ทดลองขับ

ลองขับ : บีเอ็มฯ 330 อี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด แรง รักษ์โลก

  • 20 ธันวาคม 2559 เวลา 18:43 น.
  • | เปิดอ่าน 26,361
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

ลองขับ : บีเอ็มฯ 330 อี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด แรง รักษ์โลก

โดย....พลพัต สาเลยยกานนท์

รถในตระกูลซีรี่ส์ 3 ของบีเอ็มดับเบิลยู ถือเป็นรุ่นยอดฮิตพิมพ์นิยมที่สร้างยอดขายต่อปีได้ในสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับซีรี่ส์อื่นๆ และด้วยกระแสรักษ์โลกที่มาแรง เทคโนโลยี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด จึงเป็นอีกเทคโนโลยีในช่วงรอยต่อก่อนการก้าวสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งบีเอ็มฯ ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวใส่ไว้ในซีรี่ส์ 3 พร้อมตั้งชื่อรุ่นว่า 330 อี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด

สำหรับรถในกลุ่มปลั๊ก-อิน ไฮบริดของบีเอ็มฯ ได้มีการเปิดตัวมาต่อเนื่องตลอด 3 ปีนับตั้งแต่ปี 2557 ที่ได้มีการเปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู ไอ 8 และตามมาด้วย บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 5 เอ็กซ์ไดรฟ์ 40 อี ในปี 2558 จนกระทั่งต้นปี 2559 ได้เปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู 330 อี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ลงสู่ตลาดประเทศไทย

ในเวลานั้น บีเอ็มดับเบิลยู 330 อี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด สนนราคาเปิดตัวอยู่ที่ 3.09 ล้านบาท ต่อมาเมื่อการตอบรับของผู้บริโภคในประเทศไทยส่งผลให้ล่าสุด บีเอ็มฯ ได้มีการขึ้นไลน์ประกอบรุ่นดังกล่าวในประเทศไทยในช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2559 ส่งผลให้ระดับราคาจำหน่ายลดลงเหลือ 2.59 ล้านบาท หรือลดลงราว 5 แสนบาท

การดำเนินการขึ้นไลน์ประกอบในประเทศไทยของรถยนต์เทคโนโลยีใหม่นี้สามารถกระตุ้นให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับความคุ้มค่าของราคาและสมรรถนะที่ได้รับในรถยนต์รุ่นดังกล่าว

“โพสต์ทูเดย์” ได้มีโอกาสลองขับบีเอ็มดับเบิลยู 330 อี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่ต้องเรียกได้ว่า มีออร่าของความรักษ์ธรรมชาติ รักษ์โลกอยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยม เมื่อได้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยของรถยนต์คันนี้ เพราะด้วยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ที่ต่ำเพียง 42 กรัม/กิโลเมตร ทำให้ช่วยเรื่องการลดภาวะโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจก

รูปลักษณ์ภายนอกถึงแม้จะดูไม่แตกต่างจากซีรี่ส์ 3 แต่ด้วยความที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แฝงไว้ด้วยความสปอร์ตที่หรูหราสะท้อนตัวตนแห่งความเป็นรถยนต์ระดับพรีเมียมได้ดีเป็นมาตรฐานสามารถดึงดูดสายตาต่อผู้พบเห็นรถยนต์คันนี้บนท้องถนน ซึ่งจุดที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ จุดชาร์จไฟฟ้า ที่อยู่ตรงบริเวณหลังซุ้มล้อด้านหน้าฝั่งซ้ายของตัวรถ ที่เสมือนจุดเติมน้ำมันที่ด้านหลังซึ่งมีอยู่ตามปกติ เพียงแต่จุดดังกล่าวนี้สำหรับชาร์จไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งยังมาพร้อมด้วยชุดแต่ง เอ็ม สปอร์ต ที่ช่วยเพิ่มความสปอร์ตอย่างมีระดับ

สำหรับภายในห้องโดยสารที่มาด้วยแบบฉบับความเรียบหรูดูดีด้วยการให้สีสันภายในดำสลับเงินเมทัลลิก และความสะดวกสบายในการหยิบจับใช้สอยอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีพร้อมตอบสนองทุกความต้องการ อาทิ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นพร้อมปุ่มเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย หน้าจอขนาด 8.8 นิ้ว และปุ่มไอไดรฟ์ ที่สามารถควบคุมทุกอย่างในปุ่มเดียว ระบบนำทางที่สามารถแสดงผลรอบคัน 3 มิติ เครื่องเสียงระบบ Hi-Fi, ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ (Climate Control) สามารถแยกปรับอุณหภูมิได้ 2 ฝั่ง และอื่นๆ อีกมากมาย

ขณะที่ขุมพลังเครื่องยนต์มาพร้อมด้วย เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ทวินเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า แรงบิด 290 นิวตัน-เมตร และมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 89 แรงม้า แรงบิด 290 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับระบบส่งกำลังอัตโนมัติ (เกียร์) Steptronic 8 สปีด สามารถทำความเร็วจาก 0-100 ในระยะเวลา 6.1 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 225 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งเมื่อเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะให้กำลังสูงสุด 252 แรงม้า

อย่างไรก็ตาม บีเอ็มฯ ได้เคลมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 55.6 กิโลเมตร/ลิตร และระยะทางขับขี่ต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้งอยู่ที่ 40 กิโลเมตร โดยแบตเตอรี่ของรถคันนี้มีความจุ 7.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง

จากการลองใช้งานจริงบนท้องถนนในสภาพอากาศปกติ พบว่า ระยะทางการขับขี่บนมาตรวัดหน้าจอภายในรถยนต์ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้จริงราว 34-35 กิโลเมตร โดยไม่ต้องเสียน้ำมันเลยแม้แต่หยดเดียว ซึ่งการชาร์จไฟฟ้าของรถยนต์คันนี้นั้น สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าด้วยอุปกรณ์ชาร์จที่มากับรถยนต์เข้ากับปลั๊กไฟในบ้านปกติได้สะดวกสบายดี

โหมดการขับขี่ของรถยนต์คันนี้มีมาให้ 3 โหมดด้วยกัน โดยมาพร้อมปุ่ม “eDrive” ที่มีเฉพาะในรุ่นปลั๊ก-อินไฮบริด ซึ่งปุ่มดังกล่าวมีหน้าที่สำหรับปรับโหมดการขับขี่แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ AUTO eDRIVE เป็นโหมดไฮบริดเต็มรูปแบบที่มีการทำงานควบคู่กันระหว่างเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า MAX eDRIVE เป็นโหมดขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการทำงานของเครื่องยนต์เข้ามาเกี่ยวข้อง SAVE BATTERY เป็นโหมดขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว ควบคู่ไปกับการชาร์จแบตเตอรี่

การตอบสนองของเครื่องยนต์สามารถทำได้ดีเกินคาดแรงดีไม่มีตกไม่มีออกอาการชะงักหยุดคิดเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะย่านความเร็วไหนและสถานการณ์ไหนก็ตอบสนองได้อย่างถึงใจ ซึ่งการทำงานระหว่างเครื่องยนต์มอเตอร์ไฟฟ้าและเกียร์ทำงานได้อย่างสัมพันธ์กันอย่างดี

แต่ด้วยพละกำลังมหาศาลเช่นนี้กับน้ำหนักและขนาดของตัวรถคันนี้อาจจะต้องเรียกได้ว่าพละกำลังแรงเกินตัวหรือแม้กระทั่งอาจจะเกินช่วงล่างที่ปรับจูนมาให้สำหรับรถยนต์คันนี้ไปสักนิด แต่ถ้าจับพวงมาลัยแน่นหน่อยควบคุมอย่างมีสติก็ทำให้ความสนุกในการขับขี่เพิ่มขึ้นได้อย่างมั่นใจ

ดังนั้น สำหรับผู้ที่กำลังมองหาเทคโนโลยีใหม่ในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายพร้อมด้วยความสนุกสนานในการขับขี่และแถมด้วยความประหยัดก็น่าสนใจไม่น้อย ซึ่งในระดับราคาใหม่ที่ปรับลดลงมาราว 5 แสนบาท ส่งผลให้มีราคาอยู่ที่ 2.59 ล้านบาทนั้น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีคันหนึ่งในกลุ่มปลั๊ก-อิน ไฮบริด ของรถยนต์ระดับพรีเมียม ซึ่งหากนำไปชนกับ เบนซ์ ซี-คลาส ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่มีราคาเริ่มต้นราวๆ 2.8 ล้านบาท แล้วล่ะก็ บีเอ็ม 330 อี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด คันนี้ดูเหมือนจะได้เปรียบด้านราคาไม่น้อยทีเดียว

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดยานยนต์ในรอบ 1 เดือน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์