คุยกับคนดัง

เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ จากไอดอลยุค 90 สู่เจ้าของธุรกิจ

  • 23 มกราคม 2561 เวลา 19:30 น.
  • | เปิดอ่าน 3,541
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ จากไอดอลยุค 90 สู่เจ้าของธุรกิจ

เรื่อง: กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ: วิศิษฐ์ แถมเงิน

แม้จะไม่ได้ออกอัลบั้มมานานถึง 10 ปี แต่ไอดอลยุค 90 เจ้าของเพลง "ข้าวมันไก่" ก็ไม่ได้หายหน้าหายตาไปไหน แฟนเพลงยังคงเห็น เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ขึ้นร้องตามงานคอนเสิร์ตและเป็นศิลปินรับเชิญอยู่ไม่ขาดสาย รวมทั้งยังผันตัวไปเป็นนักธุรกิจที่มีทั้งประสบความสำเร็จและล้มลุกคลุกคลาน จนวันนี้เขาก็ยังฆ่าไม่ตาย เปิดธุรกิจใหม่กับน้องชายคนสนิท เชน-ธนา ลิมปยารยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป เปิดตัวผลิตภัณฑ์มาสก์หน้าทองคำภายใต้แบรนด์โมโจ (Mojo)

"ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เรามีงานจ้างที่เป็นงาน ร้องเพลงอยู่ตลอดเวลา เลยไม่รู้สึกว่าหายไปจากวงการ เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้อยู่บนจอทีวี ยิ่ง 3-4 ปีให้หลังมานี้ยิ่งเป็นยุคของนักร้องยุค 90 กระแสกลับมาแรง ทำให้เราได้ออกงานร้องเพลงอยู่เรื่อยๆ

ด้านบทบาทการเป็นนักธุรกิจ เราเริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคข้าวมันไก่เจมส์ประมาณ 10 กว่าปีมาแล้ว ซึ่งถือเป็นธุรกิจดารายุคแรกๆ และเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ อาหารแรกๆ ในเมืองไทย แต่หลังจากนั้นคนทั่วไปอาจจะไม่ทราบว่าเจมส์ทำธุรกิจอะไรบ้าง นอกจากข้าวมันไก่ก็มีทำธุรกิจส่วนตัวเปิดบริษัทออร์แกไนซ์ จากนั้นกลับมาเปิดร้านข้าวมันไก่อีกรอบ แต่ยกระดับให้อยู่ในห้างชื่อร้าน ออร์ชาร์ด ข้าวมันไก่สิงคโปร์ แต่ก็ต้องหยุดไปเพราะเจอเหตุการณ์บ้านเมือง จากนั้นเลยผันตัวเองมาเป็นผู้บริหารค่ายเพลงทั้งอาร์เอสและแกรมมี่ และตอนนี้กำลังมุ่งมั่นทำธุรกิจของตัวเองกับแบรนด์โมโจ ซึ่งถือว่าเป็นการก้าวสู่นักธุรกิจเต็มตัว"

เจมส์ในวัยเกือบ 40 ปี กล่าวต่อว่า ทุกบทบาททุกหน้าที่ที่ได้ทำมีความท้าทายต่างกัน จึงตัดสินไม่ได้ว่าชอบงานไหนมากที่สุด แต่ถ้าถามว่างานไหนท้าทายที่สุด เขายกให้ธุรกิจใหม่กับการปั้นแบรนด์ มาสก์หน้าทองคำ 24 เค

"เราสั่งสมประสบการณ์การทำงานมาเกือบ 20 ปี ลองผิดลองถูก ค้นหางาน ค้นหาธุรกิจที่ใช่จนตอนนี้คือมันตกผลึกแล้ว และพร้อมที่จะสร้างแบรนด์ของ ตัวเอง ธุรกิจที่ผ่านมามันเหมือนการลงสนามและการเรียนรู้ แต่โมโจคือการนำสิ่งที่เรียนรู้มาปฏิบัติจริงทั้งหมด พอมีไอเดียและแผนการทำงานเราจึงคิดต่อว่าน่าจะจับมือกับผู้มีประสบการณ์ จึงได้คุยกับเชน น้องชายที่รู้จักกันมานานที่มีประสบการณ์กับอมาโด้มาแล้ว เมื่อคิดตรงกันว่าเราจะทำธุรกิจนี้ให้เป็นไม้ยืนต้นที่มั่นคง ไม่ได้มากอบโกยแล้วก็ไป เลยจับมือกันและลงทุนด้วยกัน หากถามว่าถ้าไม่มีเชน ผมจะทำธุรกิจนี้อยู่ไหม ผมทำแน่นอนแต่คงไม่มั่นใจขนาดนี้

เพราะผมคิดว่าองค์ประกอบของความสำเร็จ นอกจากความรู้ ความสามารถแล้ว ยังต้องใช้ประสบการณ์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก หากเราเป็น มือใหม่ ไม่เคยเดินอยู่บนเส้นทางนี้มาก่อน โอกาสพลาดมันจะมีมาก ซึ่งสิ่งที่เราทำมันเป็นธุรกิจที่จะสร้างโอกาสให้กับคน ดังนั้นเราไม่ควรให้คนอื่นมาพลาดไปกับเรา"

แบรนด์โมโจเป็นธุรกิจระบบตัวแทนจำหน่าย ซึ่งเขามองว่า 3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงขาขึ้นของธุรกิจประเภทนี้ ไม่ว่าจะเป็นกระแสการใช้โซเชียลมีเดียที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของสื่อออนไลน์ได้ รวมถึงคนเริ่มมองเห็นแล้วว่าการค้าขายออนไลน์เป็นอาชีพใหม่ที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องลาออกจากงานประจำ ประกอบกับผลิตภัณฑ์มาสก์หน้ายังไม่มีเจ้าตลาดในประเทศไทย เจมส์จึงชิงช่องว่างเข้ามาจับและผลักดันให้เป็น เจ้าตลาดทันที

"เราศึกษาพบว่าคนไทยบริโภคสินค้าประเภทเครื่องสำอางเกี่ยวกับการบำรุงผิวหน้าโดยซื้อผ่านวิธีออนไลน์จำนวนมาก โดยหนีไม่พ้นเรื่องขาวใสกระจ่าง ซึ่งมีเจ้าตลาดและไม่วายมีคนกระโดดเข้าไปเล่นอีกมากมาย ทำให้เป็นตลาดมีการห้ำหั่นกันสูง แต่ในบรรดาเครื่องสำอางเหล่านั้นมันมีเซ็กเมนต์ที่ว่างอยู่ช่องหนึ่งคือ ช่องว่างของคนขี้เกียจแต่อยากสวยหล่อ คนที่ไม่อยากมานั่งทาครีม และคนที่ไม่อยากไปคลินิก แต่อยากแปะปุ๊บรอ 20 นาทีแล้วจบรู้เรื่อง จากนั้นเรามาคิดต่อว่าอะไรที่ถูกใจคนไทย ซึ่งทองคำเป็นสิ่งที่เรายกให้เป็นของมีค่าอยู่แล้ว เราจึงนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงคุณสมบัติของมันยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าสามารถยับยั้งแบคทีเรีย

พอเห็นโอกาสทางธุรกิจเราจึงได้ไปติดต่อโรงงานผลิตที่เกาหลีให้เขานำทองคำไปใส่ในมาสก์ พร้อมกับใส่นวัตกรรมเรดสโนว์ (Red Snow) ที่ช่วยในการชะลอวัยซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของเขา เราจึงไม่ต้องค้นคว้าใหม่ แต่มาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับผิวหน้าของคนไทย เรียกได้ว่าตอนนี้เรากำลังเล่นอยู่ในเกมที่มีโอกาสชนะ เพราะเป็นธุรกิจที่ยังมีช่องว่างให้ยึดหัวหาด ซึ่งถือเป็นธุรกิจของตัวเองอันแรกที่เจมส์คิดว่าพร้อมที่สุด เพราะที่ผ่านๆ มาต้องยอมรับว่าพร้อมครึ่งหนึ่ง เรียนรู้ครึ่งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ เพราะเราทำธุรกิจจากข้อมูลที่เราเก็บมาจนครบแล้ว"

เจมส์ยังอธิบายถึงการตลาดระบบตัวแทนกับระบบขายตรงที่หลายคนสับสนจนนำมาปนเปกันว่า ทั้งสองระบบมีวิธีการทำงานที่ต่างกัน ระบบขายตรงคือการจ่ายผลประโยชน์แบบหลายชั้น ซึ่งต้องสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างผลประโยชน์มากขึ้น ส่วนระบบตัวแทน เขาได้นำไปเปรียบเทียบกับตลาดสำเพ็งคือ ถ้าใครอยากค้าขายก็ไปซื้อของราคาส่งจากสำเพ็งแล้วนำไปขายต่อให้ลูกค้า ซึ่งจะซื้อไปใช้เองหรือนำไปขายต่อก็แล้วแต่ความต้องการ จึงไม่มีการจ่ายผลประโยชน์หลายชั้นและไม่มีการจ่ายผลตอบแทนจากค่าสมัครสมาชิกเหมือนระบบขายตรง

"การตลาดแบบตัวแทนคล้ายธุรกิจแฟรนไชส์ แต่เปลี่ยนแพลตฟอร์มมาสู่การตลาดออนไลน์ และคนที่อยากขายสินค้าสามารถซื้อได้กับดีลเลอร์หรือตัวแทนจำหน่าย ไม่จำเป็นต้องมาซื้อจากบริษัทใหญ่ ส่วนผมทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตสินค้า ทำการตลาดให้สินค้า และจำหน่ายสินค้าให้กับตัวแทนจำหน่ายเท่านั้นเอง" เขากล่าวสรุป

มาสก์ทองคำล็อตแรกจะถูกขนส่งไปยังตัวแทนจำหน่ายในวันสุดท้ายของเดือน ม.ค. ซึ่งเมื่อถามว่าในฐานะผู้ผลิตจะคืนทุนในอีกกี่ปีข้างหน้า เจมส์ตอบว่าน่าจะต้องนับในหลักเดือน

"ตอนนี้เจมส์ไม่ได้เป็นพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ แต่ผมเป็นมันสมองของแบรนด์นี้ ผมเป็นผู้ก่อตั้ง ผมเป็นคนวางกลยุทธ์ และผมเป็นคนพร้อมที่จะเจอ ทุกเหตุการณ์ เราไม่อยากใช้คำว่าคาดหวังกับมัน แต่เรามั่นใจในสินค้า มั่นใจในแผนการตลาด มั่นใจในวิสัยทัศน์ของตัวเองและผู้ร่วมทุน และมั่นใจในความดีที่เราทำ ผลของยอดขายจะออกมาเป็นยังไงก็คงต้องเป็นไปตามนั้น"

ถามคำถามสมมติว่า ถ้าธุรกิจเจ๊งใครเจ็บ เจมส์สวนตอบแทบจะทันทีว่า "ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้น เพราะว่าวันนี้ถ้าเราคิดจะทำอะไรสักอย่าง ถ้าไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เราไม่กล้าเอาตัวมาลง และสำหรับ โมโจไม่ใช่แค่การเอาตัวมาลง แต่ผมเอาชีวิตมาลง ดังนั้นผมต้องมั่นใจพันเปอร์เซ็นต์ ปิดประตูคำว่าเจ๊งได้เลย เพราะหลังจากนี้คือความสำเร็จมากหรือน้อยเท่านั้นเอง"

นอกจากนี้ สำหรับแผนธุรกิจในอนาคตแน่นอนว่าเขาต้องแตกไลน์สินค้า ซึ่งหลังจากยึดหัวหาดในประเทศไทยได้แล้ว เขาจะสยายปีกไปยังประเทศเพื่อนบ้านแน่นอน

ย้อนกลับไปฟังเพลงของไอดอลยุค 90 ต้องสะดุดกับเพลงในอัลบั้มเจมส์เอฟเอ็ม ท่อนหนึ่งของเพลง "จำชื่อฉันไว้" ร้องว่า "เธอไม่รักไม่เป็นไร ขอเพียงจำชื่อฉันไว้ ว่าใครคนนี้จะมีเธอทุกเวลา วันใดถ้าเธอหากต้องเสียน้ำตา ให้รู้ว่ายังมีคนที่พร้อมจะคอยเข้าใจอยู่เคียงข้างเธอไม่เคยเปลี่ยน"

ช่างเข้ากับชีวิตของเจ้าของธุรกิจในตอนนี้ เพียงแต่ว่าหากมีน้ำตา ก็คงเป็นน้ำตาแห่งความสำเร็จครั้งใหญ่ในชีวิต

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!