สัมภาษณ์คนดัง

ชีวิตเลือกเดินตามไฟปรารถนา พิมพจนา ปรีดีสนิท

  • 10 ตุลาคม 2560 เวลา 14:00 น.
  • | เปิดอ่าน 555
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

ชีวิตเลือกเดินตามไฟปรารถนา พิมพจนา ปรีดีสนิท

เจ้าของแบรนด์เสื้อสุดเท่ “พิมปรีดี” (PimPreDee) ที่กล้าเสี่ยงและกล้าคว้าโอกาส รางวัลคือการได้ทำตามฝัน ไม่เพียงฝันเป็นจริง หากดีไซเนอร์คนเก่งยังปั้นแบรนด์จนโด่งดังไปถึงเวทีแฟชั่นระดับโลก “นิวยอร์กแฟชั่นวีก” นอกจากนี้เธอยังเป็นหญิงสาวที่มี “พ่อ” ถึง 3 คนอีกด้วย! ขนาดนี้แล้วยังไม่อยากรู้จักเธอหรือ? ไปทำความรู้จักกับเธอกันดีกว่า...

 

พิมพจนา ปรีดีสนิท หรือ โบ วัย 33 ปี หญิงสาวผู้มีแววตามุ่งมั่น เล่าถึงฝันที่กลายเป็นจริง เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เธอได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในดีไซเนอร์หน้าใหม่ นำเสนอคอลเลกชั่นล่าสุดบนเวทีนิวยอร์กแฟชั่นวีก เวทีระดับโลกที่ดีไซเนอร์ทั่วโลกใฝ่ฝัน

ย้อนกลับไปวัยเด็ก โบเล่าว่า เธอเป็นเด็กโชคดี แม้พ่อแม่จะแยกทางกัน แต่ทั้งคู่ก็เป็นมิตร โบจึงไม่เคยรู้สึก “ขาด” เมื่ออายุ 4 ขวบ แม่ย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย เปิดร้านอาหารไทย และแต่งงานใหม่ที่นั่น “พ่อคนที่ 2” สนิทกับโบมาก เปรียบเสมือนพ่อจริงๆ รักเคารพทั้งพ่อจริงๆ และ “แดดดี้” เนื่องจากโตมากับแดดดี้ที่ออสเตรเลียนั่นเอง

“โบโตที่ซิดนีย์ จำได้ว่าตอนเด็กๆ ตัวดำ เพราะชอบว่ายน้ำ ลืมตาตื่นมาก็ว่ายน้ำแล้ว จากนั้นก็ว่ายไปเรื่อยๆ กระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน เป็นเด็กที่มีความสุข”

 

 

นอกจากชอบว่ายน้ำ ก็ชอบศิลปวัฒนธรรม ชอบเรียนประวัติศาสตร์ แต่โบพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ นั่นเพราะไม่ค่อยได้พูด เรื่องนี้เป็นความปวดหัวของแม่-พจนารถ ซีบังเกิด ที่ปรึกษาการใช้ชีวิตหรือโค้ชไลฟ์คนดัง ในที่สุดแม่ตัดสินใจพาโบกลับบ้านที่เมืองไทย

“เพราะอยากให้ลูกสาวพูดอ่านเขียนไทย แม่จึงทิ้งทุกอย่างที่ออสเตรเลีย แล้วเบนเข็มกลับประเทศบ้านเกิด”

ช่วงแรกปรับตัวไม่ได้ ความใจแข็งของแม่ คือ การให้ลูกเข้าโรงเรียนไทย ไม่ใช่โรงเรียนนานาชาติ พักกลางวันไม่ได้เล่นกับเพื่อน เพราะต้องเรียนพิเศษภาษาไทย จนขึ้น ม.1 จึงพูด (ไทย) รู้เรื่องขึ้นมาบ้าง จำได้ว่าสอบตกทุกวิชา ยกเว้นภาษาอังกฤษ เป็นอย่างนี้อยู่นาน

ชีวิตโบ “กัน” แม่ออกไปไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะหวนนึกไปยามใด ก็มีแม่เป็นส่วนหนึ่งอยู่ในทุกเหตุการณ์ รักแม่ สนิทกับแม่ รวมทั้งภูมิใจในตัวแม่ ในสายตาโบ แม่คือหญิงเก่ง สมัยเด็กใครถามว่าโตขึ้นจะเป็นอะไร คำตอบจึงโยงมาที่แม่หมด แม่เคยเป็นพีอาร์ เคยเป็นเชฟ ก็ตอบตามนั้นว่า โตขึ้นอยากเป็นพีอาร์ อยากเป็นเชฟ

“อยากเป็นอะไรก็ได้ที่เก่งและเท่เหมือนแม่ จะเป็นอะไร อยากเป็นใคร อยากเป็นอะไร กระบวนการหาตัวตนของโบ เป็นอะไรที่ต่อเนื่องมาอีกหลายปี”

จบปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เริ่มรู้ตัวว่าชอบศิลปะ หากเมื่อจะเรียนต่อปริญญาโท แม่เริ่มทำธุรกิจ จึงเรียนต่อด้านธุรกิจที่ Monash University เมลเบิร์น ออสเตรเลีย ในระหว่างนั้นได้รับทุนปริญญาโทด้านการทูต ศึกษาโดยตรงเกี่ยวกับทูตพาณิชย์ เป็นช่วงที่จับสังเกตตัวเองได้อีกหนึ่งอย่างว่า ชอบช่วยคน นี่คือแพสชั่นอีกอย่างหนึ่ง

เรียนจบปริญญาโททั้งสองใบ แล้วไปทำงานแบงก์ 1 ปี ระหว่างนั้นไปเข้ารับการอบรมเรื่องการโค้ชที่สถาบัน เดอะ โค้ชชิ่ง (The Coaching Institue) กลับไทยในปี 2555 บ้านเมืองกำลังระส่ำ ไม่ใช่จังหวะที่จะเป็นทูตพาณิชย์ได้ แม่ชวนไปทำธุรกิจบริษัทโค้ชไลฟ์ของแม่

“แม่เป็นโค้ช ส่วนโบไปช่วยงานบริหาร แต่ในความเป็นจริง โบไม่ชอบงานบริหาร แต่อยากเป็นโค้ช จึงไม่ชอบและเครียดถึงขั้นว่าไมเกรนขึ้น”

ใครๆ ก็ได้ทำตามฝัน แม่อยากเป็นโค้ช แม่ก็ได้เป็น มีแต่เรานี่แหละที่ไม่ได้ทำตามความฝันที่แท้จริง วันหนึ่งบุกหาแม่ถึงห้องทำงาน พูดความจริงที่อยู่ในใจ เจ็บปวดกันไปทั้งแม่ทั้งลูก แต่ท้ายที่สุดคือพลังของความจริงที่จะทำให้ไปต่อ แม่ตั้งคำถามว่า ถ้าโบไม่ทำงานนี้ จะทำอะไร

ไม่เสียทีที่เป็นลูกสาวเจ้าของสถาบันโค้ชชิ่ง โบเข้าคอร์สเพอร์ซันแนล ไลฟ์ เบรคทรู (Personal Life Breakthrough) เพื่อค้นให้พบเป้าหมาย แรงไฟแห่งปรารถนา คือการอยากให้ทุกอย่างรอบตัวเป็นสิ่งสวยงาม คำตอบคือดีไซเนอร์ เธอลาออกในปีรุ่งขึ้น จะไม่กลับไปบริษัทแม่อีก เสียใจเหมือนกัน แต่เดิมพันคือความฝันที่ต้องทำให้เป็นจริง

“แม่เสียใจมาก แต่แม่บอกว่าสิ่งที่แม่ต้องการมากกว่าให้โบทำงานกับแม่ คือการที่โบได้ทำงานที่โบอยากทำ”

ทำให้แม่เสียใจมาแล้วครั้งหนึ่ง ตั้งปณิธานว่า จะไม่ทำให้ผู้หญิงคนนี้เสียใจอีก โบบินไปเรียนต่อด้านการดีไซน์ที่ Parsons นิวยอร์ก ก่อนจะฝึกงานที่ Urban Outfitters นิวยอร์กเช่นกัน จากนั้นก็หอบความฝันกลับบ้าน

เริ่มจากความฝันแค่ว่า จะทำแบรนด์เสื้อเล็กๆ แต่เมื่อเริ่มลงไอจีก็เริ่มมีลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันวางขายทั้งหมด 3 แห่ง ตั้งแต่สยามเซ็นเตอร์ ที่ร้านแฟ็บแล็บ (Fab-Lab) และเซ็นทรัล ชลบุรี ที่ร้านเดรส แอนด์ ติง (Dress n’Thing) รวมทั้งที่โชว์ ดีซี ร้านซิกเนเจอร์ (Signature)

พิมปรีดี เป็นมินิมัล แวร์ เน้นความเรียบหรู ไม่เน้นสีสัน หลักการทำเสื้อคือความพอเพียง แฟชั่นไม่จำเป็นต้องฟุ่มเฟือยหรือต้องซื้อใหม่ทุก 3 เดือน เปลี่ยนตามกระแสตลาด แต่เมื่อซื้อใส่แล้วคงทนด้วยสไตล์ที่ยืนยง 

“พิมปรีดีคือเสื้อผ้าเนื้อดี คัตติ้งเนี้ยบ เรียบง่าย ดูดีและร่วมสมัย สวมใส่ได้ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป” โบเล่า

กลุ่มลูกค้าเป็นคนทำงาน อายุตั้งแต่ 35-40 ปีขึ้นไป เน้นคุณภาพงานฝีมือ โทนสีอยู่ในกลุ่มดำ น้ำตาล ขาว เทา เอิร์ธโทน สีเขียวตุ่นและสีอิฐ ราคา 500-4,000 บาท มีตั้งแต่ชุดเที่ยว ชุดทำงาน และชุดเพื่อนเจ้าสาว

ล่าสุด คือความสำเร็จที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเทรดโชว์ งานนิวยอร์กแฟชั่นวีก ศูนย์กลางแฟชั่นของโลก เทรดโชว์ที่นี่จะมีบูธเสื้อผ้ามาจากทั่วโลก หากถือเป็นคู่แข่งก็เป็นคู่แข่งจากทั่วโลก ปรากฏว่า โบประสบความสำเร็จมาก ตัวแทนจัดจำหน่ายทั่วสหรัฐติดต่อจองซื้อเสื้อของเธอ

จบอย่างงดงามที่นิวยอร์ก และเตรียมไปเจอกันอีกครั้งในนิวยอร์กแฟชั่นวีกปีหน้า ไม่เพียงเท่านี้ เดือน ก.พ. 2561 โบอยู่ระหว่างตัดสินใจ เพราะได้รับเชิญมาจากผู้จัดญี่ปุ่นอีกเจ้าหนึ่ง เป็นงานแฟชั่นเวิลด์ในโตเกียว ที่คงต้องบอกว่า เป็นเกียรติมากเช่นกัน

 

 

“วันปิดดีลการขายที่นิวยอร์ก แม่ซึ่งปากแข็งไม่ค่อยชมลูก ถึงกับออกปากว่า โบเก่งมาก และไม่จำเป็นต้องเก่งขนาดนี้ เพราะจริงๆ แล้วแม่ภูมิใจในตัวโบมาตั้งแต่วันที่โบเกิด”

พูดถึงแม่และพ่อ 2 คนไปแล้ว โบกำลังจะพูดถึง “พ่อ” คนที่ 3 ของเธอ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระเจ้าอยู่หัวในดวงใจพสกนิกรชาวไทยทุกคน พระมหากษัตริย์ที่ทรงงานทุกวันโดยไม่มีวันหยุด แม้โบจะเติบโตและใช้ชีวิตในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ แต่โบก็รักและเทิดทูนพระองค์ท่านอย่างสุดหัวใจ 

“เราจะไม่ฟูมฟาย แต่เราจะศึกษางานของพระองค์ท่าน ดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์ท่าน ทำประโยชน์ในจุดที่เรายืนอยู่”

บางครั้งเหน็ดเหนื่อยจากงานหนัก โบปลุกปลอบตัวเองด้วยภาพพระองค์ท่านที่กำลังทรงงาน ข้อมูลที่ได้รับรู้มาตลอด ก็คืองานในโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ นั่นหมายถึงการทรงงานด้วยพระอุตสาหะปีละไม่ต่ำกว่า 50 โครงการ

“เราคิดคอลเลกชั่นแค่ปีละ 2 คอลเลกชั่น ยังห่างไกลจากพระองค์ท่าน และห่างไกลจากความยากลำบากที่แท้จริง”

โบเล่าว่า แม่เล่าเรื่องในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ฟังตั้งแต่เด็ก แม้อยู่ไกลถึงออสเตรเลีย แต่ก็สัมผัสได้ถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของแม่ รวมทั้งชาวไทยทุกคน เมื่อกลับมาใช้ชีวิตในประเทศไทย ไม่มีวันใดไม่ได้เห็นข่าวพระราชกรณียกิจที่พระองค์ท่านทรงทำเพื่อประชาชน ความรู้สึกเหมือนดั่งเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรที่ปกปักรักษา ไม่ผิดเลยที่จะกล่าวว่าเราทุกคนโชคดีเพียงใดที่ได้เกิดในรัชสมัยของพระองค์

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ที่สุดบันเทิงในรอบ 7 วัน

  • เปิดอ่าน
  • แสดงความคิดเห็น
  • แชร์
switch