อาคารประหยัดพลังงาน ด้วยระบบ Internet of Things

  • 11 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13:53 น.
  • | เปิดอ่าน 753
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

อาคารประหยัดพลังงาน ด้วยระบบ Internet of Things

โดย มีนา

นวัตกรรมแห่งโลกอนาคต คือการมีที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ตั้งแต่บ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยการยืนหยัดอยู่ในเวทีระดับโลกในกว่า 100 ประเทศ เผยการใช้ IoT หรือ Internet of Things จะช่วยต่อยอดระบบจัดการพลังงานสำหรับอาคารให้ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขึ้น

หากให้มองศูนย์กลางหรือการเป็น ดิจิทัลฮับ ระบบจัดการพลังงานในอาคาร หรือ BEMS (Building Energy Management Systems) นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในการทำให้อาคารมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น เนื่องจากอาคารที่สมาร์ท ก็จะช่วยให้การปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ทำได้ในแบบอัตโนมัติ เช่น เรื่องอุณหภูมิ ระบบอากาศหมุนเวียน รวมถึงระบบแสงสว่าง

ทั้งนี้ การศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า 27% ของผู้ที่อยู่ในอาคารรู้สึกมีความสุขมากขึ้น ในขณะที่เจ้าของอาคารสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้มากถึง 25%

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ BEMS จะขึ้นแท่นผู้นำในรายงานของ Navigant Research ที่ว่า ระบบการบริหารจัดการพลังงานในอาคารเป็น “เทคโนโลยีเสาหลักสำหรับอาคารอัจฉริยะ” ซึ่งเป็นหมวดของซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้สามารถแปลงข้อมูลที่ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไปเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ดำเนินการต่อได้

ข้อมูลดังกล่าวที่สามารถนำไปใช้งานได้ มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว สาเหตุเกิดจากการมาของ IoT หรือ Internet of Things บางคนเรียก Internet of Everything ไม่ว่าจะเรียกอะไรก็ตาม ความหมายของมันก็คือ เครื่องกล หรืออุปกรณ์ที่พูดคุยกันได้

ลองคิดภาพตาม หากประชากรทุกคนบนโลกเชื่อมต่อกัน ก็จะทำให้มีประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตรวมทั้งสิ้นถึง 7,300 ล้านคนเลยทีเดียว แต่จำนวนอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งเพื่อใช้ IoT นั้นมีจำนวนเป็น 2 เท่าของตัวเลขดังกล่าวไปแล้ว และคาดการณ์ว่าจะสูงถึง 75 พันล้านชิ้น ภายใน 10 ปี ซึ่งนับเป็น 10 เท่า ของคนจำนวนผู้ที่อาศัยอยู่บนโลก

ทั้งนี้ อุปกรณ์เหล่านี้บางตัวจะเป็นเซ็นเซอร์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของอุณหภูมิ ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ หรือข้อมูลอื่นๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการจัดการอาคารผ่านการผสานการทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสมในเรื่องของการวิเคราะห์และควบคุมการใช้งาน

ข้อมูลเหล่านี้ทำให้สามารถรับรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงานได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น บริษัทแม่ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในกรุงปารีส สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 4 เท่า จากการผสานรวมระบบจัดการพลังงานในอาคาร หรือ BEMS เข้ากับขั้นตอนการดำเนินการทั้งเรื่องของการตรวจสอบและควบคุมการใช้พลังงาน ซึ่งการปรับปรุงนั้นขึ้นอยู่กับการนำข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์จำนวนกว่า 3,000 ตัวทีเดียว มาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพตั้งแต่ในระดับของตัวอุปกรณ์ไปจนถึงการบริการ

IoT ยังรวมถึงตัวเซ็นเซอร์ที่ตรวจจับการใช้อาคารและเรื่องของสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์อื่นๆ เช่น เซ็นเซอร์ในการตรวจสอบการใช้พลังงาน ข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์เหล่านี้จะใช้เป็นพื้นฐานเพื่อการประหยัดพลังงาน ตัวอย่างเช่น ประสิทธิภาพด้านพลังงานสามารถปรับปรุงได้

จากการลดจำนวนชั่วโมงในการระบายอากาศ ในเวลาที่ไม่ได้มีการใช้ห้อง ผ่านการตรวจสอบในเรื่องของคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงอุณหภูมิ ความชื้น และเซ็นเซอร์ด้านอื่นๆ ผลที่ได้ต่อมาก็คือ การสามารถปรับระบบระบายอากาศให้เหมาะสมกับจำนวนผู้ใช้งานได้ โดยแนวโน้มของการมีข้อมูลมากขึ้น พุ่งสูงก่อนที่จะเริ่มมี IoT เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเกิดขึ้นมากมาย นับเป็นการเร่งให้เกิดข้อมูลมากยิ่งขึ้นไปอีก และด้วย IoT ที่จะเติบโตถึงสามเท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ก็จะได้เห็นข้อมูลที่เติบโตไปในอัตราเดียวกัน เทคโนโลยี BEMS ต้องเตรียมรับมือกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน

นับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นของการพัฒนานวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่ตอบสนองโจทย์ชีวิตคนเมืองในยุคดิจิทัล

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดดิจิตอลไลฟ์ในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์