จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น ระบบการศึกษายุคดิจิทัล

  • 20 เมษายน 2560 เวลา 20:53 น.
  • | เปิดอ่าน 499
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น ระบบการศึกษายุคดิจิทัล

“แม้ครอบครัวจะลำบากแค่ไหน แต่แม่ผมก็พยายามส่งผมเรียนอย่างสุดความสามารถ และต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วย เพื่อที่จะมีโอกาสกว้างมากขึ้น” นรินทร์ คูรานา ผู้ก่อตั้ง บริษัท จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการระบบการศึกษาดิจิทัลสำหรับโรงเรียน และผู้ปกครอง

โดย...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

นรินทร์ เล่าถึงพื้นฐานการศึกษาที่ครอบครัวให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แม้สุดท้ายด้วยความยากลำบาก ทำให้ต้องถูกออกจากโรงเรียนกลางคัน เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกลับเป็นแรงบันดาลใจ ผลักดันให้เขาวางเป้าหมายในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ โดยไม่ย่อท้อ

แม้จะต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน แต่ นรินทร์ ไม่ทิ้งด้านการเรียน ไปสอบเทียบกับการศึกษานอกโรงเรียนและใช้วุฒิไปศึกษาต่อมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีน และกลับมาปักหลักพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีแค่ไอเดียในการทำธุรกิจ เบื้องต้นเขาต้องการทำธุรกิจค้าขายด้วยการสแกนนิ้วมือ

“ปัญหา คือ โมเดลธุรกิจนั้นกว้างเกินไป โดยที่เรายังไม่สามารถไปทำให้ทั้งประเทศ หันมาใช้ระบบของเราได้ จึงได้ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่ หันมาใช้กับองค์กรที่มีขนาดชัดเจน อย่างโรงเรียน” นรินทร์ กล่าว

เมื่อมีไอเดียแล้ว เขาเริ่มหาผู้ลงทุน โดยเขียนจดหมายไม่ต่ำกว่า 100 ฉบับ เพื่อขายไอเดียธุรกิจของบริษัท จับจ่ายฯ ทั้งโรงเรียน นักธุรกิจระดับประเทศ มีเพียง 1 เดียว ที่ตอบกลับมาหาเขา แต่ก็ปฏิเสธ ขณะนั้นเงินก้อนสุดท้ายของเขาเริ่มจะหมดลง และเขากำลังจะอดตาย

นรินทร์ ตัดสินใจใช้เงินก้อนสุดท้ายนั้น บินไปประเทศจีน หาเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน และโชคดีที่แฟนของเพื่อนเป็นนักลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ เพียง 15 นาทีที่คุยกัน เขาตัดสินใจลงทุนกับบริษัท จับจ่ายฯ ด้วยเงิน 1 ล้านบาท ในสิ้นปี 2559 และในเดือน เม.ย.ของปีนี้ บริษัทระดมทุนเพิ่มได้อีก 3 เท่า เพื่อพัฒนาระบบของบริษัท จับจ่ายฯ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

บริษัท จับจ่ายฯ เป็นระบบการบริหารจัดการของโรงเรียน ทั้งการตรวจสอบการเข้าชั้นเรียนของนักเรียน ผ่านระบบการสแกนนิ้ว ให้ครูและผู้ปกครองสามารถตรวจสอบได้ และรายงานผลแบบเรียลไทม์ ครูประจำชั้นและผู้ปกครองสามารถรู้ได้ว่าใครมาเรียน ใครขาดเรียน

นอกจากนี้ ยังมีการแจ้งเกรด สั่งการบ้าน ตรวจการบ้าน รวมทั้งระบบการซื้อขายสินค้าภายในสหกรณ์ของโรงเรียน โดยใช้ระบบการสแกนนิ้ว โดยที่ไม่ต้องจ่ายเป็นเงิน ซึ่งสามารถควบคุมการใช้จ่ายของนักเรียนได้ด้วย ปัจจุบันมีหลายโรงเรียนที่เลือกใช้ระบบของบริษัท จับจ่ายฯ เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวะ จ.สงขลา โรงเรียนอินเตอร์ ที่ จ.ภูเก็ต และอีกหลายโรงเรียนที่อยู่ระหว่างการเข้าไปเจรจาธุรกิจ

นรินทร์ กล่าวว่า ระบบของบริษัท จับจ่ายฯ เข้ามาตอบโจทย์ระบบการศึกษาแบบดิจิทัลอย่างแท้จริง รูปแบบการใช้งานทั้งหมดเป็นดิจิทัล สามารถตรวจสอบได้ และรายงานผลแบบเรียลไทม์ ที่บุคลากรด้านการศึกษาสามารถวางแผนการศึกษาได้ง่าย ขณะที่ผู้ปกครองสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียนได้มากขึ้น ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนที่ใช้ระบบนี้ไม่ต่ำกว่าหมื่นคนทั่วประเทศ และคาดว่าภายในปีนี้จะมีรายได้ 10-15 ล้านบาท

“การดำเนินธุรกิจบริษัท จับจ่ายฯ มีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ทีมงาน ผลิตภัณฑ์ การตลาด ซึ่งทุกอย่างต้องลองผิดลองถูก ผมเริ่มจาก 2 คน มีคนบอกผมว่าเสียเวลาเปล่า ไปทำอย่างอื่นดีกว่า แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ พยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยมีปัญหาครอบครัวเป็นแรงผลักดัน ที่ทำให้ผมไม่ยอมแพ้ความลำบาก และพยายามไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้”

บริษัท จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น ได้รับรางวัลชนะเลิศโครงการเถ้าแก่น้อยเทคโนโลยี ในปี 2559 และเข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายเวทีฟินเทค ชาเลนจ์ จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นรินทร์ กล่าวว่า การเลือกที่จะทำธุรกิจด้านการศึกษา ถือเป็นเรื่องยากมาก เพราะเป็นการเปลี่ยนความคิดของคน โดยเฉพาะในโรงเรียน ซึ่งมีระบบที่ยึดถือและใช้กันมานาน ขณะเดียวกันถ้าในบรรดาธุรกิจสตาร์ทอัพ ธุรกิจการศึกษา เป็นอะไรที่ไม่เซ็กซี่ เหมือนกับธุรกิจประเภทอื่นๆ เช่น ฟินเทค เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมอื่นๆ แต่มองว่าการศึกษา ระบบโรงเรียนเป็นตลาดใหญ่ ประเทศไทยมีโรงเรียนกว่า 4 หมื่นแห่ง มีนักเรียนทั่วประเทศกว่า 4 ล้านคน แต่มีเพียงหลักพันโรงเรียนเท่านั้นที่ใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ และนี่คือโอกาสของบริษัท จับจ่ายฯ

นอกจากนี้ การทำธุรกิจของจับจ่าย เป็นแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (บีทูบี) สิ่งสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาบริษัทพยายามเจาะเข้าไปนำเสนอบริการกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง โดยมีวิสัยทัศน์ต้องการทำให้โรงเรียนในประเทศไทย “โก ดิจิทัล” ได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนอีกระดับหนึ่ง รวมถึงการหาพันธมิตรเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ และต้องหาบริการที่จะตอบรับกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

นรินทร์ กล่าวว่า มีคำพูดหนึ่งของ เชส บราวน์ นักพูดระดับโลก ที่ว่า “It’s not over until we win” หรือ จะไม่จบ จนกว่าเราจะชนะ และนี่คือเป้าหมายที่บริษัท จับจ่ายคอร์ปอเรชั่น จะก้าวไป และทำให้ชื่อของเราเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดดิจิตอลไลฟ์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์