เหนี่ยวไก

เปิดพื้นที่-เปิดใจ

  • 06 สิงหาคม 2560 เวลา 08:14 น.
  • | เปิดอ่าน 542
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

โดย...ทองพระราม

พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์กลับกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจในชั่วพริบตา ภายหลัง เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้โพสต์เรื่องราวผ่านเพจเฟชบุ๊กส่วนตัว ถึงกิจกรรมถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนิสิตใหม่ ประจำปี 2560

ที่เกิดเหตุดราม่าระหว่างทำพิธีปฐมนิเทศ อันเนื่องจากประธานสภานิสิตจุฬาฯ พร้อมคณะ ได้ลุกขึ้นออกจากบริเวณประกอบพิธีกรรม เพื่อคัดค้านรองอธิการบดีซึ่งไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลง

ในการจัดพื้นที่ให้กับกลุ่มนิสิตใหม่ซึ่งต้องการแสดงความเคารพ มิใช่หมอบกราบเสมอหน้า เป็นเหตุให้อาจารย์ซึ่งอยู่ในพิธีดังกล่าวได้เข้ามาห้ามกลุ่มประธานสภานิสิตจุฬาฯ

ทว่า กลับมีภาพปรากฏลักษณะการใช้ความรุนแรง คล้องคอนักศึกษาไม่ให้ออกจากพิธี จนเกิดเป็นประเด็นขึ้นมาต่อการกระทำลักษณะนี้สมควรหรือไม่ และสิ่งที่กลุ่มประธานสภานิสิตจุฬาฯ ทำนั้น เหมาะสมหรือเปล่า

เมื่อไล่อ่านคำพรรณนาของประธานสภานิสิตจุฬาฯ พบประโยคหนึ่งทำให้สะดุดใจ คือ พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้เพิ่งเกิดมาไม่นานนักแค่ 20 กว่าปีเห็นจะได้

เมื่อเทียบกับอายุจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเพิ่งครบ 100 ปีมาหมาดๆ ถ้าเป็นเช่นนั้น สรุปได้ว่า พิธีนี้เพิ่งมีปรากฏ แล้วเหตุไฉนจึงเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น

แม้จะไม่เคยอยู่ในรั้วพระเกี้ยวอันเลืองชื่อ แต่จุฬาฯ นั้นนับเป็นสถาบันที่หล่อหลอมมันสมอง ความคิด และสร้างบุคลากรอันมีเกียรติมารับใช้สังคม

แต่สิ่งที่ปรากฏทำให้เกิดคำถามตามมามากมายกับเรื่องนี้อย่างถาโถม แม้ทางมหาวิทยาลัยจะออกมาขอโทษแทนอาจารย์กับสิ่งที่ทำลงไป

ขณะที่อาจารย์ซึ่งปรากฏในรูปก็ได้รับแรงเสียดทานจากสังคม ทำให้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาภายหลังจากเรื่องนี้ปรากฏต่อสังคมออนไลน์

แน่นอนว่าเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นละเอียดอ่อน คนที่ไม่อยู่หรือสัมผัสแวดวงความเป็นจุฬาฯ จะไม่เข้าใจถึงวิถีและแนวปฏิบัติที่สืบสานต่อๆ กันมา

ทว่า จะดีกว่าหรือไม่หากเรื่องนี้ ควรมีทางออกร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับนิสิตนักศึกษา โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้กับผู้เห็นต่างได้แสดงความเคารพ

ทำให้เป็นวัตรปฏิบัติในอนาคต เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเผชิญตามมา ซึ่งยากต่อการอธิบายให้บุคคลหรือสังคมทั่วไปได้เข้าใจ

หากมองว่าใครผิดถูกกับเรื่องนี้เป็นอะไรที่ยากจะตอบ แต่เมื่อเรื่องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นสร้างความสนใจให้กับสังคมแล้ว จำเป็นต้องหาทางออก

เพื่อเปิดพื้นที่การอยู่ร่วมกันระหว่างนิสิตกับทางมหาวิทยาลัย เพราะสิ่งสำคัญสุดแล้ว คือ การยอมรับในการอยู่ร่วมกันนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคมไทย

หากเรื่องนี้สามารถแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่จนประสบความสำเร็จ จะกลายเป็นตัวอย่างให้กับสังคมไทยที่กำลังตกอยู่ในภาวะที่แตกแยกทางความคิด ความเชื่อ

เชื่อว่าประเด็นปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ หากสองฝ่ายเปิดใจ เปิดพื้นที่ให้แก่กัน ให้กับแต่ละฝ่ายที่มีความเชื่อและความเห็นต่างจนสามารถอยู่ร่วมกันได้ ทางออกก็อยู่ไม่ไกล

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

switch