ วางคนค้ำรัฐบาล-เก้าอี้ผบ.ตร.

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อ 7 วันก่อนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และอีกหนึ่งตำแหน่งคือ ประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ก็เคาะ 183 รายชื่อนายพลสีกากีตามที่ "บิ๊กแป๊ะ" พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้นำเสนอ

เป็นไปตามคาดที่ชุดนายพลตำรวจรอบนี้จะเป็นไปตามที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ต้องการวางกำลังตำรวจไว้ในจุดที่เหมาะสม ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้งานราบรื่น ไร้ขวากหนามกีดขวางงานบริหารตำรวจเมืองไทย

หากสอดส่องไปยังพื้นที่สำคัญๆ ก็พบว่าโผนายพลตำรวจรอบนี้ถูกจัดวาง "นักสืบ" และ "สายบู๊" ไว้อย่างมากมาย รวมถึงคนที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ไว้ใจอย่างเพื่อนร่วมรุ่น นรต.36 ไว้ในพื้นที่สำคัญๆ

เห็นได้จากการส่ง "บิ๊กหยม" พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช เพื่อนร่วมรุ่น จาก ผบช.ภ.1 ขยับเข้าเมืองกรุงมานั่งเก้าอี้ ผบช.น. ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอีกแห่งของตำรวจ

พล.ต.ท.ชาญเทพนับว่าเป็นตำรวจมากความสามารถ ครบเครื่องทั้งบู๊และบุ๋น ขณะที่งานสืบสวนซึ่งเป็นหัวใจของตำรวจก็ไม่น้อยหน้าใคร กอปรกับคุ้นชินกับพื้นที่เมืองหลวงอยู่แล้ว เพราะเคยมาเป็นรอง ผบช.น.อยู่พักใหญ่ การวางตัวครั้งนี้จึงเพื่อสนองงานกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ให้ราบรื่น

ขณะที่ บช.ภ.1 ซึ่งเป็นพื้นที่คุมกำลังเช่นกัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ก็วางเพื่อนร่วมรุ่นไว้อีกคนคือ "บิ๊กปั๊ด" พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ข้ามห้วยจาก ผบช.ส. มานั่งเก้าอี้ ผบช.ภ.1 ซึ่งเจ้าตัวก็เด่นงานสืบสวนด้วยเช่นกัน หรือ นรต.รุ่น 36 อีกคนที่โดดเด่นงานสืบสวนอย่าง "บิ๊กบัว" พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ก็ขยับจาก ผบช.ภ.7 มานั่งเก้าอี้ ผบช.สตม.

แค่ตัวอย่างในข้างต้นก็เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า "บิ๊กแป๊ะ" วางเพื่อนร่วมรุ่นของตัวเองเพื่อคุมกำลังและอยู่ในพื้นที่สำคัญๆ แต่ทั้งนี้ เพื่อนของ ผบ.ตร.แต่ละคนก็ต้องพิสูจน์ฝีมือผ่านผลงานด้วยเช่นกัน

วกไปที่กองปราบปราม (บก.ป.) เมื่อ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. ขยับขึ้นเป็นรองผบช.ก. ตำแหน่ง "ผู้การประเทศไทย" ก็ว่างลง และเปิดโอกาสให้ พ.ต.อ.ไมตรี ฉิมเฉิด รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส ข้ามห้วยกว่า 1,100 กิโลเมตร มานั่งเก้าอี้ ผบก.ป.แทน

แม้ พ.ต.อ.ไมตรี ที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้มากว่า 8 ปี และคำสั่งล่าสุดให้มานั่งเก้าอี้ ผบก.ป. ก็ถือว่าไม่แปลกอันใดที่จะเข้ามาเป็นแม่ทัพกองปราบ เพราะเจ้าตัวก็เคยทำงานใน บก.ป.มานานหลายปีก่อนจะย้ายไปอยู่ชายแดนใต้ ผ่านหลายคดีดังทั้งคดีฆ่าประยูร สิทธิโชติ หรือ "กำนันยูร" หรือแม้แต่เป็นคนบุกจับ "เณรแอร์" เป็นต้น นอกจากนี้ ยังการันตีฝีมือได้จากรางวัลข้าราชการ ผู้มีผลงานการปฏิบัติงานดีเด่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ สาขาความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อยจาก ศอ.บต.อีกด้วย

อีกตำแหน่งที่น่าสนใจ เมื่อรัฐบาลยกระดับตำรวจท่องเที่ยวจนเกิด "กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว" และบิ๊กสีกากีที่มานั่งเก้าอี้ในตำแหน่งนี้คนแรก คือ "พี่หลวง" พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ลุกจากตำแหน่ง ผบช.ภ.9 ที่คุมพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมาเป็น "ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว" พลิกโผจากเดิมที่มีการวางตัว "บิ๊กแหมว" พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ศชต. มือปราบและนักสืบมือดีคู่บารมี ผบ.ตร. ที่คาดหมายว่าจะได้ตำแหน่งนี้ แต่ท้ายสุดคำสั่งให้ พล.ต.ท.รณศิลป์ไปดำรงตำแหน่ง ผบช.ภ.9 แทน พล.ต.ท.สาคร ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้สานงานภาคใต้ต่อไปด้วย

อีกคนที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ นายตำรวจชื่อดังในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่าง "บิ๊กโจ๊ก" พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ขยับเก้าอี้จาก ผบก.สปพ. หรือผู้การ 191 ผ่านการดำรงตำแหน่งตำรวจ 191 เมืองกรุงเพียงปีเดียว ก่อนหน้านี้ชื่อถูกสไลด์ขึ้นมาเป็นรอง ผบช.น. แต่ท้ายสุดถูกโยกมาเป็นรอง ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว และลือสนั่นรั้วปทุมวันว่าอีกไม่ช้า "บิ๊กโจ๊ก" คงต้องผงาดขึ้น ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว และก้าวเข้าสู่ตำแหน่งหลักอย่างรวดเร็ว

อีกทั้งชื่อของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เป็นที่รู้กันในวงการว่าใกล้ชิดสนิทกับพี่ใหญ่ คสช. อย่าง "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ การวางตัวในตำแหน่งใหญ่ครั้งนี้จึงเพื่อสนองงานของรัฐบาล กอปรกับการโยกให้มาเป็นรอง ผบช.ตำรวจท่องเที่ยวน่าจะเป็นประโยชน์กับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์มากกว่าเป็นรอง ผบช.น.

ขณะที่ตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะตำรวจสายตรวจ 191 ที่เมื่อ พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ขยับขึ้นเป็นรองผบช.น. เก้าอี้นี้มาตกอยู่ที่ พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญ ลักษม์ ผบก.น.2 สายตรง พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และน้องชายของ "บิ๊กป้อม" ที่ขยับมาทำหน้าที่แทนเพื่อต่อยอดงานสายตรวจที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนกรุงเทพฯ โดยตรง

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือรัฐบาลและ พล.ต.อ.จักรทิพย์ จำเป็นต้องวางตัวนายตำรวจที่ไว้ใจได้เข้ามาคุมพื้นที่สำคัญๆ ส่วนหนึ่งเพื่อหยุดปัญหาคลื่นใต้น้ำที่อาจจะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลในระยะยาวได้ การได้ตัวคนที่ต้องการเข้ามาทำงานจึงตัดปัญหาข้อติดขัดออกไป

โดยเฉพาะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ที่ยังสามารถอยู่ในเก้าอี้ ผบ.ตร.ได้อีกอย่างน้อย 2 ปี ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ จำเป็นที่ต้องทำให้ขาเก้าอี้ของตัวเองแข็งแรงที่สุด การวางเพื่อนร่วมรุ่นที่ร่วมหัวจมท้ายปิดคดีสำคัญๆ มากันมากมายในพื้นที่ต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ทำงานได้ราบรื่น และผลพวงก็จะช่วยให้ตำแหน่ง ผบ.ตร.ของเจ้าตัวยิ่งแข็งแกร่งมากตามไปด้วย

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดวิเคราะห์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์