กูรูลงทุน

บทเรียนการเงินของ"จอห์น วิญญู"

  • 23 ธันวาคม 2556 เวลา 23:20 น.
  • | เปิดอ่าน 29,383
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

บทเรียนการเงินของ"จอห์น วิญญู"

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

“วิญญู วงศ์สุรวัฒน์” หรือ “จอห์น” เป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังเป็นไอดอลของวัยรุ่นที่เป็นคนกล้าคิดกล้าสร้างสรรค์อะไรแปลกใหม่ออกมานำเสนอรายการโทรทัศน์ทางเน็ต I-HereTV และรายการที่โด่งดังมาก คือ เจาะข่าวตื้น ที่นำเอาเนื้อหาการเมือง สังคม หรือวัฒนธรรม ที่กำลังเป็นที่สนใจนำเสนอในแนวเสียดสีหรือสร้างอารมณ์ขันจนเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ความเป็นคนหนุ่มที่ผ่านร้อนผ่านหนาวเรื่องการทำงานมาตั้งแต่เด็ก เพราะเริ่มถ่ายโฆษณา ถ่ายมิวสิกวิดีโอตั้งแต่อายุ 14-15 ปี จนถึงวันนี้เข้าสู่วัย 28 ปี ทำให้มีข้อเรียนรู้การผิดพลาดจากการใช้ชีวิตและการบริหารเงินมาถ่ายทอดให้กับนิสิตนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในโครงการ SET Young Generation 2013 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อให้เด็กในวัยเรียนได้เห็นตัวอย่างการมี การใช้ การออม และรู้จักการบริหารเงินว่าเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตก่อนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ทำงานอย่างเต็มรูปแบบ

“จอห์น” เล่าให้ฟังว่า เพราะชีวิตเขาอยู่กับพ่อแม่และพี่สาวมาก และรู้สึกว่าพ่อแม่เราเป็นคนเก่ง พี่สาวเป็นผู้ช่วยผู้กำกับหนังเรื่องกุมภาพันธ์ คุณพ่อเป็นอาจารย์สอนหนังสือและเขียนหนังสือด้านรัฐศาสตร์ คุณแม่เป็นทนายความและก็อาจารย์สอนจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมถึงสอนวิจารณ์ภาพยนตร์ จึงทำให้เราสนใจเรื่องอยากทำงานด้านฟิล์ม โฆษณา จนเรียน ม.3 มีโอกาสได้ไปแคสงานโฆษณา

แต่ด้านหนึ่งผู้ใหญ่อยากให้เราเป็นทนายความเหมือนคุณแม่ เพราะเป็นอาชีพที่มั่นคง แต่พอได้ลองถ่ายโฆษณาดูแล้วรู้เลยว่าเราชอบด้านนี้ และไม่เหมาะกับทนายความ แม้พ่อจะไม่สนับสนุนให้ทำงานในวงการบันเทิง แต่แม่บอกให้ลองทำดู ผมก็เลยลุย

ปกติไปโรงเรียนได้วันละ 10-20 บาท แต่ช่วง ม.4-ม.5 เริ่มทำงานที่แกรมมี่ทำให้มีเงินเดือนประจำมีเงินเป็นของตัวเองโดยไม่ต้องขอพ่อแม่ แม้กระทั่งเรื่องเรียน พอได้เงินก้อนใหญ่|ก็ไปซื้อรถยนต์ ซื้อคอนโดมิเนียมเป็นของตัวเอง

ส่วนใหญ่ก็ใช้เงินไปกับค่าความสบาย กินอาหารแพง เที่ยวใช้ชีวิตแบบหรู เรียกได้ว่าตอนนั้นเขาใช้ชีวิตแบบเอาเงินที่หามาได้ไปกับการเอาลุคเอาหน้าให้คนอื่นเห็น รู้แต่หา แต่ไม่เคยรู้ใช้ หรือรู้เก็บ รู้ออมอะไรเลย

แต่มาถึงจุดเปลี่ยนชีวิต ก็ตอนที่ตัวเองเป็นหนี้ก้อนโต ซึ่งเกิดจากการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจากกรมสรรพากร ซึ่งต้องเสียภาษีและโดนเก็บดอกเบี้ยย้อนหลังที่เราไม่เคยเสียภาษีเลย และก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยสนใจที่จะเก็บใบกำกับภาษีสีชมพูอะไรไว้เลย ปีแรกโดนเรียกเก็บ 6-7 แสนบาท ถัดมาเฉลี่ยปีละ 2-3 แสนบาท ทำให้มีหนี้ทั้งหมดกว่า 1 ล้านบาท ในวัย 20-21 ปีเท่านั้น

“ตอนนั้นชีวิตตื้อไปหมด หันไปดูตัวเลขเงินในบัญชีก็ไม่พอ เพราะมีเพียงจำนวนหลักหมื่นกับงานที่ได้เงินงวดสุดท้าย จึงไปเจรจาขอประนอมหนี้กับกรมสรรพากร เปลี่ยนจากอยู่คอนโดหรูมาอยู่ในห้องที่เล็กลง บอกพ่อกับแม่ไปว่าเรามีปัญหานี้ และใจหนึ่งก็ไม่อยากรบกวนเขา เพราะออกมาใช้ชีวิตคนเดียวแล้ว และที่ผ่านมาพ่อกับแม่ก็เป็นตัวอย่างที่ดี มีแต่เงินเดือนข้าราชการเลี้ยงลูกหลายคนได้ แถมยังมีเงินเก็บหลายล้านบาท นั่งรถเมล์ไปทำงาน แต่ผมใช้ชีวิตเต็มที่มาก ตอนนั้นรู้สึกว่าเรื่องหนี้มันกระชากกลับสู่โลกความจริงมากขึ้น ซึ่งคิดย้อนไปถ้าผมรู้จักเก็บเงินมาตั้งแต่หาเงินได้ใหม่ๆ จะมีเงินเก็บแล้วมากกว่า 5 ล้านบาท” จอห์น เล่าบทเรียนในอดีต

จากวันนั้นเริ่มปรับวิธีคิดใหม่ เพราะรู้สึกว่าเราเสียเวลาไปกับอะไรอยู่ ตอนนั้นแม้แต่การเรียน ผมก็เปลี่ยนจากเรียนการแสดงที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก็ลาออกมาเรียนรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งพ่อก็สนับสนุน และเมื่อพี่สาวชวนเปิดบริษัททำทีวีออนไลน์ ก็ตัดสินใจทำ ถึงวันนี้ก็เปลี่ยนการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้น และคำนึงถึงการใช้เงินมากขึ้น

ตอนนั้นเมื่อตั้งหลักได้ก็กลับมาทำงานและใช้หนี้หมดภายใน 3-4 ปี และหลังจากนั้นพฤติกรรมการใช้เงินก็เปลี่ยนไป เพราะพอมีรายได้ก็เริ่มหันมาออมไว้มากกว่า 50-60% ของรายได้ ซึ่งเมื่อมาเห็นดอกผลหรือเงินในบัญชีมาก เริ่มรู้สึกมีความสุขหรือปลอดภัยมากขึ้น และเลือกรับงานที่คิดว่าตัวเองทำแล้วมีความสุขที่จะทำกับมันจริงๆ เพราะเริ่มมีเงินสำรองสำหรับชีวิตไว้ ด้วยการซื้อประกันออมทรัพย์เป็นหลักมากขึ้น

“แม้การซื้อประกันแบบออมทรัพย์จะมีกำไรที่ไม่สูงมาก แต่สำหรับผมถือว่าต้องใช้เวลากับมันและทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตปลอดภัยดี และเป็นการบังคับตัวเองว่าต้องมีการออมด้วยการส่งเงินประกันก่อน เรียกได้ว่าตอนนี้เงินออมของผมฝากอยู่ในธนาคารพาณิชย์ 70% และในประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 30% ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าอยากจะลงทุนในหุ้นเพิ่ม เพราะเราต้องเรียนรู้และตามข่าวสารทั้งการเมือง เศรษฐกิจ การเงิน เป็นประจำทุกวัน เพื่อนำมาใช้ในการทำรายการและนำมาปรับใช้ในบริษัทอยู่แล้ว ก็น่าจะนำข้อมูลข่าวสารนี้ไปลงทุนด้านอื่นที่ทำให้เงินออมของเราสามารถงอกเงยได้อีก แต่ขอระยะเวลาศึกษาข้อมูลให้มากกว่านี้ก่อนแล้วจึงจะลงทุน”

สุดท้าย “จอห์น” บอกว่า ผมว่าผมโชคดีที่เป็นคนกล้าคิด กล้าลอง และกล้าตัดสินใจในการใช้ชีวิต เพราะงานทุกอย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบันเกิดจากการได้ทดลองทำจริงทุกอย่าง ทำให้เรารู้ว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่ จนวันหนึ่งแม้ผมจะทำรายการโทรทัศน์ทางเน็ตมากกว่า 5 ปี ก่อนหน้านั้นไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก บริษัทล้มลุกคลุกคลานมาตลอด แต่ถึงวันนี้เริ่มมีคนรู้จักและยอมรับผมหรือรายการมากขึ้น จนบริษัทเริ่มมีกำไรตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นมา และถึงวันนี้เปิดมาแล้วทั้งหมด 9 ปี สำหรับผมก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน

ขณะเดียวกัน ก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่มีเรื่องการเรียกเสียภาษีย้อนหลังมาสะกิดให้รู้จักการใช้ชีวิตและบริหารจัดการเงินมากขึ้น มิเช่นนั้นวันนี้ก็ยังใช้ชีวิตแบบหลงผิดไม่รู้ไปอีกนานแค่ไหน

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดเศรษฐกิจ-หุ้นในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์