คุยกับคนดัง

อาร์ตี้ แอนด์ เฟิร์น กับแว่นตาเฉพาะบุคคล

  • 24 มกราคม 2561 เวลา 14:00 น.
  • | เปิดอ่าน 672
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+
LINE it!

อาร์ตี้ แอนด์ เฟิร์น กับแว่นตาเฉพาะบุคคล

คนหนึ่งโตมาในบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยแว่นตา จนซึมซับและกลายมาเป็นความชอบ ส่วนอีกคนชอบแว่นตาถึงขนาดว่าตอนเป็นเด็ก พยายามไปจ้องทีวีใกล้ๆ เพราะอยากสายตาสั้นมาแล้ว จุดที่ชอบของคน 2 คนนำพาให้ เฟิร์น-อานิกนันท์ เอี่ยมอ่อง และอาร์ต-ชนกันต์ อุโฆษกุล หนุ่มสาวจากรั้วคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เจ้าของแบรนด์อาร์ตี้ แอนด์ เฟิร์น อายแวร์ (Arty & Fern Eyewear) ที่เริ่มจากแว่นแฟชั่นที่ขายดีในโลกออนไลน์เมื่อ 5 ปีก่อน

ด้วยความอยากรู้ของคนรักแว่นไม่จบเท่านี้ สองคนมีคำถามที่อยากรู้มาตลอดว่า แท้จริงแล้วแว่นตามีขั้นตอนการผลิตอย่างไร เครื่องหมายคำถามใหญ่ๆ ที่ทำให้ทั้งเขาและเธอออกเดินทางไกลเพื่อค้นหาคำตอบถึงเมืองมอเรซ ประเทศฝรั่งเศส ต้นตำรับของการทำแว่นมาอย่างยาวนาน

การศึกษาขั้นตอนอย่างถึงแก่นทำให้พวกเขาเปลี่ยนความคิด ก่อนจะมาเป็นแบรนด์แว่นตาแบบ Custom-Made (แว่นเฉพาะบุคคล) คือแว่นที่ออกแบบโดยการคำนวณจากโครงสร้าง ใบหน้าและสไตล์ของแต่ละคนเป็นเจ้าแรกในไทยอย่างทุกวันนี้

อานิกนันท์ เล่าถึงการเดินทางไปเรียนถึงฝรั่งเศสว่า พวกเขาค้นหาที่เรียนในเมืองไทยก็ไม่มี แล้วเปิดหนังสือประวัติศาสตร์แว่น ก็เห็นว่าเมืองมอเรซ ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ในฝรั่งเศส เป็นเมืองที่รวมโรงงานที่ผลิตแว่นเยอะที่สุดในศตวรรษที่ 17 ทั้งยังเป็นศูนย์กลางกระจายผลผลิตไปทั่วโลก

“เมืองที่ต้องเดินทางโดยอาศัยรถเมล์ที่วิ่งวันละ 2 เที่ยว เช้า-เย็น โดยปกติแล้วส่วนใหญ่คนที่มาเรียนเป็นฝั่งยุโรป ซึ่งค่อนข้างเฉพาะทาง น้อยคนที่จะมาอยากนั่งทำแว่นทีละอันด้วยมือทุกขั้นทุกตอน”

ชนกันต์ เล่าถึงความบังเอิญที่เกิดขึ้นด้วยว่า ทางโรงเรียนเพิ่งเปิดรับสมัครคอร์สอินเตอร์ให้คนต่างชาติไปเรียนเป็นปีแรก “ซึ่งเรา 2 คน กับเพื่อนชาวอินเดียอีกคนหนึ่งเป็นคนเอเชียกลุ่มแรก เนื่องจากครูสอนพูดภาษาฝรั่งเศส เวลาเรียนจะมีคนคอยแปลให้”

แม้ความตั้งใจแรกของการเดินทางมาเยือนมอเรซครั้งนี้ จะเพียงเพราะอยากรู้วิธีและขั้นตอนการทำแว่นให้เป็นชิ้นเป็นอัน แต่หลังจากที่เห็นการตัดแว่นเพื่อแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็น การนำวัสดุหล่อเป็นหูขึ้นมา เพื่อให้คนที่มีหูข้างเดียวใส่แว่นได้เหมือนคนปกติทั่วไป หรือการทำแว่นจิ๋วให้คนที่มีปัญหากะโหลกศีรษะเล็ก ก็เปลี่ยนความคิดทันที

“ที่เรามาเรียนเราแค่อยากรู้ว่าแว่นมันทำยังไง หลังจากที่มาเรียนแล้ว รู้สึกว่ามันมากกว่านั้นแว่นมันสำคัญกว่าที่เราคิดมาก”

หลังจากใช้เวลาเรียนนาน 4 เดือน บวกกับได้รับแรงบันดาลใจใหม่ๆ ถึงเวลาจริงจังกับการออกเดินทางอีกครั้งสักที “ช่วงแรกสิ่งที่ยากคือ เราต้องจำให้ได้มากที่สุดว่าเขาใช้อุปกรณ์อะไรในการทำ อุปกรณ์บางอย่างไม่มีในไทย ก็ต้องให้เขาช่วยซื้อจากที่ฝรั่งเศสแล้วส่งกลับมา มีทั้งนำมาดัดแปลงบ้าง พวกเครื่องมือที่เป็นเหล็กถ้ามาจากฝั่งยุโรปจะได้ความแข็งแรงและคุณภาพดี บางอย่างเราจำเป็นต้องสั่งมาจากที่นั่น รวมแล้วก็ประมาณหนึ่งปี เมื่อพร้อมทุกอย่างแล้วก็ออกจากงานประจำทันที ตอนนี้เกือบสองปีแล้วที่ทำมา”

อานิกนันท์ เล่าว่า ด้วยความตั้งใจที่จะทำให้เป็นแว่นตาเฉพาะบุคคล จำเป็นที่จะต้องเจอลูกค้าเองทุกคน เพราะต้องวัดสัดส่วนของโครงหน้า และรับฟังความต้องการจากลูกค้าว่าเขามีปัญหาอะไร อยากแก้ปัญหาเรื่องอะไร

“ในส่วนของขั้นตอนการทำงานขั้นแรกหลังจากที่คุยเก็บรายละเอียดข้อมูลเรียบร้อย ลูกค้าก็จะเลือกวัสดุว่าชอบสีไหน โดยเราจะเลือกวัสดุเป็นเซลลูโลส อะซิเตท (Cellulose Acetate) ซึ่งเป็นวัสดุจากธรรมชาติ ที่แว่นชั้นนำทั่วโลกเลือกใช้ คุณสมบัติมีความเหนียว

จากนั้นเราก็จะทำดีไซน์บนหน้าลูกค้าแบบที่เป็นไซส์จริง พวกเราก็จะกลับมาทำการบ้านก่อนค่อยส่งไปให้ลูกค้าตัดสินใจ เราทำตามไซส์โดยยึดตามโจทย์ของคนใส่เป็นหลัก คือเราเลยคิดว่า ไม่ว่าลูกค้าจะมาด้วยโจทย์ไหน เรามีหน้าที่ให้ความสำคัญเท่ากันคือเรื่องความสวยงาม เพราะเราเรียนดีไซน์มา เราจะไม่ปล่อยให้ออกไปโดยที่แว่นทรงไม่สวยแน่นอน ซึ่งกระบวนการหนึ่งชิ้นจะกินเวลาประมาณ 10 กว่าวัน”

ชนกันต์ เสริมว่า แว่นที่สวยก็ต้องใส่สบาย แว่นที่สบายก็ต้องใส่แล้วสวย “เราคิดว่าตั้งใจทำให้มันดี เหมือนทำให้ตัวเองแฟร์กับลูกค้า ซึ่งที่ผ่านมา 90% ค่อนข้างออกมาพอดีเพราะเราตกลงกับลูกค้าก่อน อย่างปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการส่งออกจัดเวทีประกวด ใครมีคอนเซ็ปต์อะไรก็ไปประกวดได้ เราได้รางวัลดีไซน์เอ็กซ์เซอร์เลนซ์ และ ดีไซเนอร์ ออฟ เดอะ เยียร์ ทำให้คนรู้จักเราเยอะขึ้น นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมายังได้รางวัลแว่นแมว หรือแว่นทรงแคทอาย เราทำเป็นคอลเลกชั่นชื่อแว่นแมวไทย ซึ่งจุดเด่นของแว่นแมวไทยนี้เป็นการดึงเอาคาแรกเตอร์ของพันธุ์แมวที่สอดคล้องกับความเชื่อของคนไทยออกมา แม้จะสั่งผลิตที่ญี่ปุ่นก็ตามแต่แนวคิดและการออกแบบเป็นของเราทั้งหมด เป็นอีกช่องทางหนึ่งของคนที่อยากสวมแว่นของเราแต่ไม่อยากรอนาน”

จากคนสองคนที่มีความชอบเหมือนๆ กัน วันนี้พวกเขาจับมือกันสร้างสรรค์ผลงานออกมา เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาในการสวมใส่แว่นจริงๆ

“เรียกว่ามาไกลเหมือนกันครับ จากที่ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะทำเป็นธุรกิจจริงจัง เป็นโปรเจกต์ที่คิดขึ้นมาจากความชอบและอยากทำ ซึ่งผลตอบรับกลายเป็นดี ซึ่งตรงนี้มองว่าเป็นงานศิลปะ งานฝีมือมากกว่าการทำธุรกิจใหญ่โต” ชนกันต์ กล่าว

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+
LINE it!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง