แนะนำการลงทุน

ดัชนีหุ้นไทย หลุดแนวรับทางเทคนิค

  • 16 พฤษภาคม 2560 เวลา 13:15 น.
  • | เปิดอ่าน 2,088
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

ดัชนีหุ้นไทย หลุดแนวรับทางเทคนิค

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ CFP และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต email: pichai.ler@thanachart.co.th

มูลค่าหุ้นไทยยังไม่ดึงดูดการลงทุนระยะยาว หุ้นขวัญใจนักลงทุนหลายตัวรายงานงบไตรมาสแรกแย่กว่าที่ตลาดคาด แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขาขึ้น และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ทำให้นักลงทุนเรียกร้องอัตราผลตอบแทนคาดหวังสูงขึ้น

เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะกำลังซื้อภาคเอกชน

ปัจจัยข้างต้นส่งผลให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนถดถอย ดัชนีหุ้นไทยทรุด มาปิดที่ 1,543.94 จุด ต่ำสุดในรอบ 2 เดือน อย่างไรก็ดี การดิ่งลง 34 จุด ในช่วง 3 วันทำการหลัง อาจเห็นการเด้งสั้นๆ บ้าง แต่มองว่า เป็นแค่จังหวะขายทำกำไรระยะสั้น โดยมีแนวต้านอยู่ที่ 1,555+/- จุด ตลาดยังอยู่ในช่วงปรับฐาน โดยมีจุดรับลุ้นเด้งแถว 1,525 +/- จุด

น่าสังเกตว่า หุ้นที่มีแรงเหวี่ยงเชิงลบ ทั้งราคาหุ้นและผลประกอบการมีจำนวนมากขึ้น

หุ้นที่แสดงสัญญาณทางเทคนิคเป็นลบ มีจำนวนแซงหน้าหุ้นที่มีสัญญาณบวกแบบไม่เห็นฝุ่น

หุ้นที่หลุดแนวรับสำคัญทางเทคนิค ยังรวมถึงหุ้นขนาดใหญ่อย่างบริษัท ปตท. (PTT) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) เป็นต้น และหุ้นที่เคยเป็นขวัญใจนักลงทุนอย่างบริษัท เถ้าแก่น้อย (TKN) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) ที่งบไตรมาสแรกสร้างความผิดหวังให้แก่นักลงทุน เป็นต้น

ขณะที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่รายงานงบไตรมาสแรกต่ำกว่าคาด มีจำนวนมากกว่าที่ออกมาดีเกินคาด กำไร บจ.ภาพรวมจึงเสี่ยงจะถูกปรับประมาณการลง

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ธนชาต ประเมินว่า กำไรปกติในภาพรวมจะเติบโต 6-7% ในปีนี้ค่าพีอีตลาดปี 2560 จะอยู่ที่ 15.6 เท่า ถือว่า “ยังไม่ถูก” และกลายเป็นข้อจำกัดโอกาสการแกว่งขึ้นของตลาดหุ้นไทยในปีนี้ไม่เกิน 1,650 จุด

เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า ขณะที่การลงทุนภาครัฐและการส่งออกเร่งตัวขึ้น แต่กำลังซื้อภาคเอกชนยังคงอ่อนแอ

นอกจากนี้ นักลงทุนมีความคาดหวังเชิงบวกต่อกำลังซื้อในประเทศ หลังเห็นสัญญาณบวกหลายประการ ไล่เรียงตั้งแต่รายได้ภาคเกษตรที่ดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 4 การปลดหนี้รถยนต์คันแรก มาตรการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย

อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของกำลังซื้อกลับแผ่วเบามาก พิจารณาได้จากยอดขายสาขาเดิมของกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ ทั้งของบริษัท ซีพีออลล์ (CPALL) บริษัท โรบินสัน (ROBINS) บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) บริษัท สยามโกลบอล (GLOBAL) เป็นต้น

เป็นไปได้ว่า ในช่วงแรกที่รายได้ดีขึ้นอาจถูกนำไปลดหนี้ก่อน โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ เมื่อหนี้ลดลงคงจะช่วยหนุนการบริโภคให้ค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นในระยะถัดไป

การปรับฐานของหุ้นเหล่านี้น่าจะเป็นโอกาสของการทยอยซื้อสะสม

ด้านราคาน้ำมันดิบเริ่มกระเตื้องขึ้นบ้าง หลังร่วงยาวสู่จุดต่ำสุดในรอบ 5 เดือน ผู้นำกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันส่งสัญญาณจะขยายเวลาข้อตกลงปรับลดการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนหรือนานกว่านั้น ข้อตกลงเดิมจะสิ้นสุดลงในเดือน มิ.ย.นี้

อย่างไรก็ดี ยังคงมีแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงาน จนหลุดแนวรับทางเทคนิคเป็นส่วนใหญ่ คงต้องรอให้เห็นการสร้างฐานราคาก่อน ค่อยหาจังหวะซื้ออีกครั้ง

ด้านหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเคมีตัวใหญ่อย่างบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) แม้จะรายงานงบไตรมาสแรกดีมาก แต่เผชิญแรงขายต่อเนื่องในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลักๆ มาจากความกังวลว่า วงจรปิโตรเคมีจะผ่านจุดที่ดีที่สุดไปแล้ว เนื่องจากมีกำลังการผลิตใหม่จ่อทยอยเข้าสู่ตลาดโลกในปีนี้อีกราว 4% ของกำลังการผลิตปัจจุบัน

ข้อกังวลนี้มีตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แต่วัฏจักรที่ดีรอบนี้ก็ถูกยืดออกมาในช่วงไตรมาสแรก ส่วนหนึ่งเกิดจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการปิโตรเคมีขยายตัว และช่วยดูดซับกำลังการผลิตใหม่ๆ ที่ทยอยเข้ามา

หุ้นปิโตรเคมีเป็นหุ้นวัฏจักร มีรอบแกว่งตัวหลายๆ ปี จึงต้องติดตามสถานการณ์ดีมานด์-ซัพพลายอย่างใกล้ชิด

ด้านการคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเฟด

หากพิจารณาจากเฟดฟันด์เรทฟิวเจอร์ ตลาดคาดว่า เฟดมีโอกาสสูงถึง 90% ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดในการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 14 มิ.ย. และจะปรับขึ้นอีกหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี รวมปีนี้จะปรับขึ้น 3 ครั้ง

หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง อัตราดอกเบี้ยเฟดจะขึ้นมาอยู่ที่ 1.5% เท่ากับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. จึงมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่กระแสเงินทุนจะผันผวนไหลออก

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐค่อยๆ แข็งค่าขึ้น หลังแตะจุดอ่อนค่าสุดในรอบ 6 เดือน หากดอลลาร์แข็ง บาทอ่อน เกิดเป็นแนวโน้มยาวๆ จะกระตุ้นกระแสเงินทุนไหลออก ช่วงนี้จึงต้องติดตามทิศทางค่าเงินอย่างใกล้ชิด

ในภาพรวมตลาดหุ้นไทยดูเสี่ยงมากขึ้น Valuation หุ้นไทยไม่ถูก อย่างไรก็ดี ยังสามารถเลือกซื้อหุ้นรายตัว โดยเฉพาะหุ้นที่มีแรงเหวี่ยงด้านบวก ทั้งราคาและผลประกอบการ เช่น บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 (SAWAD) บริษัท เมืองไทยลีสซิ่ง (MTLS) บริษัท บิวตี้คอมมูนิตี้ (BEAUTY) บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) และธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) เป็นต้น

ขณะที่หุ้นที่มีแรงเหวี่ยงด้านลบหลายตัวลงมาก่อนเพื่อนๆ และเริ่มเข้าเขตถูกขายมากเกินไป ต้องเริ่มมองหาจังหวะซื้อคืน

แม้ความเชื่อมั่นในการลงทุนจะถดถอย แต่สภาพคล่องในระบบการเงินไทยยังอยู่ในเกณฑ์สูงมาก จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง ระดับเกิน 1 ล้านล้านบาท/ปี ขณะที่ทางเลือกในการลงทุนอื่นมีไม่มากนัก ดังนั้น เมื่อราคาหุ้นถอยลงมาระดับหนึ่ง จะเริ่มดึงดูดนักลงทุนระยะกลางให้เข้าเก็บสะสม

การลงทุนช่วงนี้ยังสามารถเลือกซื้อหุ้นรายตัวที่มีประเด็นหนุนเฉพาะตัว มูลค่าหุ้นยังถูก หรือมีปันผลในเกณฑ์สูง เป็นต้น ทั้งนี้สามารถติดตามบทวิเคราะห์รายบริษัทหรืออุตสาหกรรมผ่านแอพพลิเคชั่น Thanachart Think

พบกันใหม่ สวัสดีครับ

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดเศรษฐกิจ-หุ้นในรอบ 7 วัน