แนะนำการลงทุน

หุ้นไทย 2,000 จุด ในปี 2562

  • 10 ตุลาคม 2560 เวลา 23:31 น.
  • | เปิดอ่าน 1,567
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

หุ้นไทย 2,000 จุด  ในปี 2562

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ CFP ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาติ

สัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) เดินหน้าทำสถิติใหม่

ดัชนีหุ้นไทยขึ้นแตะแนวต้านจิตวิทยา 1,700 จุด ก่อนย่อลงมาปิดที่ 1,695.97 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 24 ปี ขณะที่ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียทำสถิติปิดสูงสุดครั้งใหม่

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยยังคงตามหลังเพื่อนบ้านเอเชียอีกไกล ปีนี้หุ้นไทยวิ่งขึ้นมาแล้ว 10% ยังคงตามหลังดัชนี MSCI เอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่นที่ขึ้นมาแล้วถึง 31%

เศรษฐกิจเอเชียรวมถึงไทย พึ่งพิงการส่งออกในสัดส่วนที่สูง จึงได้อานิสงส์จากการเร่งตัวขึ้นของเศรษฐกิจโลก

นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ทยอยทบทวนปรับขึ้นประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา

น่าสังเกตว่า การฟื้นตัวรอบนี้มีลักษณะกระจายตัวออกไปหลากหลายภูมิภาค ทั้งสหรัฐ ยุโรป เอเชีย มิได้พึ่งเฉพาะของสหรัฐเหมือนกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่กระจายออกไปในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าและบริการที่คิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึงราว 70% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทย

เมื่อผนวกกับการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าเม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ภาคก่อสร้างมากขึ้นในปีหน้า และความคืบหน้าของระเบียงเขตเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ตลาดจึงมีมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)

นักวิเคราะห์หุ้นเริ่มมีการปรับขึ้นประมาณการกำไร บจ.มากกว่าปรับลง ให้อัตราส่วน Revision Ratio ที่เคยถูกปรับลงในช่วงครึ่งปีแรก เริ่มพลิกกลับเป็นขาขึ้น

ช่วงเดือนที่ผ่านมา โบรกเกอร์แข่งกันปรับขึ้นเป้าหมายดัชนีปีหน้า จนทำให้เป้าหมายที่หลักทรัพย์ธนชาตเคยให้ไว้ที่ 1,830 จุด ในปีหน้า และ 2,000 จุด ในปี 2562 กลายเป็นเป้าหมายกลางๆ ไป

ธนชาตยังคงมุมมองบวกต่อตลาดหุ้นไทยว่า ได้เข้าสู่ช่วงขาขึ้นรอบใหม่แล้วตั้งแต่ทะลุ 1,650 จุด หนุนโดยเศรษฐกิจที่คาดว่าจะโตเฉลี่ย 4.3% ในช่วงปี 2561-2563 เร่งตัวขึ้นจากที่โตเฉลี่ยเพียง 3.1% ในช่วงปี 2553-2560

ขณะที่กำไรต่อหุ้นของ บจ.ไทย ปีนี้ทะลุ 100 บาท มาที่ 102 บาท และคาดว่าปีหน้าจะโต 10.6% และ 9.3% ในปี 2561-2562 มาที่ 114 และ 125 บาท ตามลำดับ เมื่อคูณค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) เฉลี่ย 16 เท่า จะได้เป้าหมายดัชนีข้างต้น

ค่าพี/อี 16 เท่า เป็นค่าเฉลี่ยพี/อีในช่วงปี 2552-2560 แม้หลายท่านจะติงว่า สภาพคล่องส่วนเกินในตลาดการเงินโลกมีแนวโน้มลดลงจากการถอนคิวอีของสหรัฐ แต่มีหลายเหตุผลที่ทำให้เฉลี่ยว่าค่าพี/อีนี้ยังคงเหมาะสม

ประการแรก สภาพคล่องในระบบการเงินไทยยังคงสูงมากในหลายปีข้างหน้า จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด อัตราดอกเบี้ยบ้านเราจึงมีแนวโน้มจะขึ้นล่าช้ากว่าของเฟดมาก

ประการที่ 2 คุณภาพกำไรของ บจ.ในตลาดหุ้นมีแนวโน้มดีขึ้น คือจะผันผวนน้อยลง เนื่องจากลดการพึ่งพิงกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่กลุ่มที่พึ่งกำลังซื้อในประเทศจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

ประการที่ 3 การถอนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะดำเนินไปอย่างช้าๆ กล่าวคือจะใช้เวลาเกือบ 4 ปี ในการลดขนาดของงบดุลจาก 4.5 เหลือ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับก่อนเริ่มทำคิวอี 3

ตลาดได้สะท้อนความคาดหวังต่อการเร่งตัวขึ้นของเศรษฐกิจและผลประกอบการ บจ.ไประดับหนึ่งแล้ว การจะไปต่ออย่างมั่นคงจำเป็นต้องได้แรงหนุนจากผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ที่จะเริ่มทยอยออกมาตั้งแต่กลางเดือน ต.ค.นี้เป็นต้นไป

ระหว่างทางอาจเผชิญกับแรงขายทำกำไรระยะสั้นบ้าง โดยอาจอ้างเหตุผลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ กังวลเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเร็ว ปัญหาเศรษฐกิจจีนฯ

อย่างไรก็ดี เรามองความเสี่ยงด้านล่างจำกัด เนื่องจากปีนี้คนไทยยังซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ค่อนข้างน้อย ช่วงปลายปียังมีเม็ดเงินรอซื้ออยู่อีก 3-4 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้นต่างชาติถือหุ้นไทยน้อยเพียง 31% ต่ำกว่าระดับปกติมาก

แรงขายต่างชาติจึงมีไม่มากต่อให้อยากขาย

ดัชนีหุ้นไทย (SET) วันนี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวแกว่งออกข้างในกรอบ 1,680-1,740 จุด ขณะที่ภาพระยะเดือนยังมองบวก แนะปล่อยให้กำไรลอยตามตลาดขึ้นไป ด้วยเป้าหมายระยะเดือนที่ 1,740 จุด และเป้าหมายสิ้นปี 2561 ที่ 1,830 จุด หรือสูงกว่านั้น

การขึ้นในช่วงแรกจะนำโดยหุ้นขนาดใหญ่ เช่น บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เป็นต้น

นอกจากนั้น แนะซื้อกลุ่มหุ้นที่กำไรไตรมาส 3 จะออกมาดีอย่างกลุ่มโรงกลั่น (ESSO) และค้าปลีก (CPALL CPN BEAUTY)รวมถึงกลุ่มที่ขึ้นน้อยกว่าตลาด (Laggard Plays)

ทั้งนี้ สามารถติดตามบทวิเคราะห์รายหุ้นของธนชาตผ่านแอพพลิเคชั่น Think ที่พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้ววันนี้ ทั้งในระบบ iOS และ Android

ดาวน์โหลดที่นี่ https://goo.gl/BhhePK

พบกันใหม่สวัสดีครับ 

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดเศรษฐกิจ-หุ้นในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์
switch